วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
1. อารัมภบท : เมื่อหยาดเหงื่อชาวบ้าน กลายเป็นกำไรในถังน้ำมัน
“น้ำมันแพง”… ประโยคสั้นๆ ที่กลายเป็นคำอุทานติดปากของคนไทยทุกสาขาอาชีพในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่พี่วินมอเตอร์ไซค์ที่ต้องวิ่งรอบเพิ่มขึ้นเพียงเพื่อให้พอค่ากับข้าวเย็น รถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ต้องแบกภาระต้นทุนจนต้องขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ชาวประมงที่ต้องแบกภาระต้นทุนที่ไม่สามารถส่งต่อไปยังราคาปลาที่จับได้ ไปจนถึงมนุษย์เงินเดือนที่ต้องคำนวณค่าเดินทางอย่างละเอียดยิบในทุกเช้า
แต่ท่ามกลางเสียงบ่นระงมด้วยความทุกข์ยากของชาวบ้าน กลับมีตัวเลขชุดหนึ่งที่สวนทางอย่างน่าตกใจ นั่นคือ “กำไรสุทธิมหาศาล” ของเหล่าโรงกลั่นน้ำมันและยักษ์ใหญ่พลังงานที่ประกาศออกมาในแต่ละไตรมาส ภาพที่ปรากฏต่อสายตาประชาชนจึงกลายเป็นความลักลั่นที่น่าเศร้า เมื่อหยาดเหงื่อและเงินในกระเป๋าของชาวบ้านที่จ่ายไปที่หัวจ่ายปั๊มน้ำมัน ดูเหมือนจะไหลไปสุมรวมกันเป็นกำไรส่วนเกินของกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม
ชาวบ้านเริ่มตั้งคำถามด้วยความสงสัยที่ปนไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า:
- ทำไมน้ำมันที่ขุดได้ในไทย หรือกลั่นในโรงกลั่นไทย ถึงต้องตั้งราคาเหมือนเรานำเข้ามาจากสิงคโปร์?
- ทำไมเวลาตลาดโลกขึ้น ราคาหน้าปั๊มขึ้นทันที แต่เวลาตลาดโลกลง กลับต้องรอระบายสต็อก?
- และที่สำคัญ… ใครคือผู้อนุมัติให้โครงสร้างราคาที่ “บิดเบี้ยว” นี้ดำรงอยู่มาได้นานหลายสิบปี?
บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อโจมตีภาคธุรกิจอย่างไร้เหตุผล แต่เขียนขึ้นเพื่อกระชากหน้ากากของ “โครงสร้างราคาพลังงาน” ที่ซับซ้อนเกินกว่าชาวบ้านจะเข้าใจ เพื่อให้เห็นว่าภายใต้สูตรคำนวณที่ดูเป็นวิชาการนั้น มีความไม่เป็นธรรมแฝงอยู่ทุกอณู และถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้อง “ทวงคืนความยุติธรรม” ให้กับราคาพลังงานของชาติเสียที
2. โรงกลั่นในประเทศไทย : ผลิตจนล้น กำไรจนเกินคุ้ม
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงกลั่นหลักรวม 6 แห่ง ได้แก่ ไทยออยล์ บางจาก SPRC, PTTGC, ESSO (รวมกับบางจาก), และ IRPC มีกำลังการผลิตรวมกันกว่า 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (หรือประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน) ในขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศ (ปี 2568) รวมอยู่ที่ประมาณ 150-160 ล้านลิตรต่อวัน
ข้อมูลกำลังการผลิตโดยประมาณของโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งโรงกลั่น กำลังการผลิต/บาร์เรลต่อวัน ไทยออยล์ (TOP) 275,000 – 285,000 ไออาร์พีซี (IRPC) 215,000 พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 285,000 อสโซ่ (ESSO) (ปัจจุบันรวมกับบางจาก) 170,000-177,000 สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) 150,000 บางจาก (BCP) 120,000 รวม 1,215,000-1,232,000
ผลกำไรของโรงกลั่นในประเทศไทย
ข้อมูลกำไรของโรงกลั่นในประเทศไทยทั้ง 6 แห่งสำหรับปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่เพิ่งผ่านมา มีภาพรวมที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นปีที่อุตสาหกรรมการกลั่นเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ทั้งจากราคาน้ำมันโลกและภาวะเศรษฐกิจ กำไรสุทธิและสถานการณ์ของแต่ละแห่งเป็นดังนี้
