ประสาท มีแต้ม
ก่อนอื่นเรามาทบทวนเหตุการณ์ที่นำความเดือดร้อนและค่อนข้างจะโกลาหลให้กับคนไทยและคนอีกหลายประเทศที่เพิ่งผ่านมาได้ 3 เดือน นั่นคือ ราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้พุ่งแรงมาก หลังเหตุการณ์สงครามสหรัฐอเมริกา-อิหร่านซึ่งเริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 (ดูภาพประกอบ)
เริ่มต้นด้วยการขาดแคลนน้ำมันในปั๊ม เพราะมี “ไอ้โม่ง” กักตุนเพื่อเก็งกำไร บางวัดไม่รับเผาศพเพราะไม่มีน้ำมัน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นชนิดดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้นจาก 18.62 บาทต่อลิตร (20 ก.พ. 2569) เป็น 43.69 บาทต่อลิตร (20 มี.ค. 2569) ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ดูไบประจำเดือนมีนาคม เท่ากับ $92 ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 19 บาทต่อลิตร
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้น ผมขอย้อนไปดูข้อมูลความเสียหายของคนไทยในด้านพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก่อนเกิดสงคราม (2564) ทั้งปีเรานำเข้าพลังงานรวม 1.26 ล้านล้านบาท หรือ 7.8% ของจีดีพี แต่ในปี 2565 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.13 ล้านล้านบาท หรือ 12.3% ของจีดีพี ในขณะที่การนำเข้าพลังงานเฉลี่ยของทวีปยุโรปประมาณร้อยละ 2-3 ของจีดีพีเท่านั้น
คำตอบไม่ได้อยู่ที่สงครามในต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างพลังงานของประเทศไทยเอง ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง ทำให้ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกสามารถส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นภายในประเทศยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของกลไกอำนาจรัฐ ทั้งในด้านการกำกับดูแล การป้องกันการกักตุนสินค้า การรักษาระดับปริมาณสำรอง และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสในช่วงวิกฤติ
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานท่านหนึ่งประเมินว่า ในช่วง 3 เดือนหลังสงคราม ผู้ประกอบการกิจการน้ำมันอย่างเดียวในไทยได้กำไรส่วนเกิน (จากค่าปกติ) ไปแล้วประมาณ 2 แสนล้านบาท จากค่าการกลั่นที่สูงเกินปกติเกือบสิบเท่าตัวและค่าการตลาดด้วย โดยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนได้เลย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สงครามอาจเป็นชนวนของวิกฤติ แต่ระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนขึ้นอยู่กับความเปราะบางของระบบพลังงาน และความเข้มแข็งของสถาบันภายในประเทศด้วย
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มนิยามคำว่า “ความมั่นคงด้านพลังงาน” กันใหม่ จากเดิมที่เน้นการจัดหาน้ำมันและก๊าซให้เพียงพอ ไปสู่การลดความเปราะบางของประเทศต่อความผันผวนจากภายนอก
รัฐธรรมนูญไทยกับความมั่นคงด้านพลังงานที่ไม่มีนิยาม
คำว่า “ความมั่นคงด้านพลังงาน” เพิ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทยเป็นครั้งแรกในฉบับปี 2560 ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 72(5) ความว่า “รัฐพึงดำเนินการเกี่ยวกับ ที่ดิน ทรัพยากรน้ำและพลังงาน ดังต่อไปนี้ (5) ส่งเสริมการอนุุรักษ์พลังงานและการใช้้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมทั้งพัฒนาและสนับสนุนให้้มีีการผลิตและการใช้้พลังงานทางเลือกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน”
แม้ไม่มีคำนิยามหรืออธิบายที่มากกว่านี้ แต่ประโยคที่ว่า “สนับสนุนให้มีการผลิตและการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อเสริมสร้าง “ความมั่นคงด้านพลังงาน” อย่างยั่งยืน” ในความเข้าใจของผมก็คือการสนับสนุนให้มีการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) นั่นเอง (หมายเหตุ คำว่า “พลังงานทางเลือก” (Alternative Energy) หมายถึงพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ แต่มักจะใช้ปะปนกันกับคำว่าพลังงานหมุนเวียน)
แต่ผ่านมาแล้วเกือบ 10 ปี ก็ยังไม่มีตัวชี้วัดใดที่สะท้อนว่า “รัฐ” ได้ทำหน้าที่ดังกล่าว
ผมพยายามค้นหาความหมายดังกล่าวจากหลายแหล่ง พบว่า Evan Hillebrand (ศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเคนทักกี สหรัฐอเมริกา ในเอกสารประกอบการสอน เมื่อ 2016 https://judithcurry.com/2016/03/03/what-is-energy-security-definitions-and-scenarios/) ได้ให้ความหมายที่ผมเห็นว่ามีความก้าวหน้ามาก ความว่า
ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและมีหลายมิติ มากกว่าความเข้าใจแบบง่ายๆ ที่มองเพียงเรื่องการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน หรือความเป็นอิสระทางพลังงาน
ความมั่นคงด้านพลังงานเกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของพลังงาน ต้นทุน ความน่าเชื่อถือ ความยั่งยืน และขนาดของการใช้พลังงาน ปัจจัยทางเทคนิค เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยอื่น ๆ ล้วนมีบทบาทสำคัญ และจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าปัจจัยเหล่านี้เชื่อมโยงและส่งผลต่อกันอย่างไร
