“สาธุคุณ เจสซี แจ็กสัน” ผู้นำขบวนการสิทธิพลเมืองสหรัฐ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

สาธุคุณ เจสซี แจ็กสัน ที่มาภาพ:https://www.rainbowpush.org/rev-jesse-jackson-bio

สาธุคุณ เจสซี แจ็กสัน ศาสนาจารย์นิกายแบ๊บติสต์และอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสองสมัย ผู้ซึ่งสุนทรพจน์อันทรงพลังและสารแบบประชานิยมได้ผลักดันขบวนการสิทธิพลเมืองในช่วงหลายทศวรรษหลังการลอบสังหารสาธุคุณ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 จากแถลงการณ์ของครอบครัว

“พ่อของพวกเราเป็นผู้นำที่รับใช้ผู้อื่น ไม่เพียงต่อครอบครัวของเราเท่านั้น แต่ต่อผู้ถูกกดขี่ ผู้ไร้เสียง และผู้ที่ถูกมองข้ามทั่วโลก” ครอบครัวแจ็กสันระบุในแถลงการณ์

ในรายงานข่าว Rev. Jesse Jackson, a civil rights icon, dies at 84 ของสำนักข่าว NBC News ผู้นำสิทธิพลเมือง สาธุคุณ อัล ชาร์ปตัน กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ประเทศของเราได้สูญเสียหนึ่งในเสียงทางศีลธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” พร้อมยกย่องชายผู้ “แบกประวัติศาสตร์ไว้ในย่างก้าว และความหวังไว้ในเสียงของเขา”

“สาธุคุณแจ็กสันยืนหยัดอยู่ทุกแห่งหนที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกคุกคาม ตั้งแต่การต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในต่างแดน ไปจนถึงความอยุติธรรมในประเทศ เสียงของเขาดังก้องทั้งในห้องประชุมผู้บริหารและในห้องขัง” ชาร์ปตันกล่าว

ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตในทันที โดยครอบครัวระบุว่าแจ็กสันจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางคนที่เขารักอยู่รายล้อม

ตามข้อมูลขององค์กร Rainbow PUSH Coalition ของเขา สาธุคุณแจ็กสันเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อเดือนพฤศจิกายน และใช้ชีวิตมานานกว่าทศวรรษกับโรคพีเอสพี (Progressive Supranuclear Palsy – PSP) ซึ่งเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่ส่งผลต่อความสามารถในการเดินและการกลืนอาหาร และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

สาธุคุณแจ็กสันเปิดเผยในปี 2560 ว่าป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน โดยก่อนหน้านั้นได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่ Northwestern Medicine ในนครชิคาโก อย่างน้อยสองปี ก่อนประกาศการวินิจฉัยต่อสาธารณะ

ครอบครัวระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่าจะมีการจัดพิธีการทางศาสนาในนครชิคาโก และองค์กร Rainbow PUSH Coalition จะประกาศแผนงานจัดงานไว้อาลัยพิธีในรูแบบ celebration of life events (การจัดงานไว้อาลัยผู้ล่วงลับ ที่เน้นการเล่าเรื่องราวความสุข ความทรงจำเชิงบวก และยกย่องคุณค่าชีวิต แทนที่จะเป็นความโศกเศร้าแบบเดิม รวมทั้งมีกิจกรรมที่สะท้อนตัวตนของผู้จากไป)  

สาธุคุณแจ็กสันเกิดที่เมืองกรีนวิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา และก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลสำคัญในยุค ขบวนการสิทธิพลเมือง โดยร่วมการชุมนุมเคียงข้างสาธุคุณ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กิจกรรมเคลื่อนไหวของเขายาวนานหลายทศวรรษ รวมถึงการลงสมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1984 และ 1988

ในการลงสมัครครั้งแรก เขาได้คะแนนเสียงใน primary vote (กระบวนการที่สมาชิกพรรคการเมืองลงคะแนนเสียงเพื่อคัดเลือกตัวแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี)มากกว่า 18% และชนะการเลือกตั้ง primary และ caucus (ดำเนินการโดยพรรคการเมือง และเป็นการประชุมส่วนบุคคลของแต่ละพรรค ซึ่งจัดขึ้นในระดับเขต อำเภอ หรือในย่านชุมชน )  หลายรัฐ

บทความที่ให้ข้อมูลของสาธุคุณแจ๊กสันในปี 1984 ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ระบุว่า “เพียงแค่การเป็นคนผิวดำ และทำให้ผู้สมัครคนอื่นต้องคำนึงถึงศักยภาพที่แท้จริงของเขาในการรวบรวมคะแนนเสียงจากคนผิวดำซึ่งพวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพา แจ็กสันก็ได้สร้างผลกระทบแล้ว”

สี่ปีต่อมา เขาต่อยอดความสำเร็จด้วยการชนะ primary และ caucus รวม 11 แห่ง

สาธุคุณแจ๊กสันเริ่มงานเคลื่อนไหวในฐานะผู้จัดตั้งกับองค์กร Congress of Racial Equality โดยเข้าร่วมการเดินขบวนและการนั่งประท้วง เขาศึกษาที่มหาวิทยาลัย North Carolina A&T State University และสำเร็จการศึกษาด้านสังคมวิทยา ระหว่างศึกษาด้านศาสนศาสตร์ที่ Chicago Theological Seminary เขาระดมนักศึกษาให้สนับสนุนมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และเข้าร่วมการเดินขบวนเซลมาสู่มอนต์โกเมอรี(Selma-to-Montgomery march )ในรัฐแอละแบมาเมื่อปี 1965

