รายงาน Munich Security Conference 2026 โดนัลด์ ทรัมป์คือ ‘ลูกตุ้มรื้อทำลาย’ ระเบียบโลก

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ในช่วงวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2026 จะมี “การประชุมประจำปีความมั่นคงมิวนิก 2026” (Munich Security Conference -MSC) ซึ่งเป็นการประชุมด้านความมั่นคงที่สำคัญของโลก จัดขึ้นมาครั้งแรกปี 1963 ต่อมา สิงคโปร์เลียนแบบนำมาจัดเป็นการประชุมสุดยอดด้านกลาโหมประจำปีของเอเชียแปซิฟิก เรียกว่า IISS Shangri-la Dialogue ที่จัดครั้งแรกในปี 2002

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนหน้าการประชุม MSC ได้เผยแพร่รายงานชื่อ Munich Security Report 2026: Under Destruction ที่กล่าวอย่างตรงๆว่า นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบียบความมั่นคงที่ทำให้ตะวันตก เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมถึงส่วนที่เหลืออื่นๆของโลก กำลังถูกโจมตีจากประธานาธิบดีทรัมป์ โลกได้เข้าสู่ยุค “การเมืองลูกตุ้มรื้อทำลาย” (wrecking ball politics) สหรัฐฯสร้างระเบียบโลกหลังปี 1945 ขึ้นมา แต่ ณ ขณะนี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับกลายเป็นผู้ทำลายระเบียบโลกของหลังสงคราม ที่ใช้เวลาสร้างมานานกว่า 80 ปี

อุปมาคล้ายการรื้ออาคารทำเนียบขาว

รายงาน Under Destruction กล่าวว่า เมื่อตุลาคม 2025 คนงานเริ่มทำการรื้อทำลาย หนึ่งในอาคารที่มีชื่อเสียงของโลก คืออาคารฝั่งตะวันออกของทำเนียบขาว สำหรับผู้สนับสนุนทรัมป์ การรื้ออาคารส่วนนี้สะท้อนคำสัญญาของทรัมป์ คือการสั่นคลอนนครหลวงวอชิงตันของคนชั้นนำ แทนที่จะปรับปรุงจากที่เป็นอยู่ ทรัมป์กลับรื้อทำลายอาคารนี้ เพื่อสร้างขึ้นมาใหม่ ผู้สนับสนุนทรัมป์มองทรัมป์ว่าคือ “ผู้สร้างสูงสุด” (builder in chief) การที่ทรัมป์สามารถระดมเงินจากเอกชนมาสร้างห้องเลี้ยงรับรองของทำเนียบขาว แสดงว่า ทรัมป์เป็นคนมีจิตใจที่สามารถจะทำอะไรก็ได้ และระวังการใช้เงินจากภาษีประชาชน

ส่วนคนที่ไม่สนับสนุนทรัมป์มองว่า โครงการก่อสร้างอาคารใหม่นี้ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ ที่ทรัมป์โจมตีค่านิยมที่ยึดถือมายาวนาน สะทอนความรังเกียจของทรัมป์ ที่มีต่อระเบียบแบบแผนและหลักการต่างๆ และการที่ทรัมป์ทำตัวในตำแหน่งประธานาธิบดี เหมือนกับเป็นทรัพย์สินส่วนตัว

บางคนมองการรื้อทำลายอาคารนี้ เหมือนวิธีการจัดการปัญหาของทรัมป์ คือใช้การรื้อทำลายลงไป โดยยังไม่คิดถึงทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้ การอาศัยเงินค่าก่อสร้างจากการสนับสนุนของเอกชน หมายความว่า ทรัมป์ใช้วิธีการแบบธุรกรรม หรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ในความสัมพันธ์ภาครัฐกับเอกชน การรื้ออาคารทำเนียบขาวก็เหมือนกับท่าทีของสหรัฐฯ ที่รื้อทำลายระเบียบระหว่างประเทศ หลังจากที่สร้างขึ้นมาได้นาน 80 ปี

โรงแรม Bayerischer Hof มิวนิก สถานที่จัดประชุมความมั่นคงนิวนิก ที่มาภาพ : wikipedia