ดังนั้น ความมั่นคงด้านพลังงานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของผลกระทบที่พลังงานมีต่อความมั่นคงของชาติด้วย
ในความหมายที่เข้าใจได้ง่าย ความมั่นคงด้านพลังงาน คือ ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งพลังงานได้อย่างเพียงพอ ทันเวลา มีราคาที่เหมาะสม และมีความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรวมถึงความสามารถในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินหรือการหยุดชะงักของระบบพลังงาน ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยทางการเมืองหรือภัยธรรมชาติ เพื่อให้ประเทศยังคงสามารถตอบสนองต่อภาวะขาดแคลนพลังงานได้ในทุกรูปแบบ
มุมมองดังกล่าวอาจเรียกว่า “นิยามความมั่นคงด้านพลังงานบนฐานความยืดหยุ่นของระบบ” ซึ่งมุ่งเน้นการรับมือกับความเสี่ยงในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในระยะยาวและต้องการวัดความมั่นคงด้านพลังงานในเชิงปริมาณ อาจนิยามได้ว่า ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศหนึ่งเท่ากับ ปริมาณการส่งออกพลังงานสุทธิ (ปริมาณส่งออกลบปริมาณนำเข้า) หารด้วยความต้องการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ
จากนิยามนี้ โดยใช้ข้อมูลดิบของกระทรวงพลังงานในช่วง 2538 ถึง 2568 พบว่า ความมั่นคงด้านพลังงานของไทยมีค่า 0.65 และ 0.72 หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไทยไม่ได้มีความเป็นอิสระด้านพลังงานเพิ่มขึ้น แต่กลับลดลง โดยสัดส่วนพลังงานที่สามารถจัดหาได้จากภายในประเทศลดลงจาก 35% เหลือเพียง 28% ขณะที่การพึ่งพาพลังงานนำเข้าสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 72% ของความต้องการพลังงานทั้งหมด ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา
ทำไมต้องสร้างนิยาม “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ใหม่
ในกรณีวิกฤติพลังงานปี 1973 ซึ่งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันได้ร่วมกันลดกำลังการผลิตลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ประเทศผู้ใช้น้ำมัน เช่น สหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป จึงตอบสนองต่อวิกฤติด้วยการเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศ เพิ่มการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงหันไปพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการของเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนิยาม “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ในยุคนั้น ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีเชื้อเพลิงเพียงพอในราคาที่ยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม นิยามดังกล่าวเกิดขึ้นในโลกที่มีข้อจำกัดทางเทคโนโลยีอย่างมาก ในช่วงทศวรรษ 1970 พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมยังมีต้นทุนสูงกว่าพลังงานฟอสซิลหลายเท่าตัว และยังไม่สามารถเป็นทางเลือกในระดับระบบเศรษฐกิจได้จริง ดังนั้น การเพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือพลังงานนิวเคลียร์ จึงเป็นทางเลือกหลักเพียงไม่กี่ทางที่ประเทศต่างๆ สามารถใช้รับมือกับวิกฤติพลังงานได้
แต่โลกพลังงานในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อ 50 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมลดลงมากกว่า 70-90% จนกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในหลายภูมิภาคของโลก ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และการใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ได้เปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ สามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน
BloombergNEF รายงานว่า ในปี 2025 มีการติดตั้งโครงการโซลาร์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar + Storage) ทั่วโลกรวม 87,000 เมกกะวัตต์ โดยมีต้นทุนไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ (LCOE) เฉลี่ยเพียง 0.057 ดอลลาร์ต่อหน่วยไฟฟ้า ถ้าคิดเป็นเงินบาทประมาณ 1.88 บาทเท่านั้น
เมื่อทางเลือกทางเทคโนโลยีเปลี่ยนไป นิยามของความมั่นคงด้านพลังงานก็ควรเปลี่ยนตามไปด้วย ความมั่นคงด้านพลังงานในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ควรถูกวัดเพียงว่าประเทศมีเชื้อเพลิงเพียงพอหรือไม่ แต่ควรพิจารณาด้วยว่าประเทศมีความสามารถในการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของประชาชนและเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ภายในประเทศได้มากเพียงใด
