แก๊งมาเฟียสเปซเอ็กซ์กำลังรุ่งโรจน์ตามรอยรุ่นพี่แก๊งเพย์พัล กูเกิล และบริษัทเทคอื่นๆ

สุนิสา กาญจนกุล

ภาพจากนิตยสารฟอร์จูนภาพนี้ ถ่ายทำเมื่อปี 2007 เพื่อใช้ประกอบบทความเกี่ยวกับความสำเร็จทางธุรกิจของกลุ่มคนที่เคยทำงานกับเพย์พัลก่อนออกมาก่อตั้งกิจการของตัวเอง และทำให้มีการเรียกขานพวกเขาว่า “มาเฟียเพย์พัล” ที่มาภาพ: https://fortune.com/article/paypal-mafia/

เมื่อได้ยินคำว่ามาเฟีย สิ่งที่ปรากฏขึ้นในความคิดของเราคงจะเป็นภาพของกลุ่มอาชญากรที่ทำงานร่วมกันเป็นองค์กร มีระบบที่จัดตั้งมาอย่างดี จนกลายเป็นจอมบงการที่ทรงอำนาจอย่างยิ่ง

แต่ในแวดวงธุรกิจ คำนี้ถูกยืมมาใช้เพื่อเรียกขานอดีตพนักงานจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่ออกมาจากบริษัทเดิม แล้วแยกย้ายไปก่อตั้งบริษัทใหม่ที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังจับกลุ่มกันเป็นเครือข่ายที่ค่อนข้างเหนียวแน่น จนมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อวงการเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจโลก

กลุ่มคนเหล่านี้ถูกเรียกแบบรวมๆ ว่า “มาเฟียเทคโนโลยี (Tech Mafia)” ฉายานี้มีต้นกำเนิดในปี 2007 เมื่อนิตยสารฟอร์จูนเผยแพร่ภาพหมู่ของอดีตพนักงานบริษัทเพย์พัลที่แต่งกายสไตล์มาเฟีย เพื่อสื่อถึงอิทธิพลและความสำเร็จของคนกลุ่มนี้ที่มีมูลค่ามากกว่าสองแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ และเรียกพวกเขาว่า “มาเฟียเพย์พัล (PayPal Mafia)”

ปรากฏการณ์ความสำเร็จของกลุ่มอดีตพนักงานบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง เช่น เพย์พัล กูเกิล เฟซบุ๊ก ไมโครซอฟต์ ฯลฯ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และล่าสุด ศิษย์เก่าของบริษัทชั้นนำด้านอวกาศอย่างสเปซเอ็กซ์ ก็กำลังรุ่งโรจน์ตามรอยรุ่นพี่ ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ 141 แห่ง มูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

คล้ายแต่ไม่เหมือน

จะว่าไปแล้ว ปรากฏการณ์มาเฟียเทคโนโลยีอาจไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว ในยุคเรอแนสซองส์ ตระกูลเมดิซีก็ใช้ความมั่งคั่งของตนเพื่อสนับสนุนศิลปินและนักประดิษฐ์จำนวนมาก

นอกจากนั้น แก๊งมาเฟียเทคโนโลยียังมีความคล้ายคลึงกับโครงสร้างธุรกิจแบบไซบัตสึ (Zaibatsu) ของญี่ปุ่น และแชบอล (Chaebol) ของเกาหลีใต้อยู่ไม่น้อยเลย

ไซบัตสึคือกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคเมจิ (1868) จนถึงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นกลุ่มทุนที่ครอบครัวหลักเป็นเจ้าของและบริหารจัดการ ควบคุมอุตสาหกรรม การเงิน และการค้าอย่างเบ็ดเสร็จ ตัวอย่างเช่น มิตซุยและมิตซูบิชิ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ควบคุมมากกว่า 30 % ของจีดีพีประเทศในช่วงทศวรรษ 1930

ขณะที่แชบอลคือกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในเกาหลีใต้ที่บริหารและควบคุมโดยตระกูลผู้ก่อตั้งเพียงตระกูลเดียว มีลักษณะการดำเนินธุรกิจแบบเครือญาติ ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม โดยมักได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจนเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ซัมซุงและฮุนได

แต่แรงบันดาลที่ใกล้เคียงที่สุดเริ่มขึ้นในในปี 1957 เมื่อพนักงานที่ถูกเรียกว่า “กลุ่มแปดกบฏ (Traitorous Eight)” ของช็อกลีย์ เซมิคอนดักเตอร์ ลาออกจากบริษัท แล้วก่อตั้งแฟร์ไชลด์ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอินเทล เอเอ็มดี และบริษัทเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ อีกหลายแห่ง

