เราทุกคนล้วนเป็นคนอพยพ

วรากรณ์ สามโกเศศ

ประโยคเดียวในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ทำให้ผู้คน “ตาสว่าง” ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เกิดความเข้าใจและการเรียนรู้ของประชาชนอย่างสำคัญในชีวิต ประโยคนั้นแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “We are all migrants—depending on how far back you go.” ( เราทุกคนล้วนเป็นคนอพยพ ขึ้นอยู่กับว่าจะนับย้อนหลังไปไกลแค่ไหน) ไอเดีย “เราทุกคนเป็นคนอพยพ” ไม่ใช่คำขวัญของรัฐบาลใด มันถูกใช้เป็นข้อความทางศีลธรรมและการเมืองอย่างกว้างขวางในการถกเถียงเเละอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับการเป็นพลเมือง และเอกลักษณ์ของชาติ

ขอเล่าย้อนหลังเพื่อความเข้าใจความเป็นมาและผลกระทบของประโยคดังกล่าวดังนี้ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันนีแพ้สงครามในปี 1945 ประเทศถูกยึดครองโดยผู้ชนะและถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งทางตะวันออกสหภาพโซเวียตเป็นผู้ยึดครองเเละสถาปนาเป็นเยอรมันนีตะวันออก (GDR___German Democratic Republic) อีกส่วนหนึ่งโดยกลุ่มสหรัฐอเมริกา อังกฤษเเละฝรั่งเศสยึดครอง สถาปนาเป็นเยอรมันนีตะวันตก ที่ประหลาดมากก็คือเบอร์ลินซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่าเบอร์ลินตะวันออกเป็นของ GDR และอีกส่วนหนึ่งคือเบอร์ลินตะวันตกเป็นของเยอรมันนีตะวันตก เมืองเบอร์ลินทั้งหมดตั้งอยู่เป็นไข่ดาว ล้อมรอบโดยเยอรมันตะวันออก คนในฝั่งตะวันตกอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 

เมื่อเป็นอย่างนี้คนเบอร์ลินตะวันออกที่อยู่ภายใต้ระบอบคอมมูนิสต์ที่ครอบงำโดยสหภาพ โซเวียต จึงอพยพหนีไปเบอร์ลินตะวันตกถึง 2.7-3 ล้านคน ระหว่าง 1949-1961 ดังนั้นจึงต้องปิดกั้นด้วยการสร้างรั้ว และต่อมากำแพงล้อมรอบเป็น 2 ชั้นเพื่อห้ามหนี เด็ดขาด รวมเป็นกำแพงล้อมรอบเยอรมันนีตะวันตกเสมือนเป็นเกาะ ทั้งหมดยาว 155 กิโลเมตร มีคนพยายามหนีแต่ก็ถูกฆ่าตายไปนับร้อยคนระหว่าง  1961-1989 ที่มีกำเเพง

เมื่อกำแพงเบอร์ลินถูกพังทลายลงด้วยเหตุผลสำคัญหนึ่งคือสหภาพโซเวียตล่มสลายแตกเป็นหลายประเทศ คนเยอรมันตะวันออกก็ไหลออกไปฝั่งตะวันตก ตรงนี้แหละครับคือจุดเริ่มต้นของประโยคนี้ นอกจากคนเยอรมันตะวันออกอพยพไปตะวันตกมากแล้ว ยังมีแรงงานต่างชาติจากตุรกี อิตาลี กรีก กลุ่ม ยิวจากสหภาพโซเวียต รวมทั้งผู้ลี้ภัยจากยุโรปตะวันออกและเเหลมบอลข่านรวมเป็นผู้อพยพด้วยเป็นจำนวนมาก คนเยอรมันส่วนหนึ่งรู้สึกรังเกียจคนเหล่านี้รวมไปถึงคนเยอรมันตะวันออกที่เคยเป็นพี่น้องกันด้วย เกิดคำถามเเละข้อถกเถียงในเรื่องความเป็นชาติ เกิดความรุนแรงต่อต้าน นักการเมืองและนักคิดออกมาถกเถียงกัน และก็เกิดประโยคดังกล่าวขึ้น

ไอเดียของการรวมชาติเยอรมันเข้าด้วยกันก็เกิดขึ้นในตอนนี้และสำเร็จอย่างเป็นทางการในปลายปี 1990 ข้อถกเถียงที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกทีก็คือ “ทุกคนล้วนเป็นคนอพยพด้วยกันทั้งนั้น จะอยู่มานานหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าบรรพบุรุษของใครมาถึงดินแดนนี้ก่อนกันเท่านั้น” “หากนับย้อนหลังไป  บรรพบุรุษของทุกคนล้วนเป็นคนอพยพทั้งนั้น” ไอเดียเหล่านี้ตอบโต้กลุ่มชาตินิยมที่อ้างว่าเป็น “เยอรมันดั้งเดิม” และพวกอพยพใหม่เป็นพวกแปลกแยก 