นิยามความมั่นคงด้านพลังงานแบบหลังวิกฤติน้ำมันปี 1973 เป็นนิยามที่เกิดขึ้นในยุคที่การนำเข้าพลังงานฟอสซิลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในยุคที่พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ถูกที่สุดของโลก การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมากไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ความมั่นคง” อีกต่อไป แต่ควรถูกมองว่าเป็น “ความเปราะบาง” ของระบบพลังงาน การนำเข้าพลังงานจึงเป็นการนำความไม่มั่งคงเข้ามาด้วย
นิยามความมั่นคงด้านพลังงานใหม่คืออะไร
ความมั่นคงด้านพลังงานในศตวรรษที่ 21 ควรหมายถึง ความสามารถของประเทศในการตอบสนองความต้องการพลังงานของประชาชนและเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยลดการพึ่งพาทรัพยากรพลังงานจากภายนอกประเทศให้น้อยที่สุด และไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมหรือคนรุ่นต่อไป
ภายใต้นิยามดังกล่าว ความมั่นคงด้านพลังงานจึงไม่ได้วัดจากปริมาณน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหินที่ประเทศสามารถจัดหาได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าประเทศมีความสามารถในการผลิตพลังงานจากทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศมากน้อยเพียงใด
แนวทางปฏิบัติที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ คือการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไฟฟ้า (Electrification) โดยนำพลังงานในภาคขนส่ง อาคาร และอุตสาหกรรม มาใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล และผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ภายในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
ความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจในระบบพลังงานด้วย จึงต้องตั้งอยู่บนหลักการประชาธิปไตยพลังงาน (Energy Democracy) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน และท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการผลิต การใช้ การบริหารจัดการพลังงาน รวมทั้งการเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคไปพร้อมกัน (Prosumer)
ประชาธิปไตยพลังงานประกอบด้วยเสาหลัก 5 เสา คือ
1. ความยืดหยุ่น (Flexibility) ระบบพลังงานสามารถปรับตัวและรับมือกับความผันผวนหรือวิกฤติได้
2. ประสิทธิภาพ (Efficiency) ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
3.ความเป็นธรรม (Equity) ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
4. การปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) ลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
5. การพึ่งพาท้องถิ่น (Local) ส่งเสริมการผลิตและใช้พลังงานจากทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่นและลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก
ดังนั้น ความมั่นคงด้านพลังงานในยุคพลังงานหมุนเวียน จึงไม่ใช่การแสวงหาเชื้อเพลิงจากที่ใดก็ได้ในโลก แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ บนหลักการประชาธิปไตยพลังงาน ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งการผลิตและการบริโภค (Prosumer)
ตัวอย่างการปฏิบัติจริงภายใต้นิยามความมั่นคงด้านพลังงานใหม่
ในอีก 10 ปีข้างหน้า (2025–2035) โลกจะเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (ไม่นับ 2 ล้อและ 3 ล้อ) จากประมาณ 90 ล้านคัน หรือราว 1 ใน 16 ของรถยนต์ทั้งหมด เป็น 450–800 ล้านคัน หรือประมาณ 1 ใน 4 ถึง 1 ใน 2 ของรถยนต์ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นของนโยบายพลังงานและนโยบายสภาพภูมิอากาศที่แต่ละประเทศดำเนินการ (Global EV Outlook 2026, IEA)
นี่คือ การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไฟฟ้าซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระดับโลก
อีกตัวอย่างหนึ่งคือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งกำลังเปลี่ยนบ้านเรือนกว่า 2 ล้านหลังให้เป็น “โรงไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่ขนาดย่อม” ผ่านโครงการ Cheaper Home Batteries ที่เริ่มในเดือนกรกฎาคม 2025 โดยรัฐบาลสนับสนุนต้นทุนแบตเตอรี่ประมาณ 30% เพื่อเปลี่ยนไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาให้สามารถใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ลดค่าไฟของประชาชน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบไฟฟ้า
กล่าวโดยสรุป ความมั่นคงด้านพลังงานในศตวรรษที่ 20 คือความสามารถในการเข้าถึงและจัดหาเชื้อเพลิงจากที่ใดก็ได้ในโลก ขณะที่ความมั่นคงด้านพลังงานในศตวรรษที่ 21 กำลังถูกนิยามใหม่ว่าเป็นความสามารถในการตอบสนองความต้องการพลังงานด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ ลม น้ำ หรือแหล่งพลังงานสะอาดอื่นๆ
หากการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดำเนินต่อไปในทิศทางปัจจุบัน โลกมีศักยภาพที่จะเข้าสู่ยุคที่พลังงานสะอาดมีปริมาณอุดมสมบูรณ์ ต้นทุนต่ำลง เข้าถึงได้กว้างขวางขึ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลข้ามพรมแดน ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงานได้ในระยะยาวและยั่งยืน