สรุปผลประกอบการโรงกลั่นไทย ปี 2568โรงกลั่น กำไรสุทธิปี 2568 หมายเหตุสำคัญ 1. ไทยออยล์ (TOP) ~4,900 – 6,470 ล้านบาท กำไรผันผวนจากขาดทุนสต็อกน้ำมันในช่วงกลางปี แต่ได้กำไรพิเศษจากการขายหุ้นกู้และกำไรจากบริษัทร่วมมาช่วยพยุงไว้ 2. บางจาก (BCP) 2,880 ล้านบาท กำไรโตขึ้น 32% จากปีก่อนหน้า โดยได้รับอานิสงส์จากการควบรวม BSRC (เอสโซ่เดิม) ทำให้กำลังการผลิตทำสถิติสูงสุด 3. สตาร์ ปิโตรเลียม (SPRC) ~2,700 ล้านบาท กำไรเติบโตขึ้น 31.6% จากค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงปลายปี และการเพิ่มประสิทธิภาพการจำหน่าย 4. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ขาดทุนสุทธิ ~12,500 ล้านบาท ได้รับผลกระทบหนักจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่อ่อนตัว และขาดทุนสต็อกน้ำมันในช่วงครึ่งปีแรก 5. ไออาร์พีซี (IRPC) ขาดทุนสุทธิ 3,571 ล้านบาท แม้จะขาดทุนแต่ถือว่า “ขาดทุนลดลง” จากปีก่อนหน้า โดยได้กำไรจากการขายทรัพย์สินและการฟื้นตัวของค่าการกลั่นมาช่วย 6. บางจาก ศรีราชา (BSRC) (รวมอยู่ใน BCP) ปัจจุบันถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ (Delisted) เมื่อเดือน ธ.ค. 2568 และดำเนินงานภายใต้กลุ่มบางจาก
หมายเหตุ
- ตัวเลขขาดทุนของ PTTGC และ IRPC พบว่าอาจเป็นเพราะโครงสร้างการผลิตที่เป็นปิโตรเคมีมากเกินไป รวมทั้งเป็นเพราะการบริหารจัดการสต็อกที่สู้โรงกลั่นน้ำมันเพียวๆ อย่าง SPRC หรือ BCP ไม่ได้
- ความผันผวนของ Inventory Gain/Loss : ในปี 2568 เราเห็นภาพชัดเจนมากว่า ช่วงครึ่งปีแรกโรงกลั่นส่วนใหญ่ขาดทุนสต็อกน้ำมัน (Inventory Loss) มหาศาลรวมกันกว่าหมื่นล้านบาท แต่พอเข้าสู่ไตรมาส 4 และต้นปี 2569 ที่ราคาน้ำมันโลกดีดตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ช่องแคบฮอร์มุซ) โรงกลั่นกลับมามีค่าการกลั่นตลาด (Market GRM) พุ่งสูงถึง 6 บาทต่อลิตร (US$20+ ต่อบาร์เรล)
- แนวโน้มปี 2569: นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเป็น “ปีทอง” ของโรงกลั่นอีกครั้ง โดยเฉพาะไทยออยล์ที่คาดว่าจะมีกำไรปกติพุ่งกลับไปแตะระดับ 9,300 ล้านบาท
เพื่อให้ความเป็นธรรมกับโรงกลั่น การดูข้อมูลระยะยาวจะช่วยให้เราเห็น “วัฏจักร” ของธุรกิจโรงกลั่นได้ชัดเจนขึ้น ว่าโรงกลั่นต่างๆ มีทั้งช่วงที่กำไรมหาศาลและช่วงที่ขาดทุนหนักอย่างไร ซึ่งพบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
ตารางกำไรสุทธิโรงกลั่นไทยย้อนหลัง 10 ปี (หน่วย : ล้านบาท)ปี พ.ศ. TOP (ไทยออยล์) BCP (บางจาก) SPRC (สตาร์ฯ) PTTGC (พีทีทีจีซี) IRPC (ไออาร์พีซี) สถานการณ์สำคัญ 2568 14,584 2,880 2,700 (12,500)* (3,571) ปีฟื้นตัว/ควบรวม BSRC 2567 9,959 2,180 2,235 (2,100)* (2,800) ค่าการกลั่นเริ่มลดลง 2566 19,443 13,233 (1,240) 999 (2,923) ราคาน้ำมันผันผวนหนัก 2565 32,668 14,534 7,674 6,410 (4,364) ปีทอง (วิกฤตยูเครน) 2564 12,178 7,624 4,746 44,982 14,505 ฟื้นตัวจากโควิด 2563 (3,301) (6,967) (6,005) 199 (6,151) ปีโควิด (Lockdown) 2562 6,277 1,732 (2,809) 11,682 (1,174) สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ 2561 10,149 2,463 2,263 40,069 7,735 ราคาน้ำมันทรงตัวสูง 2560 24,856 5,778 8,895 39,298 11,354 เศรษฐกิจโลกขยายตัว 2559 21,222 4,773 8,688 25,602 9,721 ค่าการกลั่นดีต่อเนื่อง รวม 10 ปี ~148,000 ~48,000 ~27,000 ~174,000 ~22,000 –
(หมายเหตุ: ตัวเลขในวงเล็บคือ ขาดทุน / PTTGC และ IRPC มีสัดส่วนรายได้จากปิโตรเคมีสูง จึงมีความผันผวนต่างจากโรงกลั่นเพียวๆ)
หากวิเคราะห์จากข้อมูลข้างต้น เราจะพบว่า
(1) “ปีทอง” vs “ปีขาดทุน” : จะเห็นว่าปี 2565 คือปีที่กำไรพุ่งสูงผิดปกติ (Windfall) จากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเป็นช่วงที่คนไทยตั้งคำถามเรื่องค่าการกลั่นมากที่สุด ในขณะที่ปี 2563 โรงกลั่นแทบทุกแห่งขาดทุนมหาศาลจาก Inventory Loss เพราะราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งเหวในช่วงโควิด
(2) ความคุ้มค่าของการตั้งโรงกลั่น : เมื่อดูยอดรวมกำไร 10 ปี เฉพาะ TOP (ไทยออยล์) แห่งเดียวมีกำไรสะสมรวมเกือบ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับเงินลงทุนสร้างโรงกลั่นใหม่ในปัจจุบัน (ประมาณ 1.5 – 2 แสนล้านบาท) ก็ถือว่าใกล้จุดคืนทุนหรือกำไรเกินคุ้มไปแล้ว (ทั้งนี้ ไม่รวมค่าเสื่อมที่หักคืนทุนแล้ว)