ทรัมป์คือผู้ทำลายสำคัญสุด

รายงาน Under Destruction กล่าวว่า การพุ่งขึ้นมาของผู้นำการเมือง ที่มีความคิดทำลายล้าง เกิดจากความไม่พอใจของผู้คนในวงกว้าง ที่มีต่อสภาพแบบเดิม และการที่ผู้นำอ้างว่าได้รับอานัติจากประชาชน ที่จะทำการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง ในหลายประเทศ ความต้องการเปลี่ยนแปลงรุนแรง มาจากรับรู้ของประชาชนที่ว่า ระบอบการเมืองล้มเหลวที่จะทำตามที่สัญญาไว้  คนจำนวนมากมองว่า ระเบียบที่ดำรงอยู่คือ วิกฤติที่คนเราจะเข้าถึงสิ่งจำเป็น โดยไม่สร้างภาระการเงิน (affordability crisis) ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น การหมดโอกาสการเลื่อนฐานะทางสังคม และมาตรฐานชีวิตที่ตกต่ำลง สรุปสั้นๆคือ ชีวิตประชาชนไม่ได้ดีขึ้นเลย

ทัศนะที่มองว่า ระบอบการเมืองในประเทศ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขยายรวมไปถึงระดับระหว่างประเทศ ที่ไม่สามารถปฏิรูปเปลี่ยนแปลง เช่น สภาความมั่นคงของสหประชาชาติ องค์การการค้าโลก และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ส่วนความคิดเรื่องความก้าวหน้าและความทันสมัย ที่เคยมีพลังในอดีต ก็ขาดพลังที่จะสร้างความเชื่อถือ

ประชาชนในประเทศตะวันตก จึงมีทัศนะที่ต่อต้านการเปิดพรมแดน ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเท่าเทียมทางเพศ และระบอบเสรีนิยมระหว่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ประเทศตัวเอง เกิดความเสี่ยงต่อ “การตกต่ำทางอารยธรรมดั่งเดิม” 

ทั้งหมดนี้นำไปสู่บรรยากาศแบบใหม่ การทำลายและการล้มเลิกกลายเป็นวิธีการทางการเมืองที่ยอมรับกัน คนสำคัญสุดที่ล้มล้างโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่คือโดนัลด์ ทรัมป์ ความสำคัญของทรัมป์ ไม่ได้มาจากมาจากความมุ่งมั่นส่วนตัว หรือจากบุคลิก แต่เพราะสหรัฐฯเป็นชาติมีอำนาจมหาศาล ทางการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี

ศักยภาพการทำลาย ที่มาจากนโยบยต่างประเทศของทรัมป์ มีเพิ่มมากขึ้นไปอีก เนื่องจากระบบการควบคุมตรวจสอบอำนาจของประธานาธิบดี ค่อยๆถูกขจัดจนหมดไป ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการแบ่งขั้วการเมืองรุนแรงมากขึ้นในสหรัฐฯ ชัยชนะในสมัยที่สอง ทำให้ทรัมป์เชื่อว่า ตัวเองได้อานัติจากคนอเมริกัน ที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีก

รวมทั้งการที่ทรัมป์จะกำหนดบทบาทของสหรัฐฯต่อโลก โดยการตีความแบบส่วนตัวที่คับแคบว่า อะไรคือผลประโยชน์ของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจึงสรุปว่า “สหรัฐฯกลายเป็นประเทศ ที่มีนโยบายต่างประเทศ ที่มาจากระบอบการปกครอง แบบยึดค่านิยมส่วนตัว (personalist regime)” สัญชาตญาณของทรัมป์ ที่แทบไม่มีการถ่วงดุล จึงกลายเป็นนโยบายต่างประเทศ ที่ส่งผลต่อสหรัฐฯและระเบียบโลก

