1721955
นี่ไม่ใช่ข่าวใหม่ อันที่จริงหลายคนน่าจะเห็นผ่านตาในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ เมื่อมีวัตถุแปลกประหลาดที่ระดับความสูง 33 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ในชั้นสตราโตสเฟียร์ที่มนุษย์ไม่อาจหายใจได้ มีลักษณะเป็นร่างห่อด้วยผ้าไหมสีน้ำเงิน ที่ดูโดดเด่นราวกับกำลังเต้นรำอยู่อย่างเดียวดายในอวกาศนอกโลกนั้น
บางคนคิดว่ามันเป็นภาพที่ถูกเจ็นขึ้นด้วย AI หรืองาน CGI คุณภาพสูง กระทั่งเมื่อรู้ความจริงที่ว่านี่คือภาพถ่ายจริง ของวัตถุจริง ที่ถูกส่งขึ้นไปจริง ๆ ด้วยบอลลูนลาเท็กซ์ธรรมดา ๆ กลับยิ่งทำให้มันน่าสนใจยิ่งกว่าศิลปะดิจิทัลใด ๆ
“เราได้ถึงจุดที่ความจริงเมื่อถูกผลักดันไปไกลพอ กลับดูเหมือนนิยาย Mission TARONI ทำงานอยู่ตรงเส้นแบ่งนั้นพอดี มันไม่ได้เลียนแบบภาษาของ AI หรืองานดิจิทัล มันเปิดโปงว่าความคาดหวังของเราต่อ ‘ความเป็นจริง’ นั้นมีจำกัดแคบแค่ไหน” — แม็กซิมิเลียน คาเนปา CEO และ Creative Director ของบริษัทผ้าไหมระดับตำนาน Taroni (ตระกูลของเขาทำธุรกิจทอผ้ามานานกว่า 10 รุ่น มาตั้งแต่ปี1880 หรือก็คือก่อตั้งเมื่อ 146 ปีมาแล้ว)
นี่คือ Mission TARONI ภารกิจที่ The Dorothy Project กลุ่มสร้างสรรค์จากมอนทรีออล แคนาดา ร่วมกับ Taroni ผู้ผลิตผ้าไหมประวัติศาสตร์จากเมืองโคโม อิตาลี ส่งประติมากรรมห่อด้วยผ้าซาตินทอสองชั้น (double satin) ไหมบริสุทธิ์ขึ้นสู่ขอบอวกาศ เพื่อพิสูจน์คำถามที่ว่า “ผ้าไหมที่มนุษย์ใช้ทอกันมารุ่นสู่รุ่นนับหลายพันปี จะเป็นอย่างไรเมื่อพบกับแสงอาทิตย์โดยตรง โดยไม่มีชั้นบรรยากาศกรองมัน?”
ต้นกำเนิด
The Dorothy Project เกิดขึ้นในปี 2017 จากความสงสัยของ มาติเยอ บัปติสตา ชายชาวมอนทรีออลที่ถามตัวเองว่าจะสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึง การเปลี่ยนแปลงทางจิตสำนึกที่เรียกว่า Overview Effect (ภาวะตระหนักรู้เมื่อมองโลกจากภายนอก) โดยไม่ต้องเป็นนักบินอวกาศได้หรือเปล่า Overview Effect คือการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาที่นักบินอวกาศบรรยายว่าเกิดขึ้นทันทีเมื่อมองโลกจากอวกาศ พรมแดนหายไป ความขัดแย้งดูไร้ความหมาย โลกกลายเป็นทรงกลมสีน้ำเงินเปราะบางที่ลอยอยู่อย่างเดียวดายในความมืดมิด
โมดูลกล้องที่เขาสร้างขึ้น ซึ่งตั้งชื่อว่า “โดโรธี (ชื่อของเด็กสาวที่ถูกพายุทอร์นาโดพัดหอบทั้งบ้านและตัวเธอปลิวลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าข้ามมิติไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ ในนิยายพ่อมดแห่งออซ-The Wizard of Oz)” และกลายมาเป็นชื่อขององค์กรทั้งหมด เริ่มต้นจากโพลีสไตรีนธรรมดาติดกล้องเดี่ยว เวอร์ชัน 7 ซึ่งเป็นรุ่นหลักที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน บินสำเร็จมาแล้ว 3 ครั้ง ทนน้ำได้สมบูรณ์ กู้คืนได้แม้ตกในทะเลสาบ และสามารถขึ้นบินได้ด้วยกล้อง 4 ตัวที่ถ่ายทำพร้อมกัน
