สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
เมื่อพูดถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการปกป้อง รักษา และเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกด้านหนึ่งที่ย้อนแย้งและสะเทือนใจ นั่นคือ การคัดฆ่าสัตว์เพื่อการอนุรักษ์ (Conservative Culling)
ออสเตรเลียมีม้าพันธ์ุที่หลุดเข้าป่าหรือถูกปล่อยทิ้งจนกลายเป็นม้าเถื่อน (feral horses) และเพิ่มจำนวนเป็นหลายแสนตัวทั่วประเทศ บ้างเชื่อว่าอาจมีถึงล้านตัว จนออสเตรเลียถือเป็นประเทศที่มีม้าเถื่อนมากที่สุดในโลก
ม้าเถื่อนเหล่านี้มีประวัติยาวนานเคียงคู่กับการถือกำเนิดของออสเตรเลีย และเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศที่ควรรักษาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ม้าเถื่อนกลับถูกมองว่าเป็นสายพันธุ์รุกราน การสังหารอย่างเป็นระบบจึงเริ่มขึ้นและดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เฉพาะอุทยานแห่งชาติคอสซิอัสโก (Kosciuszko National Park) ม้าเถื่อนถูกกำหนดให้ลดจำนวนจาก 12,500-22,500 ตัว ให้เหลือเพียง 3,000 ตัว ภายในปี 2027
จริยธรรมกับการอนุรักษ์
การจัดการสัตว์ป่าเป็นหนึ่งในประเด็นที่ท้าทายที่สุดในโลกแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการคัดฆ่าสัตว์เพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้เพื่อควบคุมประชากรสัตว์ที่มีจำนวนมากเกินไปจนสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศ
การคัดฆ่าสัตว์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตมนุษย์มักลดจำนวนประชากรสัตว์ใหญ่เมื่อพบว่ามีการเพิ่มขึ้นเกินความสมดุลตามธรรมชาติ เช่น ล่าจระเข้ กวาง หรือหมาป่า เพื่อควบคุมประชากร แต่เริ่มมีการใช้วิธีคัดฆ่าสัตว์อย่างเป็นระบบมากขึ้น เมื่อโลกสมัยใหม่เผชิญกับปัญหาสายพันธุ์ต่างถิ่นและการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์พื้นเมือง
แม้จะมีความจำเป็นตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่การคัดฆ่าสัตว์เพื่อการอนุรักษ์ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์และความขัดแย้งในสังคมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมมาโดยตลอด
การควบคุมประชากรสัตว์ด้วยการกำจัดทิ้งเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศแม้จะฟังดูรุนแรง แต่มันไม่ใช่การล่าเพื่อสันทนาการหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างไร้เหตุผล แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ใช้เมื่อประชากรสัตว์ชนิดหนึ่งมีมากเกินกว่าที่ทรัพยากรในพื้นที่นั้นๆ จะรองรับได้ จนเริ่มทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและนำไปสู่การล่มสลายของระบบนิเวศโดยรวม
สาเหตุหลักที่นำไปสู่การใช้วิธีคัดฆ่าสัตว์เพื่อการอนุรักษ์นั้นมีสามประการสำคัญ ได้แก่ การป้องกันหรือลดความเสียหายต่อถิ่นที่อยู่อาศัยที่เกิดจากความหนาแน่นของสัตว์สูงเกินไป การลดความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่ากับมนุษย์ และเพื่อเป็นกลยุทธ์ในการปกป้องสัตว์บางชนิด
ในหลายกรณี การคัดฆ่าสัตว์เพื่อการอนุรักษ์ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีจริยธรรมมากที่สุดในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและรักษาสมดุลที่ดีของระบบธรรมชาติ
ทั้งนี้ หนึ่งในอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการคัดฆ่าสัตว์เพื่อการอนุรักษ์ คือ “ภาพลักษณ์” ที่สัตว์มีต่อมนุษย์ และ “ความรู้สึก” ของมนุษย์ที่มีต่อสัตว์ การคัดฆ่าสัตว์ที่ดูน่ารักหรือมีความผูกพันทางวัฒนธรรม เช่น ม้า กวาง หรือจิงโจ้ มักถูกต่อต้านจากกลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์และสาธารณชน