ที่มาภาพ : YouTube

ในหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ Present at the Creation ของ Dean Acheson อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หลังสงครามโลก กล่าวว่า ช่วงหลังสงคราม พลังจากความปั่นป่วน ภาระกิจสหรัฐฯคือช่วงของการสร้างประเทศที่เป็นครึ่งหนึ่งของโลก แต่ต่อมา ภายในเวลาช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์แถลงต่อรัฐสภาว่า สหรัฐฯมีภารกิจสร้างโลกเสรีใหม่จากความปั่นป่วน เพราะระเบียบโลกที่เป็นอยู่ ไม่ได้รับใช้ประโยชน์สหรัฐฯอีกต่อไป และถูกใช้ประโยชน์จากประเทศอื่น

ปัญหาท้าทายของทรัมป์ที่มีต่อระเบียบโลก ไม่ใช่การปรับตัวทางนโยบายของสหรัฐฯ แต่เป็นการจัดการในสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “สามเหลี่ยมของสันติภาพ” ที่เคยเป็นยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ นับจากปี 1945 หลังสงครามโลก ยุทธศาสตร์หลักสหรัฐฯ ที่ตั้งบนพื้นฐานความเชื่อ 3 ประการ คือ

ข้อที่ 1 ความเชื่อที่ว่า สถาบันพหุภาคีและค่านิยมสากล (universal value) ไม่ใช่สิ่งที่เป็นข้อจำกัด แต่คือสิ่งที่เพิ่มพูนอำนาจของสหรัฐฯ ข้อที่ 2 ความเชื่อที่ว่า ระเบียบโลกที่เปิดกว้าง และการบูรณาการทางเศรษฐกิจ คือสิ่งที่สนองความรุ่งเรืองและความมั่นคงของสหรัฐฯ ข้อที่ 3 ความเชื่อที่ว่า ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน  และความร่วมมือที่ใกล้ชิดของประเทศเสรีประชาธิปไตย คือสิ่งที่เป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ และควรเป็นสิ่งชี้นำนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ

การโจมตีของทรัมป์ต่อความเชื่อข้อที่ 1 คือการถอนตัวจากองค์การระหว่างประเทศ 66 แห่ง เมื่อเข้ารับตำแหน่ง ก็ถอนตัวทันทีออกจากองค์การอนามัยโลก และข้อตกสภาพอากาศปารีส นอกจากนี้ยังใช้ท่าทีแบบท้าทายต่อหลักการสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ในการบุกจับตัวผู้นำเวเนซูเอลา เจ้าหน้าที่ของทรัมป์อ้างกฎหมายภายในสหรัฐฯ ทรัมป์บอกกับ New York Times ว่า ไม่ต้องการกฎหมายระหว่างประเทศ สิ่งที่จะมาจำกัดอำนาจของเขาคือ ศีลธรรมของตัวเขาเองเท่านั้น

แต่สิ่งที่สร้างความตกตะลึงทั่วโลก คือการที่สหรัฐฯเพิกเฉยต่อหลักการพื้นฐานของระเบียบโลกหลังสงคราม ซึ่งก็คือเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดน และการห้ามใช้กำลังเพื่อการข่มขู่ต่อประเทศอื่น ภายในหนึ่งปีที่ครองอำนาจ ทรัมป์ใช้กำลังทหารโจมตีเป้าหมายในหลายประเทศ และการข่มขู่ที่จะยึดครองปานามากลับคืนมา หรือเกาะกรีนแลนด์

แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า “การสั่นสะเทือนจากทรัมป์” อาจมีสิ่งที่เป็นด้านบวก การเมืองแบบลูกตุ้มรื้อทำลาย อาจทำให้เกิดโอกาสการสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่า เหมือนกับแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ Joseph Schumpeter เรื่อง “การทำลายแบบสร้างสรรค์” คือการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ไม่สามารถมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป

การที่ทรัมป์ใช้วิธีการเผชิญหน้า สามารถเอาชนะความเฉื่อยชาขององค์กร ทำให้คนมีอำนาจรับผิดชอบถูกบังคับให้ต้องแก้ปัญหาที่ละเลยมานาน ตัวอย่างเช่น ประเทศในยุโรปที่เป็นสมาชิกนาโต้ ยอมเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศเป็น 5% ของ GDP เมื่อถึงปี 2035 เพราะกลัวว่า สหรัฐฯจะถอนตัวจากนาโต้

เอกสารประกอบ

Munich Security Report 2026: Under Destruction, February 2026.