(3) ความยุติธรรมในการเก็บ Windfall Tax : จากตัวเลขนี้ หากเรามีระบบที่ตกลงกันไว้ว่า “ถ้าปีไหนกำไรเกิน 2 หมื่นล้าน (สำหรับโรงใหญ่) ส่วนเกินต้องเข้ากองทุนน้ำมัน” แต่ “ถ้าปีไหนขาดทุนเกินหมื่นล้าน รัฐจะช่วยชดเชย” ซึ่งหากใช้กติกานี้ ในรอบ 10 ปี โรงกลั่นอาจจะต้องจ่าย Windfall Tax ประมาณ 2-3 ครั้ง และรัฐอาจต้องช่วยในช่วงโควิด 1 ครั้ง ซึ่งภาพรวมผู้บริโภคจะได้ประโยชน์มากกว่าเพราะราคาน้ำมันจะเสถียรขึ้น
(4) ความแตกต่างของ PTTGC และ IRPC : สองแห่งนี้กำไร/ขาดทุนไม่ได้มาจากน้ำมันอย่างเดียว แต่มาจาก “พลาสติกและเคมีภัณฑ์” ด้วย ซึ่งช่วง 2-3 ปีมานี้ (2567-2568) ฝั่งปิโตรเคมีแย่มาก ทำให้ตัวเลขรวมออกมาดูไม่ดี ทั้งที่ส่วนงานกลั่นน้ำมันอาจจะยังมีกำไรอยู่
จากข้อมูล 10 ปีนี้ ทำให้เรามองเห็นจุดที่เป็น “ช่องโหว่” ของนโยบายรัฐที่ผ่านมาอย่างชัดเจน คือ การที่รัฐยอมให้โรงกลั่นเก็บกำไรไว้ทั้งหมดในปีที่ได้ลาภลอย แต่พอปีที่กองทุนน้ำมันติดลบ กลับต้องมาไล่เก็บเงินเพิ่มจากประชาชน
ตามความเห็นของผู้เขียน พบว่า โรงกลั่นมีกำไรมหาศาลที่สวนทางกับความทุกข์ของคนไทย เพราะ “เขาได้ประโยชน์ไปมากแล้ว” เนื่องจากโรงกลั่นส่วนใหญ่หักค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ของการลงทุนครั้งแรกไปหมดแล้ว ตารางกำไรสุทธิ 10 ปีย้อนหลังข้างต้นก็ไม่โกหก นอกจากนี้ “กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Inventory Gain)” ในช่วงขาขึ้น ที่โรงกลั่นปรับราคาขึ้นทันที แต่ขาลงกลับลงช้าโดยอ้างสต็อกเก่า การลงทุนทุกอย่างก็มาจากกำไรที่เก็บจากคนไทยในราคาสูงนั่นเอง ดังนั้น กำไรที่ได้ในระยะหลังจึงควรถูกแบ่งปันมาช่วยผู้บริโภคมากขึ้น
3. โครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบี้ยว : มรดกจากอดีตที่เป็นภาระในปัจจุบัน
(1) โครงสร้างราคาน้ำมัน
โครงสร้างราคาน้ำมัน 1 ลิตร ที่เราจ่ายหน้าปั๊มส่วนประกอบ รายละเอียด ราคาหน้าโรงกลั่น อิงราคาสิงคโปร์ + ค่าขนส่ง/ประกันภัย (สมมติ) ภาษีต่างๆ ภาษีสรรพสามิต, ภาษีเทศบาล, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กองทุนน้ำมัน เก็บเข้าเพื่อสำรองไว้ชดเชยราคา หรือจ่ายชดเชยเมื่อราคาแพง ค่าการตลาด กำไรและค่าบริหารจัดการของปั๊มน้ำมัน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเงิน 1 ลิตรที่เราจ่ายหน้าปั๊มถูกจัดสรรไปที่ไหนบ้าง เมื่อเปรียบเทียบ “ไทย” กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีโมเดลเศรษฐกิจต่างกัน (ข้อมูลประมาณการ มีนาคม 2569) สรุปได้ ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบโครงสร้างราคาน้ำมัน 1 ลิตร (โดยประมาณ)ส่วนประกอบ ไทย (กึ่งเสรี) มาเลเซีย (อุดหนุนเจาะจง) เวียดนาม (อิงตลาด+ลดภาษี) ฟิลิปปินส์ (เสรี 100%) 1. ราคาหน้าโรงกลั่น อิงราคาสิงคโปร์ (ราคาตลาดโลก) อิงราคาตลาด (แต่ Petronas ช่วยบริหารต้นทุน) อิงราคาสิงคโปร์ + ค่าพรีเมียมนำเข้า อิงราคาตลาดโลก 100% (นำเข้าเกือบทั้งหมด) 2. ภาษีต่างๆ สูง (ประมาณ 20-30%) มีทั้งสรรพสามิต เทศบาล VAT ต่ำมาก รัฐยกเว้นภาษีส่วนใหญ่เพื่อคุมค่าครองชีพ ปานกลาง ปัจจุบันลดภาษีสิ่งแวดล้อมลง 50% สูง มีทั้งภาษีนำเข้าและ VAT สะท้อนราคาจริง 3. กองทุนน้ำมัน มีภาระหนัก ปัจจุบันเก็บเงินเข้าเพื่อใช้หนี้เก่าที่ติดลบ ไม่มี ใช้เงินงบประมาณรัฐชดเชยโดยตรง (Subsidy) มี (Price Stabilization Fund) แต่เน้นรักษาระดับ ไม่ค้างหนี้เยอะเท่าไทย ไม่มี ราคาพุ่งตามตลาดโลกทันที 4. ค่าการตลาด ประมาณ 1.50 – 2.50 บาท (ถูกควบคุมโดยรัฐ) ต่ำ (รัฐกำหนดเพดานเพื่อช่วยประชาชน) ปานกลาง (รัฐกำหนดค่าใช้จ่ายมาตรฐาน) สูง เป็นไปตามการแข่งขันของเอกชน
