ThaiPublica Channel ‘ธนพิริยะ’ ค้าปลีกท้องถิ่น เข้าโครงการ JUMP+ โตต่อแบบแข็งแรง ‘ส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้รุ่นสู่รุ่น

‘ธนพิริยะ’ ค้าปลีกท้องถิ่น เข้าโครงการ JUMP+ โตต่อแบบแข็งแรง ‘ส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้รุ่นสู่รุ่น’

“ธนพิริยะ” (TNP) ถอดรหัสความสำเร็จจากร้านค้าปลีกภูธรสู่ค้าปลีกมหาชน พร้อมลุยโครงการ JUMP+ ยกระดับระบบหลังบ้าน เสริมแกร่งธุรกิจครอบครัวส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน

นางอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงเส้นทางการเติบโตของอดีตร้านค้าปลีกท้องถิ่นในจังหวัดเชียงรายที่ยึดถือความ “ซื่อสัตย์” เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 35 ปี โดยล่าสุดบริษัทได้เข้าร่วม “โครงการ JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงานและระบบ ERP ให้ทันสมัย มุ่งหวังสร้างองค์กรที่แข็งแรงและโปร่งใส เพื่อส่งมอบธุรกิจที่มีรากฐานมั่นคงให้แก่ทายาทรุ่นต่อไป พร้อมเดินหน้าขยายสาขาในภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวไทยพับลิก้า ได้สัมภาษณ์ นางอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP หนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วม “โครงการ JUMP+” โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มุ่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียน

บริษัท ธนพิริยะ ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้ชื่อ “ธนพิริยะ” ปัจจุบันมีสาขาในภาคเหนือรวมมากกว่า 50 สาขา ธุรกิจของธนพิริยะ เริ่มต้นจากร้านขายของชำแผงลอยในตลาดสดจังหวัดเชียงรายภายใต้ชื่อ “โง้วธงชัย” ก่อตั้งโดยครอบครัวพุฒิพิริยะ ต่อมาได้พัฒนาปรับปรุงร้านค้ามาเป็นมินิมาร์ทที่ดูทันสมัย จนกิจการเริ่มเติบโตและเป็นที่รู้จักมากขึ้นในจังหวัดเชียงราย

นางอมร เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของธนพิริยะมาจากการที่ผู้บริหารเล็งเห็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกที่น่าจะให้ผลกำไรและสภาพคล่องดีกว่าธุรกิจค้าส่ง จึงได้มีการเปิดสาขา 2 นับจากนั้นเป็นต้นมา ก็มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันธนพิริยะมีสาขารวมทั้งสิ้น 56 สาขา ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ มีพนักงานกว่า 1,200 ชีวิต

จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ธนพิริยะครองใจลูกค้าและซัพพลายเออร์จนถูกพูดถึงปากต่อปากก็คือ การบริการดูแลลูกค้าดุจญาติมิตรและ “ความซื่อสัตย์” ที่ส่งต่อจากรุ่นอากงอาม่า มาสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของครอบครัว

ในปี 2558 ธนพิริยะได้จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้ชื่อ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ “TNP” ซึ่งถือเป็นธุรกิจต่างจังหวัดรายแรกๆ ที่เข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จ

นางอมรเล่าว่า “ตอนนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ กับเราไกลกันมาก วันที่ตกลงเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ FA (Financial Advisor) ก็บินมาหาเลย ธุรกิจค้าปลีกแข่งขันกันรุนแรง แถมมีคนทำนายว่ายังไงก็สูญพันธุ์แน่นอน FA ก็พยายามถามว่าวัตถุประสงค์จริงๆ ตั้งใจอยากทำอะไร ก็เลยบอกว่า เริ่มต้นคืออยากสร้างธุรกิจครอบครัวให้มั่นคง อยากเห็นองค์กรมั่นคง เรามีทีมงานเยอะขึ้น อยากให้ทีมงานที่เขาทุ่มเทกับเราภูมิใจและมั่นคงไปกับเราด้วย”

อีกเหตุผลที่ทำให้ธนพิริยะตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มาจากโครงการ “หนึ่งจังหวัด หนึ่งบริษัทจดทะเบียน” ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยนางอมรเล่าว่า “ครั้งหนึ่งไปฟัง ก.ล.ต. พูดโครงการนี้ เขาบอกมาคำหนึ่งว่า ‘พวกคุณเป็น SME ซึ่งเป็นรากฐานของประเทศไทย ถ้าคุณทำสำเร็จ คุณจะกลายเป็น SME ที่แข็งแรง ก็คือคุณกำลังตอบแทนชาติบ้านเมือง’

นางอมรสะท้อนมุมมองต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า “เรารู้สึกภูมิใจที่ได้สร้าง inspire ให้ค้าปลีกท้องถิ่นลุกขึ้นมา ทายาทกลับมาช่วยกันทำ เหมือนเรากลายเป็นรุ่นพี่ เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา แชร์ข้อมูลกัน เราดีใจที่เห็นเขาลุกมาอย่างนี้ แล้วก็เห็นลูกหลาน เห็นทายาทกลับเข้ามา”

เพื่อเสริมการเติบโตอย่างแข็งแรงและเข้มแข็ง บริษัทธนพิริยะได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งนางอมรกล่าวว่า “ตรงกับที่เราคิดเหมือนกัน แล้วโครงการนี้ก็เข้ามาพอดี เราก็อยากโตต่อ แล้วต้องโตแบบแข็งแรง นั่นคือเจตนา”

“ที่สำคัญคือ เราอยากส่งมอบธุรกิจให้รุ่นสู่รุ่น อยากให้ลูกมารับโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระของเขา อันนี้เป็นจุดประสงค์แรกของการเข้าสู่ตลาดทุน ไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าเป็นเผือกร้อน เราอยากส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้รุ่นสู่รุ่น อยากให้เป็นคอนเซปต์นี้ แล้วก็อยากให้เป็นธุรกิจของคนไทยเพราะที่นี่ประเทศไทย ฉะนั้น ลูกหลานคนไทยก็ควรจะมีธุรกิจของตัวเองที่ยังคงอยู่รอดได้อย่างแข็งแรง”

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ‘ธนพิริยะ’ ค้าปลีกท้องถิ่น เข้าโครงการ JUMP+ อยากโตต่อแบบแข็งแรง… ‘ส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้รุ่นสู่รุ่น’ ได้ที่เว็บไซต์ไทยพับลิก้า