Dorothy 8 ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ใน Mission TARONI ครั้งนี้ คือการก้าวข้ามทุกอย่างที่เคยทำมา โครงอะลูมิเนียมใช้เวลาวิจัยพัฒนา 8 เดือน น้ำหนัก 24 กิโลกรัม ทนแรง G (G-force หน่วยเทียบแรงเร่งกับแรงโน้มถ่วงโลก เช่น ยืนเฉย ๆบนโลก ช 1G แต่ถ้าดิ่งแรง ๆ บนรถไฟเหาะอาจ =3-5 G) ได้ถึง 7G กล้องหลักคือ Insta360 Titan ดัดแปลงพิเศษ ความละเอียด 11K ถูกเคลือบด้วยสีกันความร้อนระดับเดียวกับที่ใช้ในสถานีอวกาศนานาชาติ เพราะในชั้นสตราโตสเฟียร์ ด้านที่รับแสงอาทิตย์กับด้านที่อยู่ในเงา อุณหภูมิต่างกันถึง 120 องศาเซลเซียส ส่วนน้ำหนักของผ้าไหมซาตินกับหุ่นจำลองขนาดเท่าคนจริงนี้รวมกันเพียง 700 กรัม หรือเท่ากับขวดน้ำพลาสติกเปล่าขนาดกลาง
TARONI
เมืองโคโม ทางตอนเหนือของอิตาลีติดชายแดนสวิตเซอร์แลนด์ ถูกเรียกว่าเมืองหลวงของผ้าไหมยุโรปมาหลายศตวรรษ ในยุครุ่งเรือง โรงงานผ้าไหมของโคโมส่งออกไปทั่วโลก ตั้งแต่ราชสำนักยุโรปไปถึงชนชั้นสูงเอเชีย Taroni คือหนึ่งในผู้ผลิตที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองนี้ ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาปรากฏในงานแฟชั่นชั้นสูงระดับโลก และอย่างที่บ้านเราเรียกกันติดปากว่า “ผ้าไหมอิตาลี”
แต่ใต้ความงามของผ้าไหม อุตสาหกรรมสิ่งทอทั่วโลกยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุด สารเคมีในกระบวนการฟอกสีและย้อม สารตกค้างในน้ำเสีย ห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนจนยากจะตรวจสอบ Taroni ในยุคของ แม็กซิมิเลียน คาเนปา ตัดสินใจหักเลี้ยว
จุดเปลี่ยนของ Taroni เริ่มในปี 2016 เมื่อบริษัทลงนามใน Greenpeace Detox Commitment ซึ่งเป็นข้อผูกพันที่บริษัทสิ่งทอทั่วโลกลงนามเพื่อกำจัดสารเคมีอันตรายออกจากกระบวนการผลิตทั้งหมดภายในปี 2020 นี่ไม่ใช่แค่การทำ PR แต่คือการปรับโครงสร้างกระบวนการผลิตทั้งหมดใหม่ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและบางครั้งต้องยอมรับประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลง
จากนั้นก็ตามด้วย 4 Sustainability protocol มาตรฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อความยั่งยืนที่เข้มงวดที่สุดในยุโรป พร้อมการรับรองสามระดับพร้อมกัน คือ GOTS รับรองกระบวนการออร์แกนิก, GRS รับรองการใช้วัสดุรีไซเคิล และ FSC รับรองความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ในอุตสาหกรรมผ้าไหมหรูหรา การถือครองทั้งสามใบพร้อมกันถือว่าหาได้ยากมาก (อันที่จริง Taroni เริ่มกระบวนการกำจัดสารพิษตั้งแต่ปี 2016 ก่อนที่ใบรับรอง GOTS จะกลายเป็นกระแสในอุตสาหกรรมแฟชั่น นับเป็นการตัดสินใจที่ล้ำหน้าตลาดนานกว่าทศวรรษ)
“สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจร่วมงานกับ Taroni คือความมุ่งมั่นในการกำจัดสารเคมีอันตรายออกจากกระบวนการผลิต การรวมกลุ่มใบรับรองเหล่านี้ ซึ่งหาได้ยากในอุตสาหกรรมผ้าไหมหรูหรา แปลงมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นโครงสร้างแห่งการปฏิบัติตามหลักนิเวศวิทยา” — The Dorothy Project
นักธุรกิจที่สวมผ้าคลุมศิลปิน
คาเนปา ไม่ใช่ทายาทที่เติบโตมาในห้องประชุมบอร์ด เขาเคยศึกษาศิลปะและการถ่ายภาพมาก่อนที่จะกลับมาสืบทอดกิจการของตระกูล มุมมองนั้นทำให้เขามองผ้าไหมไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสื่อที่มีชีวิต สามารถเล่าเรื่องได้ Mission TARONI จึงเป็นงานที่ตอบโจทย์ส่วนตัวของเขา เพื่อจะแสดงให้เห็นได้อย่างไรว่าผลิตผลที่สืบทอดมานับพันปีสามารถสนทนากับอนาคตได้ โดยไม่ต้องละทิ้งรากของตัวเอง
คำถามที่เขาตั้งขึ้นมานั้นเรียบง่ายคือ ผ้าไหม double satin ที่เบาบางที่สุดของ Taroni จะเป็นอย่างไรเมื่อถูกแสงอาทิตย์โดยตรงในชั้นสตราโตสเฟียร์ ที่ไม่มีชั้นบรรยากาศกรองรังสีอัลตราไวโอเลต ที่อุณหภูมิติดลบ 50 องศา ที่ความกดอากาศต่ำจนเกือบเป็นสุญญากาศ?
ศิลปะแห่งการห่อหุ้ม
อันที่จริงไอเดียของการห่อหุ้ม น่าจะเริ่มมาในปี 1995 เมื่อศิลปินแพ็คคู่ คริสโตและฌานน์-โคล้ด (Christo Vladimirov Javacheff บัลแกเรีย 1935-2020 และ Jeanne-Claude Denat de Guillebon โมร็อคโค 1935-2009) ห่อหุ้มอาคารรัฐสภาเยอรมนี (Reichstag) ทั้งหลังด้วยผ้า 100,000 ตารางเมตร ภาพที่ได้คือสิ่งก่อสร้างที่ทุกคนคุ้นเคยกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม ผู้คนแสวงหามันใหม่ มองมันใหม่ ตั้งคำถามกับมันใหม่ คริสโต เรียกแนวคิดนี้ว่า “การเปิดเผยผ่านการปิดบัง” เมื่อซ่อนรูปร่างเดิม สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ก็กลายเป็นที่มองเห็น
The Dorothy Project นำแนวคิดนี้มาใช้กับร่างมนุษย์ แต่ขยับฉากจากลานสาธารณะไปยังเขตแดนในห้วงอวกาศ เมื่อผ้าไหมห่อร่างมนุษย์จนหายไป สิ่งที่เหลือคือ “ความเป็นมนุษย์” ในแบบนามธรรมที่สุด ไม่มีเพศ ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีชาติ ลอยอยู่เหนือโลกที่ดูเล็กลง
“โดยการนำเงาผีของร่างมนุษย์ไปซ้อนทับกับดาวเคราะห์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยเพียงแห่งเดียวของเรา และความมืดสนิทของอวกาศ เราสร้างภาพที่ก้าวข้ามความงาม และเชิญชวนให้ไตร่ตรองถึงตำแหน่งของเราในจักรวาล ความตรงกันข้ามที่น่าวิงเวียนระหว่างความชั่วคราวของร่างกาย และโลกซึ่งเป็นผลของวิวัฒนาการ 3.5 พันล้านปี เตือนเราถึงความไม่สำคัญทางจักรวาลของเรา และความรับผิดชอบร่วมกันของเราต่อสิ่งมีชีวิต” — The Dorothy Project