มีเหตุการณ์คัดฆ่าสัตว์ขนาดใหญ่หลายครั้งซึ่งเป็นการสังหารหมู่เพื่อการอนุรักษ์ที่โด่งดัง เช่น การกำจัดช้างมากกว่า 14,500 ตัว ในอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ แอฟริกาใต้ ในช่วงปี 1967-1994 เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างทำลายต้นไม้ใหญ่ที่เป็นแหล่งอาศัยของนกแร้งและแรด หรือ การกำจัดแพะกว่า 140,000 ตัว ออกจากเกาะกาลาปาโกสเพื่อรักษาระบบนิเวศและเต่ายักษ์กาลาปาโกส
ม้าเถื่อนครองออสเตรเลีย
วิกฤติม้าเถื่อนในออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดเกี่ยวกับการคัดฆ่าสัตว์เพื่อการอนุรักษ์
ม้าถูกนำไปยังออสเตรเลียเป็นครั้งแรกพร้อมชาวยุโรปที่อพยพไปที่นั่นในปี 1788 และราวปี 1800 มีการนำเข้าม้าประมาณ 200 ตัว เพื่อใช้ในงานเกษตรกรรม การขนส่ง และการแข่งม้า ในยุคนั้น ม้าส่วนใหญ่เลี้ยงในพื้นที่ไม่มีรั้วล้อม หลายตัวหนีออกไปและกลายเป็นม้าเถื่อน ที่ชาวออสเตรเลียเรียกกันว่า “บรัมบี (Brumby)”
ในสายตาของชาวออสเตรเลียจำนวนมาก บรัมบีคือสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์และความอิสระ แต่ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์ พวกมันคือ “เครื่องจักรทำลายล้าง” ที่มีชีวิต
ไม่มีตัวเลขจำนวนม้าเถื่อนที่แท้จริงในออสเตรเลีย แต่ทั่วประเทศมีหลายแสนตัว เฉพาะปี 1820 ถึง 1860 ประชากรม้าในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า จาก 3,969 ตัว เป็น 431,525 ตัว บางคนเชื่อว่าปัจจุบันอาจมีมากถึงหนึ่งล้านตัวก็เป็นได้
ม้าเถื่อนถือเป็นสัตว์รุกรานที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง รวมถึงการทำให้บ่อน้ำเน่าเสีย ทำลายพืชพรรณพื้นเมือง และทำให้ดินอัดแน่น การที่ม้าป่าเหยียบย่ำและกินพืชในพื้นที่หลบภัยของพืชและสัตว์พื้นเมืองหลายชนิด ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อสัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลีย ที่พึ่งพาพันธุ์พืชเฉพาะในการอยู่รอด
ม้าเถื่อนยังส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงโคนม เนื่องจากอาหารของสัตว์ทั้งสองชนิดมีความคล้ายคลึงกัน แม้ในฤดูปกติจะมีทุ่งหญ้าเพียงพอ แต่เมื่อเกิดภัยแล้ง การแย่งชิงอาหารจะรุนแรงขึ้นมาก ขณะที่เกษตรกรสามารถลดจำนวนโคนมเพื่อรักษาทุ่งหญ้า แต่ไม่สามารถทำเช่นนั้นกับม้าเถื่อนได้
นอกจากนี้ ม้าเถื่อนยังเป็นพาหะของโรคที่คุกคามอุตสาหกรรมโคเนื้อและโคนมได้ รวมถึงอุตสาหกรรมม้าของออสเตรเลีย ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6-7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ยังไม่นับที่หลายครั้งก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์
การสังหารม้าเถื่อนเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1800 และยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีสถิติแน่ชัดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาออสเตรเลียสังหารม้าเถื่อนไปทั้งหมดกี่ตัว แต่หากนับจากตัวเลขในเหตุการณ์ฆ่าหมู่ม้าเถื่อนครั้งสำคัญๆ ที่ระบุไว้ใน Wikipedia เมื่อนำมารวมกันก็มีจำนวนนับแสนตัว
วิกฤติอุทยานคอสซิอัสโก
หนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาม้าเถื่อนรุนแรงที่สุดคืออุทยานแห่งชาติคอสซิอัสโกในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 689,000 เฮกตาร์ ที่นี่มีสภาพแวดล้อมแบบอัลไพน์ ซึ่งเป็นระบบนิเวศบนภูเขาสูงเหนือแนวต้นไม้ มีอยู่เพียง 1 % ของทวีป เป็นที่อยู่ของสัตว์หลายชนิดที่ไม่พบในที่อื่นใด เช่น กบคอร์โรโบรีเหนือ (northern corroboree frog) หนูฟันกว้าง (broad-toothed rat) ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
