ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์
ช่วงปีที่ผ่านมา หากเราพูดถึง AI เรามักนึกถึง Chatbot ที่ตอบคำถามเราได้อย่างชาญฉลาด แต่สำหรับโลกของยุทธศาสตร์เทคโนโลยีวันนี้ เรากำลังได้เห็นการขยับไปอีกขั้นสู่สิ่งที่เรียกว่า “Embodied AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มี “ร่างเนื้อ” หรือ ร่างกายหุ่นยนต์ ซึ่งสามารถรับรู้ คิด และขยับเขยื้อนทำงานร่วมกับมนุษย์ได้จริงในโลกทางกายภาพ
ผู้เขียนเพิ่งอ่านบทความล่าสุดหลักจาก South China Morning Post (SCMP) เรื่อง Funding surge powers Chinese robotics firms as focus shifts to humanoid ‘brains’
บทความนี้ระบุถึงทิศทางการระดมทุนของบริษัทหุ่นยนต์จีนที่ขยับจากแค่การสร้างกลไก (Hardware) มาเน้นที่ระบบปฏิบัติการและ AI (Operating Systems/Humanoid Brains)
เหตุผลที่จีนกระโจนเข้าใส่เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่เป็นผลมาจากนโยบาย “New Quality Productive Forces” ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ต้องการเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมจีนจากแรงงานราคาถูกสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมขั้นสูง
กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) จีนวางหมุดหมายชัดเจนว่า ภายในปี 2025 จีนต้องมีขีดความสามารถในการผลิตหุ่นยนต์ Humanoid จำนวนมาก (Mass Production) และภายในปี 2027 จีนต้องเป็นผู้นำระดับโลกในด้านห่วงโซ่อุปทานหุ่นยนต์ทั้งหมด
….นับว่าเป็นการใช้ “รัฐนำตลาด” อย่างแท้จริง
พัฒนาการน่าสนใจที่สุด คือ การเปลี่ยนผ่านจากความพยายามทำให้หุ่นยนต์ “เดินได้” (Hardware Focus) มาสู่การทำให้หุ่นยนต์ “คิดเป็น” (Embodied AI Focus)
การที่บริษัทอย่าง Agibot ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตพนักงาน Huawei หรือ Galbot และ Stardust Intelligence สามารถระดมทุนได้มหาศาลในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่าโลกการเงินกำลังเดิมพันกับ “สมอง” ของหุ่นยนต์
จีนกำลังเอา Large Language Models (LLMs) มาเป็นส่วนสำคัญในระบบปฏิบัติการหุ่นยนต์ เพื่อให้มันสามารถเข้าใจบริบทผ่านการสั่งด้วยภาษาธรรมชาติได้ ไม่ต้องเขียนโปรแกรมซับซ้อน
นอกจากนี้ Humanoid ยังเรียนรู้จากการมองเห็นโดย วิเคราะห์ภาพและปรับตัวตามหน้างานได้ทันที
ท้ายที่สุดเหล่ามนุษย์หุ่นยนต์สามารถทำงานอเนกประสงค์ได้ (General-purpose) ไม่ใช่ขันน็อตในโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยงานบ้านหรือดูแลผู้สูงอายุได้
…คำถาม คือ ทำไมจีนถึงต้อง “จริงจัง” เรื่องนี้?
ในมุมมองนักยุทธศาสตร์ นี่คือทางรอดของจีนครับ เพราะในวันนี้ จีนกำลังเผชิญความท้าทายอย่างน้อยสามด้าน กล่าวคือ
หนึ่ง…วิกฤติแรงงาน “สังคมสูงวัย” ทำให้อุตสาหกรรมจีนขาดแคลนคนหนุ่มสาว หุ่นยนต์ คือ คำตอบในการรักษา GDP
สอง…Tech Sovereignty หรือ อธิปไตยทางเทคโนโลยี ท่ามกลางการถูกกีดกันจากสหรัฐฯ การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ การประกาศเอกราชทางเทคโนโลยี
และสาม…Supply Chain Advantage เพราะจีนมีระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก การเปลี่ยนโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นโรงงานผลิตหุ่นยนต์จึงทำได้เร็วกว่าประเทศอื่น
หันมามองที่ “ภูมิรัฐศาสตร์หุ่นยนต์” น่าสนใจว่านี่คือสมรภูมิที่ยอมกันไม่ได้
ปัจจุบันสมรภูมินี้มีคู่ชกที่ชัดเจนคือ Tesla (Optimus) ของ Elon Musk กับ ทัพหน้าหุ่นยนต์จีน จีนไม่ได้มองแค่การแข่งกับสหรัฐฯ ในเชิงเทคนิค แต่จีนกำลังใช้ความได้เปรียบเรื่อง “ความเร็วและต้นทุน” เพื่อยึดครองมาตรฐานโลก (Global Standards)
หากหุ่นยนต์ Humanoid ที่ทำงานในโรงงานทั่วโลกใช้ “สมอง” และ “ระบบปฏิบัติการ” ของจีน นั่นหมายความว่า จีน คือ ผู้กุมฐานข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์และการผลิตของโลกไว้ในมือ ซึ่งนี่กำลังกลายประเด็นความมั่นคงใหม่ที่ทั่วโลกต้องจับตา
ผู้เขียนคิดว่าพัฒนาการของ Chinese Humanoid คือ ภาพสะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Digital Economy ไปสู่ Autonomous Economy อย่างเต็มตัว
โจทย์ใหญ่ที่กำลังตามมาคือ “เราจะตรวจสอบและกำกับดูแลโลกที่มีหุ่นยนต์อัจฉริยะเหล่านี้อย่างไร?” ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) และมาตรฐานจริยธรรมของ AI (AI Ethics) ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ผู้สนใจโปรดอ่าน Funding surge powers Chinese robotics firms as focus shifts to humanoid ‘brains’ | South China Morning Post https://share.google/x9U27dOm0Cw0LoTFu