เพย์พัลคือต้นทาง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของอดีตพนักงานเพย์พัลคือต้นกำเนิดของสิ่งที่เรียกกันว่าแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

เพย์พัลก่อตั้งในปี 1998 โดยกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เล็งเห็นอนาคตอันรุ่งเรืองของการชำระเงินออนไลน์ ถึงปี 2002 อีเบย์เข้าซื้อกิจการเพย์พัลด้วยมูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ผู้ก่อตั้งเพย์พัลและพนักงานยุคแรกหลายคนกลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน

หลังจากขายกิจการ คนกลุ่มนี้ไม่ได้เกษียณไปใช้ชีวิตหรูหรา แต่กลับนำเงินทุน ความรู้ และความสัมพันธ์เดิมไปก่อตั้งหรือลงทุนในบริษัทใหม่ๆ จนกลายเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมแทบทุกสาขาเทคโนโลยี และถูกเรียกขานว่า แก๊งมาเฟียเพย์พัล

ตัวอย่างของสมาชิกที่โดดเด่นในแก๊งนี้ ได้แก่

  • ปีเตอร์ ธีล ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตประธานคณะผู้บริหารของเพย์พัล ซึ่งถูกเรียกว่า “ดอน (Don)” ซึ่งหมายถึงหัวหน้าใหญ่ ธีลก่อตั้งบริษัทชื่อพาลันเทียร์ (Palantir) และเป็นผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
  • อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลา สเปซเอ็กซ์ นิวรัลลิงก์ เอ็กซ์เอไอ และเป็นเจ้าของเอ็กซ์ (เดิมคือทวิตเตอร์)
  • แชด เฮอร์ลีย์ สตีฟ เชน และยาวีด คาริม สามผู้ก่อตั้งยูทูบ
  • รีด ฮอฟแมน ผู้ก่อตั้งลิงก์อิน (LinkedIn)

ในปี 2020 วารสารฮาร์วาร์ดบิสซิเนสรีวิวประเมินว่า กิจการที่ถือกำเนิดจากสมาชิกแก๊งมาเฟียเพย์พัลนั้นมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ

นอกจากแก๊งมาเฟียเพย์พัล ยังมีมาเฟียเทคโนโลยีแก๊งอื่นๆ อีกมากมาย เว็บไซต์ everythingstartups.com ระบุว่ามีแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีชั้นนำไม่ต่ำกว่า 11 กลุ่ม ที่เป็นดาวเด่นอยู่ในซิลิคอน แวลลีย์ โดยวัดจากจำนวนบริษัทที่ก่อตั้งโดยอดีตพนักงานและมูลค่าที่สร้างขึ้น เช่น แก๊งมาเฟียกูเกิล แก๊งมาเฟียไมโครซอฟต์ แก๊งมาเฟียทวิตเตอร์ ฯลฯ

โดยแก๊งมาเฟียกูเกิลที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “Xoogler” ถือเป็นเครือข่ายใหญ่สุด ศิษย์เก่าของกูเกิลก่อตั้งบริษัทรวมกัน 2,423 แห่ง รวบรวมเงินทุนไปได้ถึง 1.14 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ

พลังแห่งเครือข่าย

แก๊งมาเฟียเทคโนโลยีมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากเครือข่ายธุรกิจทั่วไป พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่เคยทำงานด้วยกัน แต่เป็นระบบนิเวศที่มีการเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นผ่านการลงทุน การให้คำปรึกษา และการสนับสนุนธุรกิจซึ่งกันและกัน

จนบางครั้งมีการเรียกขานแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีว่าเป็น “เครือข่ายศิษย์เก่า (Alumni Networks)” เพราะมีลักษณะการอุปถัมภ์ค้ำชูแบบรุ่นพี่รุ่นน้องคล้ายคลึงกับการรวมตัวตั้งสมาคมของศิษย์เก่าที่จบการศึกษามาจากสถาบันเดียวกัน

สมาชิกของแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีมักจะร่วมลงทุนในบริษัทของเพื่อนร่วมกลุ่ม นั่งอยู่ในคณะกรรมการบริหาร แนะนำลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ช่วยเหลือกันในการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ รวมถึงแบ่งปันความรู้ และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่คล้ายคลึงกันในบริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้น

กลไกสำคัญที่ทำให้แก๊งมาเฟียเทคโนโลยีทรงพลังอย่างยิ่งก็คือ พลังของเครือข่าย เมื่อสมาชิกในกลุ่มประสบความสำเร็จและร่ำรวยขึ้น พวกเขาก็มีทรัพยากรมากขึ้นในการสนับสนุนสมาชิกคนอื่นๆ จนกลายเป็นวงจรของความสำเร็จที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแสดงให้เห็นว่า สตาร์ทอัพที่เจ้าของเคยเป็นผู้ก่อตั้งหรือผู้บริหารของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมีโอกาสได้รับการลงทุนมากสตาร์ทอัพทั่วไปถึง 3 เท่า และมีมูลค่าบริษัทเฉลี่ยสูงกว่า 2.5 เท่า

