
หลังจากต่อสู้ดิ้นรนมานาน 18 ปี ผ่านมือรัฐบาลมา 7 ชุด ต้องเจรจาต่อรองกับเจ้าของที่ดินและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากกว่า 25,000 ราย อังกฤษก็สามารถเปิดตัวเส้นทางเดินเลียบชายฝั่งที่ยาวที่สุดในโลกได้เป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา
เส้นทาง King Charles III England Coast Path มีความยาวถึง 2,689 ไมล์ หรือ 4,328 กิโลเมตร (เทียบเท่าการเดินเลียบชายฝั่งทะเลของประเทศไทย 11 รอบ) ถือเป็นเส้นทางเดินเลียบชายฝั่งที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบที่ยาวที่สุดในโลก
เส้นทางนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเข้าถึงพื้นที่ธรรมชาติบริเวณชายฝั่งทะเลของสาธารณชนในสหราชอาณาจักร และเป็นตัวอย่างการบูรณาการมิติด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ มิติด้านเศรษฐกิจ และมิติด้านสังคม เข้าด้วยกันได้อย่างน่าชื่นชม
จุดประกายโดยกลุ่มนักเดินป่า
อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่โครงการยิ่งใหญ่แบบนี้ถือกำเนิดขึ้นจากข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเดินเท้าท่องธรรมชาติที่ต้องการสิทธิเข้าถึงพื้นที่เลียบชายฝั่งของตนกลับคืนมา
โดยในปี 1952 นักธรรมชาติวิทยาและนักเขียนชาวเวลส์ ชื่อโรนัลด์ ล็อกลีย์ ลงมือสำรวจเส้นทางที่เป็นไปได้รอบชายฝั่ง และมีการเปิดเส้นทางชื่อเส้นทางเดินชายฝั่งเพมโบรกเชอร์ในปี 1970 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ในปี 2000 รัฐบาลอังกฤษออกพระราชบัญญัติชนบทและสิทธิ์ในการใช้ทาง ปี 2000 (The Countryside and Rights of Way Act 2000) ซึ่งให้สิทธิ์ในการเดินสำรวจ (right to roam) แก่บุคคลทั่วไปอย่างจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่บางส่วนของชนบทของอังกฤษและเวลส์ รวมถึงที่ดินชายฝั่งบางส่วน โดยผู้ที่ใช้สิทธิในการเข้าถึงต้องเคารพความต้องการในการจัดการที่ดินและการปกป้องธรรมชาติ
ปี 2004 สมาคม Ramblers ซึ่งเป็นสมาคมเดินป่าที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ เริ่มต้นโครงการรณรงค์อย่างจริงจังเพื่อผลักดันให้มีเส้นทางเดินเลียบชายฝั่งที่สมบูรณ์ จนมีการออกพระราชบัญญัติการเข้าถึงทางทะเลและชายฝั่ง ปี 2009″ (The Marine and Coastal Access Act 2009) ซึ่งบังคับให้ต้องมีการสร้างเส้นทางเดินชายฝั่งที่ต่อเนื่องรอบชายฝั่งอังกฤษทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงพื้นที่ชายฝั่งที่เคยถูกจำกัด
เส้นทางที่ยาวไกล
การก่อสร้างเส้นทางเดินเลียบชายฝั่งอังกฤษเริ่มต้นขึ้นในปี 2010 ส่วนแรกที่เปิดให้บริการคือบริเวณอ่าวเวย์มัธ ในปี 2012 พอถึงเดือนธันวาคม 2014 รัฐบาลจัดสรรเงินทุนเพิ่มกว่า 5 ล้านปอนด์ เพื่อเร่งให้เส้นทางแล้วเสร็จภายในปี 2020
แต่การก่อสร้างไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น ต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งคำตัดสินที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งที่ทำให้ต้องออกแบบเส้นทางใหม่ ขั้นตอนเอกสารที่ยุ่งยาก การขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง รวมถึงการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ความคืบหน้าหยุดชะงักไปชั่วคราว
จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม 2023 เส้นทางที่เคยถูกขนานนามว่า “England Coast Path” ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “King Charles III England Coast Path” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
การพัฒนาเส้นทางนี้ใช้เวลายาวนานถึง 18 ปี จนมีการเปลี่ยนรัฐบาลไปแล้ว 7 ชุด และต้องมีการเจรจากับเจ้าของที่ดินและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากกว่า 25,000 ราย ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นทางที่มีความยาวเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 ไมล์ พร้อมการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การรื้อถอนรั้วกั้น การสร้างสะพานและทางเดินไม้กระดาน เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เดินทุกระดับความสามารถ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวด้วย
อีกทั้งยังมีเส้นทางบางส่วนที่เป็นพื้นที่ขยายสิทธิการเข้าถึง ซึ่งเปิดให้ประชาชนสามารถเดินออกจากเส้นทางหลักไปยังชายหาด เนินเขา และเนินทราย จนถึงแนวน้ำขึ้นสูงได้ ยกเว้นพื้นที่ส่วนตัว บ้านเรือน และพื้นที่ทหาร
โดดเด่นเหนือใคร
เมื่อโครงการก้าวมาถึงปลายทาง เส้นทางเดินเลียบชายฝั่งอังกฤษเส้นทางนี้ก็เผยให้เห็นความโดดเด่นที่เหนือชั้น ด้วยความหลากหลายทางภูมิทัศน์ที่ครอบคลุมทุกมิติของชายฝั่งอังกฤษ ตั้งแต่หน้าผาชอล์กสีขาวไปจนถึงชายหาดทรายยาวเหยียด ชายฝั่งหินและอ่าวลึก รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์นกทะเลและป่าสน ผู้เดินจะได้สัมผัสทั้งป่า หนองน้ำ เนินทราย ชายหาดยาว เนินเขา เมืองชายฝั่ง และแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ เช่น ป้อมปราการโรมันและหอคอย