วิเคราะห์เจาะลึกความแตกต่างไทย : “แบกหนี้เพื่อพยุงราคา” มาเลเซีย : “สวัสดิการพลังงาน” เวียดนาม : “ยืดหยุ่นตามสถานการณ์” ฟิลิปปินส์ : “กลไกตลาดสมบูรณ์” โครงสร้างของไทยมีความซับซ้อนที่สุด เพราะเราใช้ “กองทุนน้ำมัน” เป็นเครื่องมือหลัก จุดเด่น : เวลาตลาดโลกพุ่งสูง คนไทยจะไม่รู้สึกทันทีเพราะกองทุนช่วยซับไว้ จุดอ่อน : ในปี 2569 นี้ กองทุนยังมีภาระหนี้สะสม ทำให้แม้ราคาน้ำมันโลกจะลง แต่ราคาหน้าปั๊มไทยอาจจะลงช้า เพราะต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งไปคืนหนี้กองทุน มาเลเซียใช้กำไรจากทรัพยากรน้ำมันในประเทศ (Petronas) มาชดเชยราคา กลไก : รัฐบาลจ่ายเงินส่วนต่างให้โรงกลั่นโดยตรง เพื่อให้ราคาหน้าปั๊มคงที่ (Fixed Price)การเปลี่ยนแปลง : ปัจจุบันเริ่มตัดส่วนของคนรวยออก (Targeted) เพื่อให้งบประมาณไม่บานปลาย เวียดนามไม่เน้นการกู้เงินมาอุดหนุนแบบไทย แต่เน้น “การปรับลดภาษี” กลไก : เมื่อน้ำมันแพง รัฐจะสั่งลดภาษีสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Tax) ทันที เพื่อดึงราคาลงโดยไม่สร้างหนี้สาธารณะในกองทุนน้ำมัน เป็นประเทศที่โครงสร้างราคา “คลีน” ที่สุดในแง่เศรษฐศาสตร์ กลไก : ราคาหน้าโรงกลั่น + ภาษี + ค่าการตลาด = ราคาหน้าปั๊ม ผลลัพธ์ : ประชาชนต้องปรับตัวตามราคาน้ำมันโลกอย่างรวดเร็ว (High Volatility) แต่รัฐบาลไม่มีภาระผูกพันทางการเงินเลย สรุปภาพรวม : จ่ายเพื่อภาษีและใช้หนี้กองทุนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง สรุปภาพรวม : จ่ายต่ำกว่าทุนจริง (รัฐช่วยจ่ายให้) สรุปภาพรวม : จ่ายตามจริงแต่ภาษีถูกปรับลดเพื่อช่วยรายย่อย สรุปภาพรวม : จ่ายตามจริงบวกภาษีและกำไรเอกชนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
โครงสร้างที่คุณสรุปมานั้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “ราคาหน้าปั๊มไม่ได้บอกต้นทุนที่แท้จริง” แต่บอกถึง “นโยบายการเงินและการคลัง” ของรัฐบาลแต่ละประเทศ
(2) การตั้งราคาที่บิดเบี้ยว : ราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงราคาสิงคโปร์ ++
ที่มาของระบบ Import Parity หรือ การใช้ราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงราคาสิงคโปร์ ++ : ย้อนความหลังสมัยตั้งโรงกลั่นยุคแรก (ก่อนปี 2504) ประเทศไทยมีโรงกลั่นเพียงแห่งเดียว คือ “โรงกลั่นน้ำมันบางจาก” ที่มีกำลังการผลิตเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ “รัฐบาลในขณะนั้น” จึงมีนโยบายให้นักลงทุนที่สนใจจะสร้างโรงกลั่นในประเทศไทย ที่ต้องให้สิทธิประโยชน์จูงใจนักลงทุน จึงได้กำหนดนโยบาย “แรงจูงใจเชิงนโยบาย” ด้วยการสร้าง “ความเท่าเทียมในการแข่งขัน (Import Parity)” คือ “การใช้เกณฑ์ “ราคาสิงคโปร์ + ค่าขนส่ง + ประกันภัย” เป็นราคากลางหน้าโรงกลั่น (Refinery Gate Price)” โดยมีสาเหตุสำคัญ คือ
(ก) ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังการกลั่นไม่เพียงพอกับความต้องการ
(ข) ประเทศสิงคโปร์ มีโรงกลั่นจำนวนมาก และมีกำลังผลิตสูงที่จำหน่ายให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค จนเป็นแหล่งราคาอ้างอิงแห่งหนึ่งของโลก
(ค) ต้นทุนการสร้างโรงกลั่นสูงมากและมีความเสี่ยงสูง ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาสร้างโรงกลั่นในไทย
ดังนั้น การกำหนดราคาเช่นนี้ทำให้โรงกลั่นในไทยสามารถขายน้ำมันได้ในราคาเดียวกับที่ผู้นำเข้านำเข้ามาจากสิงคโปร์ จนกลายเป็นหลักประกันว่า “ลงทุนสร้างโรงกลั่นในไทยแล้ว จะไม่เจ๊งเพราะสู้ราคานำเข้าไม่ได้” การตั้งราคาเช่นนี้ ทำให้ราคาต้นทุนของน้ำมันที่ตนเองกลั่นได้เท่ากับ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่นำเข้าจากสิงคโปร์ ซึ่งโรงกลั่นแห่งแรกที่ได้สิทธิ์นี้ คือ “โรงกลั่นไทยออยล์” ของนายเชาว์ เชาว์ขวัญยืน และคณะ ที่เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2504 (ผู้เขียนได้รับข้อมูลนี้ เมื่อต้นปี 2523 ขณะร่วมกับชาวประมงเดินทางปิดปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อประท้วงการขึ้นราคาน้ำมันในสมัยนั้น เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ (สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี) โดยได้รับคำชี้แจงว่า “ทำไมประเทศไทยต้องใช้ราคาอ้างอิงจากประเทศสิงคโปร์” และต่อมา พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ลาออกกลางสภา เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2523)
ต่อมา ภาครัฐและหน่วยงานพลังงาน (สนพ.) (หลังปี พ.ศ. 2534) ใช้ในนโยบายเดียวกันในการกำหนดโครงสร้างราคาตามแนวคิดนี้ โดยมี 3 มุมมองสำคัญ คือ
1) ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และต้นทุนโอกาส (Opportunity Cost) โดยอ้างว่าสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก กลไกราคาที่นี่จึงสะท้อน “ต้นทุนที่แท้จริงในการนำเข้า” ได้ดีที่สุด เพราะ (ก) ถ้าโรงกลั่นไทยขายถูกกว่าสิงคโปร์ ผู้ผลิตจะอยากส่งน้ำมันไปขายที่สิงคโปร์แทนเพื่อกำไรที่สูงกว่า ซึ่งอาจทำให้เกิดสภาวะ “น้ำมันขาดแคลน” ในประเทศ (ข) ถ้าโรงกลั่นไทยขายแพงกว่าสิงคโปร์ ผู้ค้าน้ำมันก็จะไปนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์มาขายแข่งแทน เพราะต้นทุนขนส่งจากสิงคโปร์มาไทยนั้นต่ำมาก
2) เป็นตลาดกลางที่มีความโปร่งใสและคล่องตัวสูง เนื่องจากมีการซื้อขายน้ำมันในปริมาณมหาศาลทุกวัน ราคาที่ประกาศ (มักอ้างอิงจากราคา Platts) จึงมีความน่าเชื่อถือและผันผวนน้อยกว่าตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค ทำให้ยากต่อการปั่นราคาโดยผู้เล่นรายใดรายหนึ่ง
3) โครงสร้างราคา “ราคาสมมติว่านำเข้า” (Import Parity) ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทยไม่ได้อิงแค่ราคาเนื้อน้ำมันที่สิงคโปร์เท่านั้น แต่ยังบวก “ค่าใช้จ่ายสมมติ” ประหนึ่งว่าเรานำน้ำมันนั้นมาจากสิงคโปร์จริงๆ เช่น ค่าขนส่งทางเรือ ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (รวมทั้งกำไรและค่าการกลั่นของโรงกลั่นสิงคโปร์แล้วด้วย)
ตรงจุดนี้เองที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในปัจจุบันนี้ว่า “ไม่เป็นธรรม” เพราะน้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในไทย ไม่ได้นำเข้าจากสิงคโปร์ทั้งหมด แต่เรากลับต้องจ่ายค่าขนส่งสมมติเหล่านี้รวมอยู่ในราคาหน้าโรงกลั่นด้วย และที่สำคัญ ปัจจุบันโรงกลั่นในประเทศไทยเหล่านี้ “กำไรและโตจนเกินคุ้ม” ไปแล้ว
(3) วิธีคิดต้นทุนที่ไม่เป็นธรรม : เมื่อ “ค่าขนส่งทิพย์” ถูกมัดรวมในราคาขาย
เจาะลึกสูตรราคา : ความไม่สมเหตุสมผลของ $MOPS + Freight + Insurance$ประเด็น รายละเอียด ความต่างทางภูมิศาสตร์ที่ถูกมองข้าม ไทยกับสิงคโปร์รับน้ำมันดิบจากแหล่งเดียวกัน (ตะวันออกกลาง) ผ่านเส้นทางเดียวกัน แต่เรากลับต้องจ่ายเพิ่มในขั้นตอนสุดท้ายเสมือนว่าเราอยู่ไกลกว่า ทั้งๆ ที่ราคาค่าขนส่ง “น้ำมันดิบ” จากต้นทางมายังประเทศไทยแทบจะไม่ต่างกับสิงคโปร์เลย กำไรและการคืนทุน โรงกลั่นล้วนได้กำไรไปมากเกินพอแล้ว นโยบาย 2 ราคา ราคาหน้าโรงกลั่นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สำหรับน้ำมันสำเร็จรูปที่ขายเข้าสู่ตลาดไทย ใช้ “ราคาสมมติว่านำเข้า” (Import Parity) จากสิงคโปร์ ในขณะที่ราคาส่งออกไปยังประเทศอื่น ใช้ราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์ โดยไม่บวกค่าขนส่งใดๆ ข้อเสนอ “Crude-Plus” สำหรับราคา และ “Windfall Tax” สำหรับ สินค้าคงคลัง ทำไมเราไม่คิดจาก “ต้นทุนน้ำมันดิบจริง + ค่าขนส่งจริง” แทนการอ้างอิงราคาสำเร็จรูปที่รวมกำไรของโรงกลั่นสิงคโปร์ไว้แล้วใช้ Windfall Tax หรือ “มาตรการภาษีลาภลอย” สำหรับน้ำมันคงคลังที่มีอยู่ก่อนปรับราคา ที่หลายประเทศใช้ในช่วงวิกฤตพลังงานเพื่อนำเงินคืนสู่สังคม
(4) ผลประโยชน์ที่โรงกลั่นได้รับ : “ค่าการกลั่น” หรือ “ค่าบริหารความเสี่ยงให้กลุ่มทุน” (ค่าการกลั่นไม่ใช่ “กำไรสุทธิ” แต่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่น)ประเด็น รายละเอียด ค่าการกลั่น (Refining Margin) ในปัจจุบัน คิดเป็นสัดส่วนผันแปรตามราคาน้ำมันโลก หากน้ำมันดิบราคาสูง ค่าการกลั่นก็จะสูงขึ้นตาม ในขณะที่ต้นทุนค่าการกลั่นแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย การผลักภาระ เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง โรงกลั่นได้กำไรจากส่วนต่างที่กว้างขึ้น แต่ชาวบ้านรับภาระ 2 เด้ง ทั้งค่าน้ำมันแพงและค่าการกลั่นที่สูงขึ้น คุณภาพน้ำมัน (Quality Premium) การบวกราคาเพิ่มในเกรด Euro 5 ที่โรงกลั่นไทยทำได้เองนานแล้ว แต่ยังใช้ราคาพรีเมียมตลาดสิงคโปร์มาอ้างอิง ข้อเสนอ “Fix Fee” ทำไมเราไม่คิดจาก “ค่าบริการ (การกลั่น)” ที่คงที่ (Fixed Fee) แทนที่จะเป็นสัดส่วนผันแปรตามราคาน้ำมันโลกเพดานกำไรปกติ (Normal Profit Margin) ใช้เกณฑ์ $US\$6 – US\$7$ ต่อบาร์เรล เป็นมาตรฐานกลางที่โรงกลั่นทั่วโลกยอมรับว่า “อยู่ได้และเติบโต”