วัตถุที่กลายเป็นประจักษ์พยาน
เมื่อผ้าขึ้นไปอยู่ในชั้นสตราโตสเฟียร์ มันไม่ได้อยู่นิ่ง มันขยาย หดตัว ล่องลอยอย่างพลิ้วไหว แต่นอกเหนือจากนั้นมันยังถูกทิ้งร่องรอยจากความปั่นป่วนของอากาศและการสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดบนโลกออกแบบมาสำหรับสภาวะเช่นนี้ เนื้อผ้าที่กลับมาจึงไม่เหมือนกับเนื้อผ้าตอนที่ถูกส่งขึ้นไป
The Dorothy Project อธิบายว่าผ้าไหมที่กลับมานั้น กลายเป็น “พยาน” และ “เครื่องมือในการมองโลกในแบบใหม่” มันไม่ใช่แค่ผ้าอีกต่อไป แต่เป็นบันทึกทางกายภาพของการดำรงอยู่ในสถานที่ที่เจตนาของมนุษย์ไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์ได้อีกต่อไป และผ้าไหมผืนนั้นก็ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำในงานชิ้นต่อ ๆ ไป ทำให้ประสบการณ์มันยังคงมีชีวิตอย่างต่อเนื่อง
The Dorothy Project ระบุตรง ๆ ว่าได้รับแรงบันดาลใจจากสองนักออกแบบร่วมสมัยที่ทำงานอยู่ที่จุดตัดระหว่างวัสดุ ชีววิทยา และเทคโนโลยี ได้แก่ เนรี อ็อกซ์แมน และไอริส แวน เฮอร์เพน
ไอริส แวน เฮอร์เพน นักออกแบบแฟชั่นกูตูร์ชาวดัตช์ขึ้นชื่อจากการผสานคูตูร์เข้ากับวิทยาศาสตร์และสถาปัตยกรรมดิจิทัล เธอออกแบบชุดที่ “ประติมากรรมการเคลื่อนไหวของร่างกาย” ขณะที่ Neri Oxman นักวิทยาศาสตร์และนักออกแบบชาวอิสราเอล-อเมริกัน จาก MIT Media Lab จินตนาการถึงวัสดุที่มีชีวิต วิวัฒนาการได้ และตั้งโปรแกรมได้ เหมือนสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ
ทั้งคู่ตั้งคำถามเดียวกันว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเส้นแบ่งระหว่าง “สิ่งที่ถูกผลิตขึ้น” กับ “สิ่งที่มีชีวิต” หายไป? Mission TARONI ไม่ได้แค่รับคำถามนี้มา แต่ลงมือทดสอบมันจริง ๆ โดยนำวัสดุที่มีชีวิต (ผ้าไหมที่ผลิตจากรังไหม) ไปสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต (สตราโตสเฟียร์) แล้วดูผลลัพธ์ว่ามันกลับมาเป็นอะไร
รื้อฟื้นบทสนทนาระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์
ยุคหนึ่ง “ศิลปิน” กับ “นักวิทยาศาสตร์” ไม่ใช่คนละอาชีพ ลีโอนาร์โด ดา วินชี ผ่าซากศพเพื่อวาดกล้ามเนื้อให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เขาออกแบบเครื่องจักรเพื่อเข้าใจการเคลื่อนไหว วาดภาพเพื่อบันทึกการสังเกต กาลิเลโอ บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่ก็เป็นนักวาดภาพชั้นเยี่ยมที่ใช้ฝีมือนั้นในการบันทึกการสังเกตทางดาราศาสตร์
จากศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เริ่มจัดระเบียบความรู้เป็นสาขาวิชาที่แยกจากกัน ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา จิตรกรรม ประติมากรรม ดนตรี ยิ่งเวลาผ่านไป ผู้เชี่ยวชาญก็ยิ่งรู้จักสาขาของตัวเองลึกขึ้น แต่รู้จักสาขาอื่นน้อยลงเรื่อย ๆ บทสนทนาระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ค่อย ๆ เงียบหายไป
