แรงส่งที่กระจุกตัว กับโจทย์การกระจายความเจริญของเศรษฐกิจไทย

จิตเกษม พรประพันธ์ และปริญดา สุลีสถิร*

หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเสมือนรถยนต์ ภาคกลาง[1] ก็คือเครื่องยนต์หลักที่พาเศรษฐกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังโควิด 19 ที่หลายภูมิภาคฟื้นตัวช้ากว่าจากข้อจำกัดของกำลังซื้อ รายได้เกษตรที่อ่อนแรง และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง

ภาคกลางมีสัดส่วนเศรษฐกิจสูงถึงราว 73% ของประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ มีสัดส่วนเพียง 8% 10% และ 9% ตามลำดับ[2]  ภาพนี้ตอกย้ำว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยยังผูกโยงกับภาคกลาง และทำให้โจทย์ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่เด่นชัดขึ้น บทความนี้จึงชวนผู้อ่านทำความเข้าใจปัจจัยสำคัญที่เป็นเบื้องหลังแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางว่ามีอะไรบ้าง และจะสามารถการกระจายความเจริญให้เศรษฐกิจภาคอื่นอย่างทั่วถึงได้อย่างไร

1. โครงสร้างเศรษฐกิจภาคกลางที่พึ่งพาอุตสาหกรรมและบริการเป็นหลัก โดยในปี 2567 มีสัดส่วนสูงเกือบ 98% จากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่หลากหลายตั้งแต่อุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างสิ่งทอ และยานยนต์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมและบริการสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัลและ Cloud Service ในทางกลับกัน โครงสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นยังคงพึ่งพิงกับภาคเกษตรเป็นหลัก  (รูปที่ 1) การผลิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปสินค้าโภคภัณฑ์หรือการแปรรูปขั้นต้น  (เช่น ปศุสัตว์ขั้นต้น แปรรูปเกษตรขั้นต้น) ขณะที่ภาคบริการยังเป็นบริการแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านโชห่วย ร้านขายปุ๋ย ร้านซ่อมเครื่องจักรเกษตร) หากมองย้อนตั้งแต่ก่อนโควิด โครงสร้างดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนไปมากนัก

2. แม่เหล็กดึงดูดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ ภาคกลางมีสัดส่วนการส่งเสริมการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่มากกว่า 80% ของประเทศ และหลังโควิดเร่งขึ้นมาถึง 3.5 เท่า (รูปที่ 2) เบื้องหลังความสำเร็จนี้เกิดจากความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสาธารณูปโภคและเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงครบวงจร ตั้งแต่ถนน ทางด่วน ท่าเรือน้ำลึก ไปจนถึงสนามบินนานาชาติ ซึ่งเอื้อต่อทั้งการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้า ขณะเดียวกัน ภาคกลางยังเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยสถาบันการศึกษา และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจำนวนมาก ซึ่งต่อยอดให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์คือ การลงทุนยิ่งกระจุกตัวมากขึ้น โดยในปี 2568 สัดส่วนการส่งเสริมการลงทุนในภาคกลางขยับขึ้นมาใกล้ 90%ของทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นหลายเท่าจากช่วงก่อนโควิด และส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ธุรกิจยุคใหม่ ตั้งแต่ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนอัจฉริยะ ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างการเติบโตระยะยาว

3. พลังของมนุษย์เงินเดือน ภาคกลางเป็นภูมิภาคเดียวที่มีจำนวนแรงงานในระบบมากกว่าแรงงานนอกระบบ โดยในปี 2568 มีจำนวนแรงงานในระบบสูงกว่าภูมิภาคอื่นถึงประมาณ 6 เท่า และเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึงราว 1.7 ล้านคน (รูปที่ 3) สอดคล้องกับบทบาทของภาคกลางในฐานะแหล่งอุตสาหกรรมและบริการ ในขณะที่ภาคอื่นทรงตัว สิ่งที่น่าสนใจคือ แรงงานในระบบของภาคกลางมากกว่า 70% เป็น “มนุษย์เงินเดือน” ซึ่งมีความมั่นคงทางรายได้และเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายกว่าแรงงานนอกระบบหรือเกษตรกรในภูมิภาคอื่น ความมั่นคงดังกล่าวช่วยพยุงกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ และเสริมความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจลงทุนได้ต่อเนื่อง ความมั่นคงของแรงงานกลุ่มนี้จึงไม่เพียงรองรับการบริโภคในระยะสั้น แต่ยังเป็นฐานความเชื่อมั่นที่ทำให้ภาคธุรกิจเดินหน้าลงทุนต่อได้อย่างต่อเนื่อง

4. รายได้แรงงานภาคกลางสูงกว่าภาคอื่นถึง 1.3-1.5 เท่า และมีอัตราการขยายตัวของรายได้ที่เร่งขึ้นมากกว่าภาคอื่น (รูปที่ 4) โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ บริษัทบริการมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ต้องใช้แรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดใกล้เคียง เช่น อยุธยา สระบุรี และลพบุรี ขณะที่ภาคเหนือและภาคอีสานมีระดับรายได้แรงงานใกล้เคียงกัน โดยแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการขนาดเล็กและการแปรรูปสินค้าเกษตรซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่า ส่วนภาคใต้ได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว ส่งผลดีต่อแรงงานในภาคบริการเป็นหลัก