จุดข้ามแม่น้ำเอิร์ม (Erme) ในเดวอนใต้ ถือเป็นความท้าทายที่น่าสนใจของเส้นทางนี้ เนื่องจากไม่มีสะพานหรือเรือข้ามฟาก นักเดินจึงต้องลุยน้ำข้ามไปในช่วงเวลาน้ำลงซึ่งมีระยะเวลาราวหนึ่งชั่วโมง การเดินไปตามเส้นทาง King Charles III England Coast Path จึงเป็นประสบการณ์ที่ครบวงจรทั้งในแง่ธรรมชาติ วัฒนธรรม การผจญภัยและการพักผ่อน
เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการเส้นทางเดินเลียบชายฝั่งอื่นๆ ทั่วโลก เส้นทางเดินเลียบชายฝั่ง King Charles III England Coast Path ถือเป็นเส้นทางที่ยาวที่สุดและได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ เอาชนะเส้นทาง Wales Coast Path ซึ่งยาว 870 ไมล์ (ประมาณ 1,400 กิโลเมตร) ซึ่งเคยครองตำแหน่งเส้นทางชายฝั่งที่ยาวที่สุดของประเทศเดียวในโลก ด้วยระยะทางที่ยาวกว่าถึง 3 เท่า
ในอนาคต เมื่อเชื่อมต่อเส้นทาง King Charles III England Coast Path กับ Wales Coast Path เข้าด้วยกันจะเกิดเส้นทางต่อเนื่องรอบเกาะบริเตนใหญ่ที่ยาวกว่า 3,665 ไมล์ และหากเชื่อมต่อกับเส้นทางที่มีสิทธิ์การเดินอิสระในสกอตแลนด์ที่ยาวกว่า 5,500 ไมล์ จะเกิดเป็นวงจรเส้นทางเดินรอบเกาะบริเตนที่ยาวเกือบ 9,000 ไมล์ ซึ่งหากเดินวันละ 15 ไมล์ จะต้องใช้เวลาเดินประมาณ 6 เดือนโดยไม่หยุดพัก
ผลประโยชน์หลายมิติ
เส้นทางเดินเลียบชายฝั่งไม่เพียงแต่เป็นกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งในการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ แต่ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกหลายประการ
จากมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม เส้นทางเลียบชายฝั่งคือเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 86.5% ของพื้นที่เส้นทางอยู่ในเขตที่มีศักยภาพในการสนับสนุนเป้าหมาย 30×30 ของอังกฤษ (เป้าหมาย 30×30 คือการรณรงค์ปกป้องพื้นที่ 30% เพื่อธรรมชาติภายในปี 2030)
เส้นทางนี้ยังช่วยเชื่อมโยงพื้นที่อนุรักษ์ที่สำคัญ เช่น เขตอนุรักษ์ธรรมชาติและแหล่งอาศัยของนกทะเลหายาก ช่วยกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น ป่าสนและหนองน้ำเค็มที่เคยถูกแปลงเป็นพื้นที่เกษตรให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติ
ด้านเศรษฐกิจ เส้นทางนี้คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนและเศรษฐกิจชายฝั่ง นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติและในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เศรษฐกิจชายฝั่งที่เคยซบเซาได้รับการฟื้นฟู โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการออกจากประชาคมยุโรปและการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม
ชุมชนท้องถิ่นตลอดเส้นทางจะได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยชายฝั่ง เนื่องจากช่วยสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ช่วยกระจายนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ชายฝั่งที่เคยถูกมองข้าม เช่น หมู่บ้านเล็กๆ และเมืองชายทะเลที่ห่างไกลจากจุดท่องเที่ยวหลัก ช่วยกระตุ้นธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และบริการนำเที่ยวท้องถิ่น รวมถึงสร้างงานใหม่ในด้านการบำรุงรักษาเส้นทางและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
ในมิติสังคม เส้นทางนี้ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจของประชาชน การเดินตามเส้นทางเลียบชายฝั่งช่วยลดภาวะเครียด ลดโรคอ้วน และเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายสิทธิการเข้าถึงธรรมชาติให้เท่าเทียมมากขึ้น โดยเปิดพื้นที่ที่เคยปิดกั้นให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ที่มีรายได้น้อยหรือผู้พิการที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับปรุงแล้ว
King Charles III England Coast Path จึงไม่ได้น่าชื่นชมเพียงแค่ในฐานะเส้นทางเดินเลียบชายฝั่งที่ยาวที่สุดในโลก แต่ยังเป็นแบบอย่างของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ผสานมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
คาดกันว่า เมื่อเส้นทางสมบูรณ์ 100% ภายในปลายปี 2026 เส้นทางนี้จะกลายเป็นมรดกที่ผู้คนรุ่นต่อๆ ไปสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและส่งเสริมความยั่งยืนของระบบนิเวศ
ข้อมูลอ้างอิง:
http://: https://www.bbc.com/news/articles/cy0dxexdd8xo
https://www.nationaltrail.co.uk/en_GB/trails/england-coast-path/
https://www.gbnews.com/travel/worlds-longest-king-charles-iii-england-coast-path