The Dorothy Project มองว่านี่คือการสูญเสียที่แท้จริง และ Mission TARONI คือความพยายามในการฟื้นคืนบทสนทนานั้น พวกเขาใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เซ็นเซอร์ บอลลูน กล้องความละเอียดสูง เพื่อสร้างภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึก ขณะเดียวกันก็ใช้ความละเอียดอ่อนทางศิลปะเพื่อเปิดเผยความงามที่ซ่อนอยู่ในปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์
STRATOS และ UMBRA: สองบทพิสูจน์แรก
ก่อน Mission TARONI The Dorothy Project ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วม โปรแกรม STRATOS ซึ่งเป็นความริเริ่มร่วมกันของ องค์การอวกาศแคนาดา (CSA) และ ศูนย์ศึกษาอวกาศ d’Études Spatiales (CNES) หรือองค์การอวกาศฝรั่งเศส โปรแกรมนี้สนับสนุนการพัฒนากล้อง 360° ความละเอียด 11K ด้วยกล้อง Dorothy ที่ทีมเขาคิดค้นขึ้นมา ซึ่งเป็นหัวใจทางเทคนิคของทุกภารกิจที่ตามมา
Mission UMBRA ในเดือนเมษายน 2024 คือการทดสอบจริงครั้งใหญ่แรก ทีมงานส่ง Dorothy ขึ้นไปจับภาพเงาของดวงจันทร์ที่กวาดผ่านพื้นผิวโลกระหว่างสุริยุปราคาเต็มดวงเหนือแคว้นควิเบก สิ่งที่ทำให้ภาพนี้พิเศษคือ เงาของดวงจันทร์กว้างหลายร้อยกิโลเมตร มนุษย์ที่ยืนอยู่บนพื้นโลกไม่มีทางเห็นรูปร่างของมันได้ ต้องมองจากระยะไกลในแนวดิ่ง ซึ่งหมายความว่านี่คือภาพที่ไม่มีสายตามนุษย์เคยเห็นมาก่อน เนื่องจากเงาดังกล่าวกว้างหลายร้อยกิโลเมตร
Mission UMBRA
ความยั่งยืนในฐานะปรัชญา ไม่ใช่การตลาด
รายละเอียดที่ดูเล็กน้อยแต่สำคัญมากในการออกแบบ Mission ของพวกเขา คือการเลือกใช้ไฮโดรเจนแทนฮีเลียมในการพองบอลลูน ฮีเลียมเป็นธาตุที่หาได้ยากบนโลก ส่วนใหญ่ถูกดึงออกมาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติ และเมื่อหมดไปแล้ว โลกไม่สามารถผลิตมันขึ้นมาใหม่ได้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนเตือนว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการขาดแคลนฮีเลียม ซึ่งจะกระทบงานวิจัยทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต้องใช้ฮีเลียม
ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในจักรวาล และบนโลกสามารถผลิตได้จากน้ำผ่านกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส ข้อเสียคือติดไฟง่าย ซึ่งหมายถึงต้องการความระมัดระวังสูงกว่า แต่ The Dorothy Project มองว่านี่คือข้อแลกเปลี่ยนที่สมเหตุสมผล ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกอบรมและกระบวนการที่ถูกต้อง
