BAM นำร่องเปลี่ยน NPA เป็น ‘Green Asset’ ต้นแบบฟื้นป่าแม่ เชื่อมชุมชน สร้างคาร์บอนเครดิต

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ BAM

ที่ดิน 33 ไร่ในตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เคยเป็นเพียงแปลงนาเก่าที่ถูกทิ้งร้าง มีไมยราบขึ้นรก มียูคาลิปตัสแปลกถิ่นขึ้นแซม และมีสถานะเป็นเพียงตัวเลขหนึ่งในบัญชีทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA และเป็นที่ดินที่ไม่มีศักยภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

ธุรกิจหลักของ BAM คือการรับซื้อและบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงิน โดยแต่ละปี BAM มีการซื้อสินทรัพย์ใหม่เข้ามาบริหารเฉลี่ยปีละ 3-8 หมื่นล้านบาท ทว่า ไม่ใช่ทุกแปลงที่จะสามารถขายต่อหรือพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ทันที บางแปลงอยู่ในทำเลที่ไม่มีความต้องการของตลาด บางแปลงมีข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่ โดย BAM ถือพื้นที่ NPA (Non-Performing Asset) ที่ไม่มีศักยภาพสะสมอยู่ราว 1,000 ไร่ทั่วประเทศ

จากแนวคิดดังกล่าว นำมาสู่ “โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” โดยร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมกับการเปลี่ยนแนวคิดว่า แทนที่จะปล่อยให้พื้นที่เหล่านี้รกร้างรอวันขาย จึงนำมาต่อยอดสร้างคุณค่าด้านความยั่งยืนแทน และไม่ได้หวังเพียงปลูกต้นไม้ให้ครบตามจำนวน แต่สามารถสร้างคุณค่าได้ ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และองค์กร

เปลี่ยน NPA เป็นพื้นที่สีเขียว

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ BAM กล่าวถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการบูรณาการระหว่างภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สอดคล้องกับแนวทาง ESG และนโยบาย “ความดี 5 ประการ” ของ BAM คือ ดีต่อประเทศ ดีต่อสังคม ดีต่อลูกค้า ดีต่อผู้ถือหุ้น และดีต่อพนักงาน โดยหวังให้โครงการนี้เป็นต้นแบบที่ขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศได้ในอนาคต

ด้าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า ที่ดิน 33 ไร่แปลงนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ 31 ไร่ สำหรับฟื้นฟูเป็นป่าด้วยแนวทางปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ใช้ไม้ท้องถิ่น 20 ชนิด รวม 3,600 ต้น และอีก 2 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นลานปูนอยู่แล้ว จะถูกใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน ผืนป่าที่ฟื้นฟูนี้ยังจะถูกพัฒนาเข้าสู่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย หรือ T-VER ซึ่งคาดว่าจะกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ราว 29.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ดร.รักษ์ กล่าวต่อว่า การลงทุนลักษณะนี้ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพของสินทรัพย์ และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว

ดร.รักษ์ กล่าวต่อว่า BAM มีเป้าหมายต่อยอดไปสู่การพัฒนาสินทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Asset Portfolio ในวงกว้างขึ้น และอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างผืนป่าดงใหญ่กับสวนสัตว์เปิดเฉลิมพระเกียรติ ช่วยเสริมความต่อเนื่องของพื้นที่สีเขียวในภาพรวมของภูมิภาค

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM

จับมือ ‘มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ’ นำร่อง ป่าอำนาจเจริญ

หากมองในมุมของพื้นที่เป้าหมาย จังหวัดอำนาจเจริญมีประชากรราว 372,183 คน อยู่ในอันดับที่ 65 ของประเทศ และมีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนอยู่ที่ 28,515 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 29,030 บาทต่อเดือนเล็กน้อย (ข้อมูลปี 2566 จากสำนักงานสถิติจังหวัดอำนาจเจริญ) ขณะที่ตำบลสร้างถ่อน้อยซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ มีชุมชนรวม 13 หมู่บ้าน ประชากรกว่า 1,795 ครัวเรือน หรือราว 6,390 คน ที่นี่ยังมีลักษณะการใช้ที่ดินที่ค่อนข้างสมดุล โดยเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติถึง 44% พื้นที่การเกษตร 35% พื้นที่อยู่อาศัย 13% และที่ดินสาธารณะประโยชน์ 8%

ก่อนเริ่มโครงการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ลงพื้นที่ประเมินศักยภาพของทั้ง 13 หมู่บ้านอย่างละเอียด และพบว่าโจทย์การพัฒนาพื้นที่นี้ต้องแก้ไขไปพร้อมกันใน 4 มิติ ได้แก่

  • มิติคน ต้องสร้างความร่วมมือระหว่างผู้นำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น ให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้
  • มิติทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่า น้ำ และดิน ที่ต้องปรับปรุงคุณภาพดินและปลูกป่าเชื่อมโยงกับผืนป่าดงใหญ่ รวมถึงฟื้นฟูระบบนิเวศหนองสิโว
  • มิติอาชีพ ต้องส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร ปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว
  • มิติสังคมวัฒนธรรม ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่ให้กลายเป็นรายได้

