“ป่าของประเทศไทย ไม่ได้หายไปเพราะภัยธรรมชาติ แต่หายไปเพราะชาวบ้านมีไม่พอกินไม่พอใช้…ถ้าเรามองแต่ปลูกป่า ไม่มองเรื่องปลูกคน ไม่มีทางที่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้น”
แก่นการดำเนินงานตลอด 5 ทศวรรษของ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” ปัจจุบันภายใต้การนำของ ม.ล. ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิฯ และยังคงยึดถือปรัชญา ‘ปลูกป่า ปลูกคน’ มาตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ
จุดเริ่มต้นในปี 2515 จากมูลนิธิส่งเสริมผลผลิตชาวเขาไทยฯ ซึ่งก่อตั้งโดยสมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) กับภารกิจการรับซื้อหัตถกรรมชนเผ่าและช่วยต่อรองราคาตลาดเพื่อความเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน ภาพสมเด็จย่าเสด็จฯ ด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง พร้อมสิ่งของ อาหาร เครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์มาเยี่ยมเยียนชาวบ้าน นี่คือภาพที่ชาวไทยภูเขามองไปยังฟากฟ้า เสมือนคนมาปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัย เป็นคำเปรียบเปรย ‘แม่ฟ้าหลวง’ ทำให้ในปี 2528 ได้ขยายขอบเขตการทำงานและเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์”พร้อมเพิ่มพันธกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจและสังคมของชาวเขาและชาวพื้นราบที่อยู่ห่างไกล รวมทั้งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และงานพัฒนาครบวงจร โดยมี ‘ดอยตุง’ เป็นพื้นที่ริเริ่มในปี 2531
จนปัจจุบันเป็นพื้นที่ต้นแบบ ‘ดอยตุงโมเดล’ ที่สามารถนำแนวทางการพัฒนาไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น โดยมี 2 เป้าหมายควบคู่กันคือ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
ในปี 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีอายุ 54 ปี และดอยตุง 38 ปี และมูลนิธิฯ กำลังตั้งโจทย์ จากภาพของผู้พัฒนาพื้นที่ดอยตุง สู่การขยับตัวเองให้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญบนเวทีโลกด้านการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่การพัฒนาคน ภายใต้แนวคิด “Nature Positive” ที่ไม่ได้มองแค่การปลูกป่า แต่มองว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากปากท้องของคน