รัฐนิวเซาท์เวลส์จึงตัดสินใจดำเนินมาตรการที่รุนแรงแต่จำเป็น คือ การตั้งเป้าลดประชากรม้าเถื่อนให้เหลือเพียง 3,000 ตัว ภายในกลางปี 2027 แผนการนี้ได้รับการอนุมัติในปี 2021 โดยใช้วิธีการต่างๆ เพื่อควบคุมจำนวน เช่น การดักจับ การย้ายถิ่นฐาน การยิงจากพื้นดินและจากอากาศ
แต่รายงานการสำรวจประชากรในปี 2023 พบว่าจำนวนม้าเถื่อนในคอสซิอัสโกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนประมาณ 12,500 ถึง 22,500 ตัว ซึ่งมากเกินกว่าพื้นที่อันเปราะบางจะรับไหว นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าหากไม่รีบดำเนินการ ประชากรม้าเถื่อนจะเพิ่มขึ้นในอัตรา 15-18 % ต่อปี
ในปี 2023 รัฐนิวเซาท์เวลส์จึงยกเลิกกฎหมายที่รับรองสถานะการเป็น “มรดก” ทางวัฒนธรรมของม้าเถื่อนในอุทยาน ม้าเถื่อนจึงได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับสัตว์รุกรานชนิดอื่นๆ ทั่วออสเตรเลีย เช่น กวาง หมู สุนัขจิ้งจอก และกระต่าย นอกจากนั้น ยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมในเดือนตุลาคม 2023 เพื่ออนุญาตให้ใช้การยิงจากทางอากาศเพิ่มจากวิธีอื่นๆ
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2023 มีการทดลองยิงม้าเถื่อนจากทางอากาศ โดยยิงม้าไป 270 ตัว ในเวลาสองวัน คำแถลงของรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า “ไม่มีเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียต่อสวัสดิภาพสัตว์” และ “ไม่มีม้าตัวใดได้รับบาดเจ็บที่ไม่ถึงแก่ชีวิต” ซึ่งหมายความว่าม้าเหล่านั้นเสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยมีความทุกข์ทรมานน้อย
หลังจากใช้วิธียิงม้าเถื่อนจากทางอากาศอย่างจริงจัง พบว่าม้าเถื่อนลดจำนวนลง 6,393 ตัว รวมกันแล้วเท่ากับกำจัดม้าไปกว่า 8,966 ตัวตั้งแต่ปลายปี 2021 การลดจำนวนอย่างรวดเร็วนี้ทำให้เป้าหมายการลดประชากรม้าเถื่อนให้เหลือ 3,000 ตัวภายในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2027 มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้จริง
ความขัดแย้ง
แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการคัดฆ่าม้าเถื่อน แต่ประเด็นนี้ก็ยังคงก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมออสเตรเลีย
ม้าบรัมบีถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การตั้งอาณานิคมของออสเตรเลีย ผู้สนับสนุนการอนุรักษ์ม้าบรัมบี โดยเฉพาะผู้อยู่ในพื้นที่ชนบท ถือว่าม้าเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและมรดกของพวกเขา ในขณะที่คนอื่นๆ มองว่าพวกมันเป็นร่องรอยของการตั้งอาณานิคม ที่สะท้อนถึงการกีดกันการดูแลที่ดินและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอะบอริจิน
ดังนั้น จึงมีการประท้วงต่อการยิงม้าเถื่อนมาโดยตลอด กลุ่มผู้คัดค้านมองว่าควรใช้วิธีการทำหมันหรือการย้ายที่อยู่แทน อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์โต้แย้งด้วยตัวเลขว่า การทำหมันประชากรม้าหลักหมื่นนั้นเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติและใช้งบประมาณสูงเกินไป การคัดฆ่าม้าเถื่อนจึงเป็นทางออกที่สมเหตุผลที่สุด
ความขัดแย้งเรื่องการลดจำนวนม้าเถื่อนนี้คงจะดำเนินต่อไปอีกยาวนาน และไม่มีใครรู้ว่าจะลงเอยอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ก็คือ การเลือกที่จะฆ่าสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเพื่อรักษาอีกนับร้อยชนิดพันธุ์ ถือเป็นภาระทางจริยธรรมที่หนักอึ้ง แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของโลกให้คงอยู่ถึงคนรุ่นหลัง และเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้อย่างไม่ลำบากใจจนเกินไปนัก
ข้อมูลอ้างอิง :
https://en.wikipedia.org/wiki/Brumby_shooting
https://www.nps.gov/articles/000/the-kaibab-deer-incident.htm
https://www.newsweek.com/feral-horses-brumbies-shot-helicopter-invasive-species-1850073