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าว่า มูลนิธิฯ ดำเนินงานฟื้นฟูผืนป่ามากว่า 40 ปีแล้ว และในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาได้ขยายองค์ความรู้จากการฟื้นฟูป่าดอยตุงไปสู่ป่าชุมชนใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ตำบลสร้างถ่อน้อยเป็นหนึ่งในชุมชนที่มีศักยภาพสูง เพราะมีทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพื้นฐานอาชีพที่ต่อยอดได้อีกมาก ที่สำคัญ การสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ต้องเดินไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

กระบวนการฟื้นป่าแม่

ขณะที่ ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solution มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากโจทย์สองด้านที่มาบรรจบกัน ฝั่ง BAM มีที่ดินที่ไม่สร้างรายได้และต้องการชดเชยคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร ขณะที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มองว่าพื้นที่นี้เหมาะสมเพราะอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่มูลนิธิฯ ทำงานอยู่แล้ว ชุมชนมีความเข้มแข็ง และสามารถขยายผลได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี จึงตัดสินใจเลือกแนวทางขึ้นทะเบียน T-VER เพื่อให้ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมสามารถวัดผลออกมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของ BAM ในฐานะสถาบันการเงิน

ก่อนลงมือปลูก ทีมงานได้สำรวจสภาพพื้นที่อย่างละเอียด ทั้งความลาดชัน แหล่งน้ำ ชนิดพืชดั้งเดิม ไปจนถึงประวัติศาสตร์การใช้ที่ดิน ซึ่งพบว่าพื้นที่นี้เคยเป็นนามาก่อน จึงมีสภาพดินเป็นดินเหนียว และมีพืชต่างถิ่นอย่างยูคาลิปตัสขึ้นแทรกอยู่ ขั้นตอนต่อไปคือการปรับ แต่ไม่ใช่การถมดินใหม่ หากเป็นการปรับให้น้ำมีทิศทางไหลที่เหมาะสม ไม่ขังค้าง ก่อนจะเริ่มลงกล้าไม้ในช่วงเดือนถัดไป

ดร.สุภัชญา เล่าว่า ทีมงานใช้ผืนป่าดงใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงเป็น “ป่าแม่” หรือต้นแบบ เนื่องจากเป็นป่าดั้งเดิมที่มีโครงสร้างพันธุ์ไม้หลายชั้น ตั้งแต่พืชคลุมดิน ไม้พุ่ม ไปจนถึงไม้เรือนยอดชั้นกลางและชั้นบน โดยเลือกทั้งไม้โครงสร้างที่ให้ร่มเงาอย่างยางนา พะยูง มะค่าโมง กระบาก ชิงชัน พะยอม และหว้า ควบคู่กับไม้ที่เป็นแหล่งอาหารอย่างมะเม่าและมะขามป้อม เพื่อดึงดูดสัตว์และแมลงให้กลับเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์และเร่งให้ระบบนิเวศฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ

ดร.สุภัชญา กล่าวต่อว่า พื้นที่ 33 ไร่นี้จะไม่ได้ติดกับผืนป่าดงใหญ่โดยตรง แต่อยู่ในระยะที่ใกล้กัน โดยมีที่นาของชาวบ้านคั่นอยู่ ทำให้พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “Stepping Stone” หรือจุดเชื่อมต่อทางนิเวศ ที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตบางกลุ่ม เช่น นกและแมลง สามารถเดินทางข้ามพื้นที่ได้สะดวก อย่างไรก็ตาม พื้นที่ขนาด 33 ไร่นับว่าค่อนข้างเล็ก อีกทั้งการฟื้นฟูป่าแบบกระจัดกระจายเป็นแปลงเล็กย่อมมีผลกระทบเชิงนิเวศน้อยกว่าป่าผืนใหญ่ต่อเนื่อง แต่ก็ยังดีกว่าการปล่อยให้พื้นที่รกร้างไม่ถูกใช้ประโยชน์

ดร.สุภัชญา กล่าวถึงเป้าหมายของโครงการนี้คือ การทำให้ป่ารอด และสิ่งมีชีวิตกลับมาอยู่ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ส่วนตัวชี้วัดความสำเร็จในภาพใหญ่นั้น คงต้องรอการประเมินร่วมกันกับ BAM ในฐานะเจ้าของพื้นที่ต่อไป

เล็งต่อยอดอีก 1,000 ไร่

ตามแผนงาน พื้นที่ 31 ไร่จะเข้าสู่โครงการ T-VER อย่างเป็นทางการ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2569-2578 ควบคู่กับการสำรวจข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพทั้งด้านดินและสัตว์ปีก เพื่อใช้เปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังโครงการ และการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนร่วมกับทั้ง 13 หมู่บ้านให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่

หากโครงการนี้เดินหน้าได้ตามเป้า ผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจะครอบคลุมประชากรกว่า 6,390 คนในตำบลสร้างถ่อน้อย ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมจากพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น 31 ไร่ และมิติเศรษฐกิจชุมชนจากพื้นที่ใช้ประโยชน์อีกกว่า 2 ไร่

หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ ทั้งด้านการต่อยอดพื้นที่ NPA และการสร้างพื้นที่แห่งโอกาส รวมถึงการสร้างความยั่งยืน ในอนาคตจะนำไปสู่การขยายผลไปในพื้นที่ NPA อีกเกือบ 1,000 ไร่ที่ BAM ถืออยู่ทั่วประเทศ