รูปแบบความสำเร็จของแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ส่งผลให้ในเวลาต่อมา นักธุรกิจในภูมิภาคอื่นต่างก็พากันเลียนแบบ เช่น กลุ่มมาเฟียสไกป์ (Skype Mafia) ในยุโรป หรือกลุ่มมาเฟียแกร็บ (Grab Mafia) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สเปซเอ็กซ์พุ่งทะยาน

ล่าสุด แก๊งมาเฟียเทคโนโลยีที่กำลังฉายรัศมีที่โดดเด่นไล่ตามรุ่นพี่ก็คือแก๊งมาเฟียสเปซเอ็กซ์ โดยมี alumnifounders.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมและติดตามข้อมูลของบรรดาบริษัทสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยอดีตพนักงานของสเปซเอ็กซ์

เว็บไซต์นี้เป็นเหมือนฐานข้อมูลของบริษัทต่างๆ ที่เกิดจากอดีตพนักงานของสเปซเอ็กซ์ เป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาเพื่อเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมลงทุน หรือสมัครเข้าร่วมงานได้อย่างสะดวก

จากข้อมูลล่าสุดในช่วงต้นปี 2026 อดีตพนักงานของสเปซเอ็กซ์ก่อตั้งสตาร์ทอัพไปแล้วมากกว่า 141 บริษัท รวมมูลค่าการระดมทุนกว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย อย่างเช่น อวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ การขนส่ง/ยานยนต์ และพลังงาน

สร้างแรงสั่นสะเทือน

กำเนิดของแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก ข้อมูลจาก CB Insights ระบุว่า บริษัทที่ก่อตั้งโดยอดีตพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 10 อันดับแรก มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2023

เฉพาะกลุ่มมาเฟียเพย์พัลเพียงกลุ่มเดียวก็สร้างบริษัทที่มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ และจ้างงานมากกว่า 500,000 ตำแหน่งทั่วโลก

แก๊งมาเฟียเทคโนโลยียังมีอิทธิพลต่อทิศทางของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เมื่อสมาชิกของกลุ่มเหล่านี้ลงทุนในธุรกิจด้านใดด้านหนึ่ง ทรัพยากรและความสนใจก็จะไหลไปที่นั่น ตัวอย่างเช่น เมื่อสมาชิกกลุ่มมาเฟียเพย์พัลสนใจธุรกิจอวกาศและยานยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจเหล่านี้ก็ได้รับการลงทุนและความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แก๊งมาเฟียเทคโนโลยียังทำให้เกิดความกังวลหลายประการ ประเด็นแรกคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อทรัพยากรและโอกาสมีแนวโน้มที่จะหลั่งไหลไปยังคนที่อยู่ในเครือข่ายเหล่านี้ คนที่อยู่นอกเครือข่ายอาจได้รับโอกาสน้อยลง การศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า สตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าสตาร์ทอัพทั่วไปถึง 5 เท่า

ประเด็นที่สองคือการขาดความหลากหลาย สมาชิกของแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีส่วนใหญ่เป็นชายผิวขาวและมาจากพื้นฐานทางการศึกษาที่คล้ายคลึงกัน วารสารฮาร์วาร์ด บิสสิเนส รีวิว รายงานว่า ในปี 2023 บรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทร่วมลงทุนนั้น มีเพียง 12 %  ที่ผู้ก่อตั้งเป็นผู้หญิง และเพียง 3 % ที่ผู้ก่อตั้งเป็นคนผิวดำ

ประเด็นที่สามคือความกังวลเรื่องการผูกขาดและการแข่งขัน เมื่อสมาชิกของแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีควบคุมธุรกิจหลายแห่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน อาจเกิดการร่วมมือที่ลดทอนการแข่งขัน หน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศจึงเริ่มให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปที่มีการออกกฎหมาย Digital Markets Act เพื่อดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่ให้ตกอยู่ในความครอบงำของคนเพียงกลุ่มเดียว

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แก๊งมาเฟียเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มอดีตพนักงานที่ประสบความสำเร็จอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างอำนาจใหม่ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในยุคใหม่ได้อีกด้วย เป็นตัวอย่างของการที่เครือข่ายบุคคลสามารถสร้างผลกระทบมหาศาลให้กับโลกได้อย่างเหลือเชื่อ