ไม่มีขยะ มีแต่การเปลี่ยนแปลง
หลักการด้านสิ่งแวดล้อมของ The Dorothy Project ถูกออกแบบเข้าไปในตัวภารกิจตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คิดในภายหลัง บอลลูนลาเท็กซ์ธรรมชาติถูกออกแบบมาให้ย่อยสลายได้ 100% ส่วนที่แตกออกในชั้นบรรยากาศสูงตกลงมายังพื้นโลกและสลายตัวตามธรรมชาติ
โมดูล Dorothy เวอร์ชัน 7 บินสำเร็จมาแล้ว 3 ครั้ง และถูกนำกลับมาใช้ซ้ำทุกครั้ง ระบบ GPS ช่วยให้ติดตามและกู้คืนอุปกรณ์ได้แม้ตกในแหล่งน้ำ ผ้าไหมที่กลับมาจาก Mission TARONI ถูกนำไปใช้ในงานต่อ ๆ ไป ทำให้วัสดุยังคงมีชีวิตและความหมายต่อเนื่องแม้ภารกิจจะสิ้นสุด
อนาคต: CubeSat และ Mission INFERNO
The Dorothy Project ไม่ได้หยุดอยู่แค่ชั้นสตราโตสเฟียร์ ในปี 2027 พวกเขาวางแผนพัฒนา CubeSat ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็กที่บรรจุกล้อง 360° ความละเอียดสูงของ Dorothy เพื่อนำขึ้นสู่วงโคจรต่ำที่ระดับ 550 กิโลเมตร ซึ่งต่างจากชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ระดับ 33–40 กิโลเมตรอย่างมาก เพราะนั่นคืออวกาศจริง ๆ
Mission INFERNO ซึ่งอยู่ในการพัฒนา มีเป้าหมายในการบันทึกแสงออโรรา (Northern Lights) จากภายในชั้นสตราโตสเฟียร์ ทีมงานจะเดินทางไปยังเมือง เยลโลว์ไนฟ์ ในแคนาดา ซึ่งอยู่ห่างจากอาร์กติกเซอร์เคิลเพียง 512 กิโลเมตร เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก และบทบาทของสนามแม่เหล็กโลกในการปกป้องสิ่งมีชีวิตจากรังสีอวกาศ
เมื่อเส้นด้ายไหมเชื่อมมนุษยชาติกับจักรวาล
Mission TARONI ไม่ได้เป็นแค่โปรเจกต์ศิลปะ ไม่ได้เป็นแค่การทดสอบวัสดุ ไม่ใช่แค่การเล่นใหญ่เพื่อพีอาร์แบรนด์สินค้า และไม่ได้เป็นแค่ภารกิจถ่ายภาพความละเอียดสูง มันคือการตั้งคำถามพร้อมกันหลายข้อว่า ผ้าไหมที่มีมานานนับพันปีและนวัตกรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่? ศิลปะและวิทยาศาสตร์ควรแยกจากกันจริงหรือ? และมนุษย์จะรู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อโลกได้อย่างไรในยุคที่ทุกอย่างดูเป็นนามธรรม?
คำตอบที่ The Dorothy Project เสนอคือภาพ ภาพของเงาผีมนุษย์ที่ลอยอยู่เหนือโลกสีน้ำเงิน ห่อด้วยผ้าไหมที่มีอายุเก่ากว่าอารยธรรมส่วนใหญ่บนโลก ภาพนั้นไม่อธิบาย ไม่โต้เถียง ไม่โน้มน้าว มันแค่ทำให้คุณรู้สึก และบางทีนั้นก็เพียงพอแล้ว
มาติเยอ บัปติสตา ผู้ริเริ่มไอเดียโปรเจกต์เหนือโลกเหล่านี้ทิ้งท้ายว่า “ผลงานของเราได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ขับเคลื่อนด้วยการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ และความเร่งด่วนของวิกฤตสิ่งแวดล้อม เราต้องการทำให้มนุษย์กลับมาเชื่อมโยงกับโลกอีกครั้ง…เราชวนให้มนุษย์ทบทวนตำแหน่งแห่งที่ของตนเองจากมุมมองในจักรวาล”