คนมีปัญญาที่เข้าใจประวัติศาสตร์บอกว่าเอกลักษณ์ของเยอรมันนีคือความรับผิดชอบและคุณค่าประชาธิปไตยร่วมกัน ไม่ใช่สายเลือด คนเยอรมันต้องเข้าใจเรื่องการเป็นพลเมือง และยอมรับความจริงว่าแท้จริงเเล้วเป็นประเทศของผู้อพยพ (immigration country) อีกหลายคนเห็นว่าความเป็นชาติเป็นเรื่องของการเมืองและจริยธรรม ไม่ใช่เรื่องของชีววิทยา กล่าวได้ว่าคนเยอรมันส่วนใหญ่เปลี่ยนจากการคิดว่าการเป็นพลเมืองเป็นเรื่องของสายเลือดสู่การคิดรวมเอาผู้อพยพและการเกิดในประเทศเข้าเป็นพลเมืองด้วย

 “เราล้วนเป็นผู้อพยพทั้งนั้น”  นำไปสู่ 3 ความจริงที่คนเยอรมันลืมกันไปเเล้ว กล่าวคือ (1) มันเป็นความจริงทางมานุษยวิทยาที่ว่า คนยุโรปทั้งหมดอพยพกันไปมานับพัน ๆ ปี ตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน และตลอดสองพันปีต่อมา (2) มันเป็นข้อความถกเถียงทางคุณธรรม คือไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ดินโดยสมบูรณ์เพราะทุกคนล้วนเป็นลูกหลานของเผ่าพันธ์ Homo Sapiens ที่อพยพออกมาจากอาฟริกาเมื่อประมาณ150,000-200,000 ปีก่อน เเละอพยพกระจายกันไปทั่วโลก (3) ความเป็นชาติที่อยู่บนฐานของความเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันจะนำไปสู่การกีดกันและข้อขัดแย้งเสมอ

การ “ตาสว่าง” จากประโยคนี้ทำให้การรวมสองเยอรมันนีและเหตุการณ์ภายหลังเป็นไปอย่างราบรื่นพอควร อีกทั้งคนชาติอื่นๆตระหนักถึงการต้องถ่อมตน ไม่อหังการ์ เพราะคิดว่าตนเป็น “คนดั้งเดิม”  จึงมีความชอบธรรมที่จะข่มเหงคนอื่น เเท้จริงเเล้วทุกคนเท่ากันหมดเพราะล้วนเป็นคนมีลักษณะเดียวกัน  เพียงแต่บรรพบุรุษของใครมาถึงดินแดนก่อนกันเท่านั้น ไม่มีชาติใดในโลกที่พลเมืองประกอบด้วยผู้คนจากชาติพันธุ์เดียวกันเท่านั้น (จีนมีถึง 56 ชาติพันธุ์ และญี่ปุ่นมากกว่า 10 ชาติพันธุ์) ชาติประกอบด้วยพลเมืองที่รับผิดชอบและมีผลประโยชน์ร่วมกัน มีคุณค่านำทางชีวิตเดียวกันและพร้อมใจปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน

ประโยคนี้จะช่วยให้สังคมไทยซึ่งมีความหลากหลายของที่มาเเละชาติพันธ์ “ตาสว่าง” ขึ้นด้วย เห็นว่าต้องมีความเสมอภาคกันในชาติเพราะทุกคนคือคนไทยที่เพียงบรรพบุรุษอพยพมายังดินเเดนนี้่ต่างเวลากันเท่านั้น  “ผู้อพยพใหม่” จะเข้าใจว่าเป็นคนไทยเเน่นอนถึงเเม้จะมีวัฒนธรรมบางอย่างเเตกต่างไป อีกทั้งเข้าใจบทบาทของตนเองในชาติได้ดียิ่งขึ้น ไม่รู้สึกเเปลกเเยกที่เป็นชนกลุ่มน้อย (แท้จริงแล้ว “ผู้อพยพใหม่” ล้วนเป็นชนกลุ่มน้อยก่อนทั้งนั้น) เเละท้ายสุดทุกฝ่ายเข้าใจธรรมชาติความเป็นจริงของโลกที่มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อยู่ในชาติเดียวกันในทุกประเทศ

ถ้าเรามองเพื่อนร่วมชาติของเราทั้งสมาชิกเก่าและใหม่ด้วยสายตาเช่นนี้ การรังเกียจเดียดฉันท์กันก็จะมีน้อยลง เกิดความสุขสงบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเข้าใจลักษณะนี้ของคนไทยเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคตข้างหน้าเพราะเรามีจำนวนประชากรน้อยลงทุกทีเเละมีผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับสูงจำกัด การรับแรงงานอพยพและ “เพื่อนใหม่” เข้ามาในสังคมของเราเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 3 มี.ค. 2569