4. บทเรียนจากต่างประเทศ : ตารางเปรียบเทียบราคาน้ำมันและโครงสร้าง (ประมาณการ มีนาคม 2569)
| ประเทศ | เบนซิน/โซฮอล์ (บาท/ลิตร) | ดีเซล (บาท/ลิตร) | รูปแบบโครงสร้างราคา |
| ไทย | 31.05 – 40.00 | 30.44 (Cap 33) | กึ่งเสรี : อิงราคาสิงคโปร์ + ภาษีสูง + กองทุนน้ำมัน |
| มาเลเซีย | 15.50 (RON95) | 16.70 – 29.50 | อุดหนุนหนัก : รัฐคุมราคา (Fix Price) สำหรับประชาชน |
| อินโดนีเซีย | 22.50 (Pertalite) | 15.30 (BioSolar) | รัฐสวัสดิการ : มีน้ำมันราคาถูก (Subsidized) แยกกับราคาตลาด |
| เวียดนาม | 31.00 – 33.50 | 28.50 – 31.00 | อิงตลาดโลก : ปรับราคาทุก 7-10 วัน + กองทุนรักษาระดับราคา |
| ฟิลิปปินส์ | 42.00 – 45.00 | 38.00 – 41.00 | เสรีเต็มตัว : ราคาผันแปรตามตลาดโลก 100% ภาษีสูง |
เจาะลึกความแตกต่างรายประเทศ
(1) มาเลเซีย & อินโดนีเซีย : “เน้นสวัสดิการและฐานเสียง” โดยสองประเทศนี้เป็นผู้ผลิตน้ำมัน (Net Exporter/Producer) จึงใช้นโยบาย Fixed Price โดยนำเงินงบประมาณมหาศาลมาจ่ายชดเชยให้โรงกลั่นโดยตรง
- มาเลเซีย : ปัจจุบันเริ่มปรับมาเป็น “อุดหนุนแบบเจาะจงเป้าหมาย” (Targeted Subsidy) ในปี 2569 นี้ เพื่อลดภาระงบประมาณ แต่คนทั่วไปยังใช้น้ำมันราคาถูกมากเมื่อเทียบกับไทย
- อินโดนีเซีย : มีน้ำมันเกรดพิเศษ (Pertalite/BioSolar) ที่รัฐคุมราคาไว้เพื่อช่วยค่าครองชีพ แต่ถ้าเป็นน้ำมันเกรดสูง (Pertamax) ราคาก็จะใกล้เคียงกับไทย
(2) เวียดนาม : “คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย” ใช้ระบบอิงราคาสิงคโปร์คล้ายไทย แต่ “ภาษีสรรพสามิตต่ำกว่า” * ในปี 2569 เวียดนามมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับลดภาษีสิ่งแวดล้อมเพื่อคุมราคาไม่ให้กระทบภาคการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยมักจะต่ำกว่าไทยประมาณ 2-3 บาทในภาวะปกติ
(3) ฟิลิปปินส์ : “แพงที่สุดแต่สะท้อนความจริงที่สุด” ฟิลิปปินส์ไม่มีโรงกลั่นมากเท่าไทย (ต้องนำเข้าสูง) และไม่มีกองทุนน้ำมันมาอุดหนุน ราคาหน้าปั๊มจึงพุ่งตามราคาน้ำมันดิบโลกทันที
(4) กรณีประเทศไทย หากเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศที่ “ไม่มีการอุดหนุนแบบสุดโต่ง” อย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ จะพบว่า (ก) ไทยเสียเปรียบเรื่องภาษีและเงินสมทบ : ราคาน้ำมัน 1 ลิตรในไทย มีภาษีและเงินกองทุนรวมอยู่ประมาณ 30-40% (ข) กำไรส่วนเกินโรงกลั่น : ขณะที่เวียดนามและฟิลิปปินส์อิงราคานำเข้าเป็นหลัก แต่ไทยมีโรงกลั่น 6 แห่งที่ได้ผลประโยชน์จาก “ค่าขนส่งสมมติ” (Import Parity) ทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นของเราไม่ได้ถูกไปกว่าเพื่อนบ้านที่ต้องนำเข้าจริงๆ เลย (ค) “หนี้กองทุนน้ำมัน” : เกิดจากการนำเงินไปอุดหนุนราคาดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG) ในอดีตเพื่อช่วยค่าครองชีพ ซึ่งเป็นการ “ยืมเงินอนาคตมาใช้” ทำให้คนในปัจจุบันต้องจ่ายน้ำมันแพงเพื่อใช้หนี้ก้อนนี้ (ง) สรุปสั้นๆ : โครงสร้างราคาไทย “แพงเพราะภาษีและกองทุน” และ “ไม่ถูกลงเพราะระบบอิงราคาสมมติสิงคโปร์” ในขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียใช้เงินภาษีไปจ่ายแทนคนในประเทศ
5. ข้อเสนอแนะทางออกของไทย : พิมพ์เขียวเพื่อความยุติธรรม
หากเราจะล้างบางความบิดเบี้ยวของโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อเตรียมรับมือกับ “การลอยตัวราคาน้ำมัน” ในอนาคต เราต้องกล้าที่จะผ่าตัดใหญ่ใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