จากปัจจัยทั้งหมด จะเห็นได้ว่าแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางมีรากฐานจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุน แรงงาน และรายได้ ซึ่งส่งผลให้ภาคกลางแข็งแรงกว่าภูมิภาคอื่น  ดังนั้นโจทย์สำคัญของการกระจายแรงส่งไปยังภูมิภาคจึงอยู่ที่การยกระดับและกระจายความเจริญให้ทั่วถึงและยั่งยืน ซึ่งจากประสบการณ์ของต่างประเทศที่ได้รวบรวมมาพบว่าปัจจัยสำคัญในการกระจายความเจริญของภูมิภาคมี 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

ประการแรก คือ การพัฒนาระบบนิเวศโดยรวม (Total Ecosystem) เพื่อจูงใจให้นักลงทุนหันไปลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน คือ

(1) การพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่มีโครงสร้างพื้นฐานครบถ้วน ทั้งคมนาคม โลจิสติกส์ สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม เพื่อชดเชยต้นทุนของผู้ประกอบการ

กรณีของเสินเจิ้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน จากหมู่บ้านประมงขนาดเล็ก สู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก โดยรัฐกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งระบบขนส่งมวลชน ท่าเรือ สนามบิน รถไฟความเร็วสูง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค และออกแบบกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อธุรกิจ ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจลดลง ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และเกิดการเชื่อมโยงของ supply chain อย่างครบวงจร ก่อนจะยกระดับสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม

ในระยะต่อมา (2) การสร้าง “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ผ่านการพัฒนา Talent Pipeline ที่เชื่อมโยงสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด ตัวอย่างของบังกาลอร์ในอินเดียสะท้อนบทเรียนนี้ได้อย่างชัดเจน บังกาลอร์เป็นเป็นเมืองศูนย์กลางของสถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์มายาวนาน เช่น Indian Institute of Science (IISc)  ทำให้สามารถผลิตแรงงานทักษะสูงได้ต่อเนื่อง เมื่อมีบุคลากร บริษัทเทคโนโลยีก็เข้ามาลงทุน และเมื่อบริษัทเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งดึงดูดคนเก่งเข้ามาเพิ่ม เกิดเป็นวงจรการเติบโตที่ต่อเนื่อง จนพัฒนาเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระดับโลก

(3) การยกระดับ “คุณภาพชีวิต” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดและรักษาทุนมนุษย์ ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณสุข การศึกษา ที่อยู่อาศัย ระบบขนส่ง หรือสภาพแวดล้อมของเมือง เนื่องจากแรงงานทักษะสูงและผู้ประกอบการในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการใช้ชีวิต” ควบคู่กับโอกาสทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตไปพร้อมกันจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้ภูมิภาคสามารถดึงดูดคนเก่ง รักษาทุนมนุษย์ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว

ประการต่อมา การคว้าโอกาสจาก “จุดแข็งเฉพาะของแต่ละภูมิภาค” ควบคู่กับการเชื่อมโยงเข้ากับกระแสเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเข้ามาในประเทศ อาทิ data center ก็เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระจายความเจริญ ตัวอย่างเช่น ภาคเหนือและภาคใต้ของไทยที่มีการท่องเที่ยวและบริการเป็นฐานเศรษฐกิจอยู่แล้ว สามารถต่อยอดผ่านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับมูลค่าและประสบการณ์

กรณีของควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้อง มุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เน้นการบริหาร “capacity ของพื้นที่” ผ่านการใช้ข้อมูลและระบบดิจิทัล ทั้งการติดตามความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ การกระจายนักท่องเที่ยวไปยังจุดต่าง ๆ และการพัฒนานวัตกรรมด้าน Travel Tech เพื่อยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยให้การเติบโตเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน

สำหรับภาคอีสานที่มีภาคเกษตรเป็นฐานเศรษฐกิจหลัก ยังมีโอกาสต่อยอดผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น การพัฒนาเกษตรแม่นยำ (smart farming) การใช้ข้อมูลเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต รวมถึงการใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น data center ที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่

บทเรียนจากอิสราเอลก็สะท้อนแนวคิดเดียวกัน แม้จะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่สามารถเพิ่มผลิตภาพได้ผ่านการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา และการใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบจัดการน้ำ เซนเซอร์ และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเพิ่ม “ผลผลิตต่อหน่วยทรัพยากร” โดยไม่ต้องขยายพื้นที่ผลิต

ที่ผ่านมา ไทยเริ่มมีมาตรการสนับสนุนการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น ทั้งการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษและสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากต่างประเทศสะท้อนว่าสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่ได้เดินควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กำลังคน และการเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ดึงการลงทุนเข้าสู่พื้นที่” แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ธุรกิจอยากลงทุน คนอยากทำงาน และนวัตกรรมสามารถเติบโตได้จริง โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละภูมิภาคเป็นฐาน เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภูมิภาคของไทยก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

หมายเหตุ : “บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด”

อ้างอิง :

1. เศรษฐกิจภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด ได้แก่ กทม. สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี สระบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี อยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ตราด จันทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม
2. ขนาดเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ณ ปี 2567