หลังจากนั้นไม่นาน แจ็กสันได้เข้าร่วมองค์กร Southern Christian Leadership Conference (SCLC) เพื่อทำงานเคียงข้างมาร์ติน ลูเธอร์ คิง แบบเต็มเวลา เขาได้รับคำชื่นชมจากคิงในฐานะคนหนุ่มที่ดูแลโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมพลังชุมชนของ SCLC ที่ชื่อ Operation Breadbasket โดยคิงกล่าวว่า “เรารู้ว่าเขาจะทำงานได้ดี แต่เขาทำได้ดียิ่งกว่าคำว่าดีเสียอีก”

การหาเสียงปี 1984 ของแจ็กสันต้องสะดุดเมื่อเขาใช้คำเหยียดชาวยิวว่า “hymies” และเรียกนครนิวยอร์กว่า “hymietown” ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ช่วงแรกเขาปฏิเสธว่าไม่ได้พูดและกล่าวหาว่าชาวยิวพุ่งเป้าโจมตีการรณรงค์ของเขา ต่อมาเขายอมรับว่าใช้ถ้อยคำดังกล่าวจริงและได้กล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ

ในปี 1991 แจ็กสันได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน “วุฒิสมาชิกเงา” สองคนของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อผลักดันสถานะรัฐ และดำรงตำแหน่งหนึ่งสมัย

แจ็กสันยังมีบทบาทช่วยให้ชาวอเมริกันหลายรายทั่วโลกได้รับการปล่อยตัว ในปี 1999 เขาเจรจาให้ทหารสหรัฐสามนายที่ถูกควบคุมตัวในยูโกสลาเวียได้รับอิสรภาพ ประธานาธิบดีบิล คลินตันมอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ให้แก่เขาในปีถัดมาเพื่อยกย่องความทุ่มเทดังกล่าว

ความสำเร็จอื่น ๆ ของแจ็กสัน ได้แก่ การช่วยให้การปล่อยตัวนักบินกองทัพเรือสหรัฐในปี 1984 จากการควบคุมตัวของซีเรียหลังเครื่องบินถูกยิงตก การช่วยปล่อยตัวชาวอเมริกันอย่างน้อย 16 คนในคิวบาในปี 1984 ผู้หญิงและเด็ก 700 คนจากอิรักในปี 1990 และชาวอเมริกันเชื้อสายแกมเบียสองคนจากเรือนจำในประเทศแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2012

กระแสการไว้อาลัยแจ็กสันหลั่งไหลเข้ามา โดยนักการเมืองจากทั้งสองพรรคต่างยกย่องบทบาทของเขาในงานด้านสิทธิพลเมือง

ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครต จากรัฐนิวยอร์ก โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า แจ็กสัน “เป็นเสียงระดับตำนานของผู้ไร้เสียง” และ “สร้างแรงบันดาลใจให้เราคงความหวังไว้ในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรมสำหรับทุกคน” ขณะที่ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา พรรคเดโมแครต จากรัฐนิวยอร์ก ยกย่องเขาว่า “หนึ่งในพลังที่ทรงอิทธิพลที่สุดเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในประเทศและในโลกของเรา”

อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่าแจ็กสันเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวอเมริกันหลายรุ่น รวมถึงผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมระบุว่า “ผมรู้จักสาธุคุณแจ็กสันในแบบที่ประวัติศาสตร์จะจดจำเขา ชายผู้เป็นของพระเจ้าและของประชาชน มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และไม่หวาดหวั่นต่อภารกิจในการเยียวยาจิตวิญญาณของชาติเรา”

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social เมื่อวันอังคารว่า แจ็กสัน “เป็นคนดี มีบุคลิกโดดเด่น ความทรหด และไหวพริบแบบคนภาคสนาม”

“เขารักครอบครัวของเขาอย่างยิ่ง และผมขอแสดงความเสียใจอย่างสูงต่อพวกเขา” ทรัมป์กล่าวในโพสต์ “เราจะคิดถึงเจสซี”

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แจ็กสันวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองชั้นนำอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เขาประณามการทำหน้าที่ประธานาธิบดีของทรัมป์ โดยกล่าวว่า “ความก้าวหน้าด้านสิทธิพลเมืองตลอด 50 ปีถูกคุกคาม”

แจ็กสันให้การสนับสนุนวุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส ผู้สมัครอิสระจากรัฐเวอร์มอนต์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 และแซนเดอร์สก็กล่าวยกย่องเขาระหว่างการหาเสียง

“เป็นหนึ่งในเกียรติสูงสุดในชีวิตของผมที่ได้รับการสนับสนุนจากชายผู้เอาชีวิตเป็นเดิมพันมาตลอด 50 ปีในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม” แซนเดอร์สกล่าวในเวลานั้น