(1) การลดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง (Refinery Gate Price Reform) เลิกใช้วิธีคิดราคาแบบ “มโนภาพ” ที่อ้างว่าเรานำเข้าน้ำมันมาจากสิงคโปร์ (Import Parity) ทั้งที่โรงกลั่นตั้งอยู่ในบ้านเราเองโดย (ก) ตัดค่าขนส่งเสมือน (Virtual Freight) : ต้องตัดค่าขนส่งทางเรือและค่าประกันภัยทิพย์ออกจากสูตรราคา เพราะในความเป็นจริงโรงกลั่นรับน้ำมันดิบมาในต้นทุนที่ใกล้เคียงกับสิงคโปร์อยู่แล้ว (ข) ใช้สูตร Crude-Plus : เปลี่ยนมาคิดจาก “ต้นทุนน้ำมันดิบจริง + ค่าบริการการกลั่นที่ยุติธรรม (Fixed Processing Fee)” เพื่อให้ราคาหน้าโรงกลั่นสะท้อนประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมไทยจริงๆ ไม่ใช่ราคาปั่นจากตลาดโลก
(2) ระบบกำไรส่วนเกินที่ยืดหยุ่น (Symmetric Windfall Mechanism) เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย (Win-Win) เราควรใช้ระบบ “เฉลี่ยกำไรสะสมรายปี” โดย (ก) กำหนดเพดานกำไรปกติ (Fair Margin) : หากปีไหนโรงกลั่นมีกำไรจากค่าการกลั่นเกินกว่าเกณฑ์สากล (เช่น เกิน $US\$7$ ต่อบาร์เรล) กำไรส่วนเกินนั้นต้องถูกนำมาแปรสภาพเป็น “ส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่น” ให้ชาวบ้านในปีถัดไปทันที (ข) มีกลไกดูแลขาลง : ในปีที่ราคาน้ำมันดิ่งเหวรวดเร็ว จนโรงกลั่นขาดทุนสต็อก (Inventory Loss) รัฐก็ต้องยอมให้เขานำผลขาดทุนนั้นไปหักลบกำไรปีก่อนหน้าได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของธุรกิจ
(3) การติดตามและเฝ้าระวัง : ด้วยการนำ “ระบบ Tracking ครบวงจร (End-to-End Fuel Digital Tracking)” เพื่อแก้ปัญหา “น้ำมันล่องหน” และ “Demand เทียม” ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะมันจะเปลี่ยนจากการไล่จับผู้กระทำผิด เป็นการ “ทำให้การโกงทำได้ยากจนไม่คุ้มค่า” โดยใช้เทคโนโลยีปัจจุบัน (IoT, Blockchain และ Big Data) มาใช้ในการตรวจสอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ (ก) ต้นทาง : โรงกลั่น และ คลังน้ำมัน (The Source) (ข) ระหว่างทาง : รถขนส่ง และ เรือน้ำมัน (In-Transit) (ค) ปลายทาง : สถานีบริการ และ จ็อบเบอร์ (The Destination) และ (ง) ผู้บริโภคสุดท้าย : การยืนยันตัวตน (End User Verification)
(4) การ “อุดหนุนแบบเจาะจงเป้าหมาย” (Targeted Subsidy) : รัฐต้องพิจารณากลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ยากไร้ เกษตรกร ชาวประมง ฯลฯ และกลุ่มที่เป็นฐานเศรษฐกิจของคนหมู่มาก เช่น ขนส่งสาธารณะ ไฟฟ้า ฯลฯ ให้ได้รับสิทธิซื้อน้ำมันในราคาชดเชยผ่านระบบผูกพันกับทะเบียนรถหรือทะเบียนเรือ โดยรัฐจ่ายส่วนต่างคืนให้ปั๊มโดยตรง โดยใช้ระบบ “คูปองหรือสิทธิดิจิทัล” (Digital Coupon/Fleet Card) ที่การเติมน้ำมันต้องผ่านการสแกน QR Code หรือใช้บัตร Fleet Card ที่ผูกกับทะเบียนเรือ/รถ/บัตรประจำตัวเกษรกร/คนขับจริงเท่านั้น
(5) การผ่าตัดธรรมาภิบาล : แยกคนคุมกฎออกจากผู้เล่น “การแยก Regulator ออกจาก Player” ซึ่งหัวใจสำคัญที่สุดคือการสลายภาวะ “สวมหมวกสองใบ” ของข้าราชการและนักการเมือง โดย (ก) กฎเหล็กห้ามนั่งบอร์ด : ต้องออกกฎหมายห้ามผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายพลังงาน เข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทน้ำมันเด็ดขาด เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (ข) องค์กรกำกับดูแลอิสระ (Energy Regulator) : ต้องมีหน่วยงานที่เป็นกลางอย่างแท้จริง ทำหน้าที่ตรวจสอบ “กล่องดำ” ของต้นทุนโรงกลั่น และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ไม่ใช่ให้โรงกลั่นตรวจสอบกันเองแล้วมาบอกชาวบ้านว่า “ขาดทุน” ทั้งที่กำไรเป็นหมื่นล้าน
6. ความท้าทายและปัจจัยความสำเร็จ : กำแพง “หมวกสองใบ” และการเมือง
- ความท้าทาย : ความกล้าหาญในการตัดสินใจ
- อุปสรรคใหญ่ : ความไม่โปร่งใส (Black Box) และการอ้าง “ความลับทางการค้า” ของโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน
- วิกฤติศรัทธา : ระบบรัฐสภา/รัฐบาลที่ “พวกมากลากไป” และหน่วยงานรัฐที่สวมหมวกสองใบ เป็นทั้งคนคุมกติกาและคนได้ส่วนแบ่งกำไร
- พลังประชาชน : การสร้าง “ความรู้ที่ถูกต้อง” ให้ชาวบ้าน แทนการใช้เพียงอารมณ์ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
7. ข้อคิดก่อนสรุป : น้ำมันต้องเป็น “กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ไม่ใช่ “เครื่องมือกอบโกย”
- สารสาสน์ถึงผู้มีอำนาจ : หากจะปล่อยลอยตัวราคาน้ำมัน ต้องทำบนรากฐานที่ “เป็นธรรม” ก่อน
- ความยุติธรรมที่แท้จริง : คือการทำให้คนไทยรู้สึกว่า “เงินทุกบาทที่จ่ายไปที่ปั๊ม” คือต้นทุนที่จำเป็นจริงๆ ไม่ใช่กำไรส่วนเกินของใครบางคน
- คำมั่นสัญญา : การต่อสู้เพื่อความถูกต้องในเรื่องพลังงาน คือ “การต่อสู้เพื่อความมั่นคงของปากท้องคนไทยทั้งชาติ”
8. บทสรุป : พลังแห่งการทวงคืนความยุติธรรม “เมื่อ “น้ำมัน” ต้องไม่ใช่เครื่องมือกอบโกยของใคร”
บทความนี้ ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยความโกรธแค้นต่อกลุ่มทุนปิโตรเลียม หรือต้องการทำลายกลไกตลาดเสรีให้พังทลายลง แต่ถูกเขียนขึ้นจาก “เสียงหัวใจของประชาชน” ที่บอบช้ำจากการแบกรับโครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบี้ยวและไม่เป็นธรรมมานานนับทศวรรษ
เราได้เห็นกันแล้วว่า ภายใต้สูตรคำนวณที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์และศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนนั้น กลับแฝงไปด้วย “การหาประโยชน์โดยมิชอบ” และ “กำไรจากโชคลาภ” ที่ตักตวงจาก “วิกฤติที่เกิด/สร้างขึ้น” และ “ต้นทุนสมมติ” รวมทั้ง “โครงสร้างที่บิดเบือน” ที่บีบคั้นค่าครองชีพของชาวบ้านอย่างเลือดเย็น ในขณะที่ “ผู้กำกับดูแลนโยบาย (Regulator)” กลับสวมหมวกสองใบ นั่งเป็นกรรมการในบริษัทที่ตัวเองต้องตรวจสอบ ความยุติธรรมจึงกลายเป็นเพียง “วาทกรรม” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในปั๊มน้ำมัน ตลาดจนการ “ขาดประสิทธิภาพในการบริหารและตรวจสอบ” ของรัฐ
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้อง “กล้า” เลือกข้างประชาชน หยุดอ้างราคาตลาดโลกเพื่อบังหน้าการกินรวบของกลุ่มทุน และเริ่มลงมือแก้ไขอย่างเร่งด่วน :(1) รื้อโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น โดยเลิกใช้ค่าขนส่งทิพย์จากสิงคโปร์มาปล้นเงินในกระเป๋าคนไทย และเปลี่ยนมาใช้ต้นทุนจริงที่สะท้อนประสิทธิภาพโรงกลั่นไทย (2) เก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) อย่างเป็นธรรม เพื่อนำเงินที่ได้มาคืนเป็นส่วนลดให้ประชาชน และใช้ระบบเฉลี่ยกำไรรายปีเพื่อความแฟร์ต่อทุกฝ่าย (3) การติดตามและเฝ้าระวัง เพื่อสร้างความโปร่งใสตลอดกระบวนการผลิตและกระจากน้ำมัน(4) การ “อุดหนุนแบบเจาะจงเป้าหมาย” (Targeted Subsidy) เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางและจำเป็น และ (5) สลายวงจร “หมวกสองใบ” ด้วยการแยกคนคุมกฎออกจากผู้เล่นอย่างเด็ดขาด เพื่อคืนธรรมาภิบาลให้กระทรวงพลังงาน
ความมั่นคงพลังงานที่แท้จริง ไม่ได้วัดที่ “กำไรโรงกลั่น” แต่ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องวัดที่ “รอยยิ้มของชาวบ้าน” วัดที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่ต้องพุ่งสูงเพราะต้นทุนขนส่งที่ถูกบิดเบือน และวัดที่ความเท่าเทียมกันของโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังเพียงเพราะเขาไม่มีเงินซื้อรถไฟฟ้าใหม่ในราคาหลักล้าน
หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย ปล่อยให้ “พวกมากลากไป” และปล่อยให้กลไกรัฐบาลและรัฐสภากลายเป็นที่หลบภัยของผลประโยชน์ทับซ้อน วันหนึ่ง “ฟางเส้นสุดท้าย” ของประชาชนจะขาดสะบั้นลง และวันนั้นความมั่นคงที่ท่านพยายามรักษาไว้เพื่อกลุ่มทุน จะพังทลายลงด้วยพลังแห่งความไม่พอใจของมหาชน
มาร่วมกันเรียกร้อง “ความยุติธรรมหน้าหัวจ่าย” ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ “น้ำมัน” กลับมาทำหน้าที่เป็น “ลมหายใจของเศรษฐกิจ” ที่หล่อเลี้ยงคนไทยทุกคนอย่าง “เท่าเทียมและเป็นธรรม” ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือกอบโกยกำไรที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาของพี่น้องร่วมชาติอีกต่อไป



