วรากรณ์ สามโกเศศ

โจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre Museum) ในกรุงปารีสเมื่อเร็ว ๆ นี้ทำให้ชาวโลกตะลึงในความรวดเร็วเเละประสิทธิภาพในการทำงานที่ใช้เวลาไม่กี่นาทีได้เครื่องเพชรไปเป็นมูลค่ากว่า 88 ล้านยูโร (ประมาณ 3,300 ล้านบาท) อาชญากรรมที่ง่ายดายและได้รับผลตอบแทนสูงเช่นนี้ทำให้เกิดความเป็นห่วงความปลอดภัยของอีกหลายร้อยหลายพันพิพิธภัณฑ์ในโลก นอกจากนี้การโจรกรรมเตือนให้นึกถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่พิพิธภัณฑ์แห่งเดียวกันนี้เมื่อ 100 กว่าปีก่อนที่ทำให้ภาพวาดหนึ่งกลายเป็นสิ่งอมตะของโลกไป
โจรกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา โจรที่อยู่ในร่างของคนงานก่อสร้างเข้าไปขโมยอย่างซึ่ง ๆ หน้าในเวลากลางวันแสก ๆ หลังจากที่พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมไม่กี่นาที ทั้งหมดใช้เวลา 8 นาที โดย 4 นาทีในพิพิธภัณฑ์ และอีก 4 นาทีนอกอาคาร เรื่องก็มีอยู่ว่าคนงานก่อสร้าง 2 คนขึ้นไปชั้นสองของอาคารผ่านด้านระเบียงโดยอาศัยรถยกของแบบลิฟต์ จากนั้นก็ใช้เลื่อยตัดกระจกหน้าต่างสัญญาณเกิดดังขึ้นมีการ์ดวิ่งมาแต่โจรก็ขู่ด้วยอาวุธพร้อมกับคว้าของล้ำค่า 9 ชิ้น จาก 2 ตู้ที่ตั้งแสดง จากนั้นก็ลงมาถึงพื้นดินด้วยรถยก และเพื่อนอีก 2 คนก็รับขึ้นรถสกู๊ตเตอร์วิ่งหายไป
9 ชิ้นนั้นประกอบด้วยสมบัติล้ำค่าของชาติทั้งสิ้น อันได้แก่ มงกุฏเพชร ตุ้มหูและสร้อยคอเพชร เครื่องเพชรอื่น ๆ ที่โดดเด่นที่สุดคือมงกุฏของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ชุดสร้อยคอมรกต ตุ้มหูเพชรของจักรพรรดินี Maria Louise และเข็มกลัดกับรัดเกล้า ของจักรพรรดินี Eugénie de Montijo แต่ในขณะที่กำลังหนีได้ทำชิ้นหลังนี้หล่นจึงได้ไปทั้งหมด 8 ชิ้น ทางการฝรั่งเศสแถลงว่าของที่ถูกขโมยไปเป็นมรดกของชาติ มีค่าเกินกว่าที่จะประเมินได้เพราะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ และเป็นความภูมิใจของชาวฝรั่งเศส
ภายในเวลาเพียง 6 วัน ตำรวจฝรั่งเศสก็จับผู้ต้องสงสัยได้ 2 คน หลังจากสอบสวนอย่างกว้างขวาง เก็บหลักฐาน DNA นับร้อยชิ้นจากเหงื่อ น้ำลาย เซลล์ผิวหนัง เส้นผม ฯลฯ ตลอดจนหลักฐานอื่น ๆ ที่โจรทิ้งไว้ ที่น่าแปลกใจก็คือโจรมีการวางแผนกันมาเป็นอย่างดีเเละแผนการก็ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนเหมือนภาพยนตร์แนวนี้ แต่กลับทิ้งร่องรอยไว้มากมายนับตั้งแต่ที่ตัดกระจก บันได หมวก รถยกของและอุปกรณ์ในการโจรกรรมอีกหลายชิ้น หลักฐาน DNA คือกุญแจนำไปสู่การจับกุมอีก 5 คน ตำรวจเชื่อว่าในการทำงานสนามมี 4 คนร่วมกันเป็นทีม ส่วนที่เหลืออาจมีส่วนร่วมในลักษณะอื่น ๆ อย่างไรก็ดีประเด็นสำคัญก็คือสิ่งที่ถูกโจรกรรมไปทั้งหมดนั้นตำรวจยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
การสอบสวนพบว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ตระหนักดีถึงจุดอ่อนในการดูแลทรัพย์สิน ได้มีการตรวจประเมิน และกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการแก้ไขแต่ก็มาถูกโจรกรรมเสียก่อน ครั้งสุดท้ายที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกโจรกรรมก็คือเมื่อปี 1998 โดยภาพวาดมีชื่อถูกขโมยไป ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศสหลายแห่งถูกโจรกรรมเพราะปัญหาการดูแลทรัพย์สิน ในเดือนพฤศจิกายนปี 2024 สองพิพิธภัณฑ์ถูกขโมยเเละ อีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งในเดือนกันยายน ปี 2025 ในเวลาห่างกันไม่กี่วันโจรขโมยทองคำมูลค่า 600,000 ยูโร(22.6 ล้านบาท) จาก The National Museum of Natural History ในกรุงปารีส
โจรกรรมของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่ดังสุด ๆ เกิดขึ้นในปี 1911 โดยช่างไม้ชาวอิตาลีชื่อ Vincenzo Peruggia ผู้เคยทำงานให้พิพิธภัณฑ์ติดตั้งกล่องกระจกป้องกันรูปภาพศิลปะสำคัญต่าง ๆ ในวันที่ 20 สิงหาคมเขาซ่อนตัวในพิพิธภัณฑ์ข้ามคืนเเละในวันรุ่งขึ้นคือวันจันทร์ที่พิพิธภัณฑ์ปิดทำการเพื่อซ่อมแซม เขาถอดกรอบรูปและเอาภาพวาดที่มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า La Joconde ขนาด 77 x 53 เซนติเมตรม้วนซ่อนในเสื้อทำงานและเดินออกไปอย่างสบาย ๆ กว่าจะรู้ว่าภาพถูกขโมยก็ผ่านไปเเล้วเป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมง
ถึงแม้จะสอบสวนและสืบสวนอย่างไรตำรวจก็จับใครไม่ได้เลย ภาพนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นเวลากว่า 2 ปี จนในเดือนธันวาคมปี 1913 Peruggia พยายามขายภาพนี้ให้เเก่พ่อค้าศิลปะ ซึ่งตกตะลึงเมื่อเห็นภาพวาดและบอกตำรวจให้จับ ภาพวาดนี้ก็คือ Mona Lisa ซึ่งเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของภาพที่วาดโดย Leonardo da Vinci จากนั้นได้กลับมาแขวนที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์อีกครั้งหนึ่งและอยู่ที่นั่นตลอดมา ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าชมไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านคน (80% ของผู้เข้าพิพิธภัณฑ์ต้องการชมภาพ Mona Lisa)
ก่อนหน้าถูกขโมย ชาวโลกก็รู้จัก Mona Lisa กันพอควร ข่าวคราวการโจรกรรมทำให้เป็นข่าวพาดหัวตัวโตทั่วโลก ผู้คนติดตามข่าวการค้นหาเป็นเวลากว่า 2 ปี จนทำให้ Mona Lisa เป็นที่รู้จักกันไปทั่วและได้กลายเป็นภาพวาดที่คนรู้จักมากที่สุดในโลก การโจรกรรมครั้งนั้นได้เปลี่ยนสถานะของภาพวาดหนึ่งให้เป็นอมตะ อีกทั้งทำให้มีการยกเครื่องการดูแลทรัพย์สินศิลปะของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ครั้งใหญ่ อย่างไรก็ดีวันเวลาผ่านไป ความเข้มข้นก็ลดลงจนพ่ายแพ้แก่ความง่ายดายในการขโมยในที่สุด
หลังเหตุการณ์โจรกรรมปี 2025 ครั้งนี้ ชาวโลกต่างวิพากษ์วิจารณ์และสงสัยเป็นอันมากว่าอะไรเป็นเหตุจูงใจและใครเป็นตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง และจะได้สมบัติคืนมาครบหรือไม่ ข้อสังเกตพอสรุปได้ดังนี้
(1) โจรไม่สนใจเพชรมีค่าเม็ดอื่นที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน เช่นเพชรเม็ดชื่อ Regent (มูลค่า 5 ล้านยูโร หรือ190 ล้านบาท) / Sancy (400 ล้านบาท) / Hortensia (500 ล้านบาท) หากมุ่งไปที่มรดกล้ำค่าของชาติ ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็น “โจรกระจอก” น่าจะมีผู้วางแผนในระดับบนที่จะได้ประโยชน์ และน่าจะเป็นผู้มีเงินทุนเนื่องจากของที่ขโมยไปนั้นในระยะสั้นไม่อาจขายอย่างเปิดเผยหรือแม้แต่ใต้ดินก็ตามเพราะซื้อไปแล้วก็หาคนซื้อต่อไม่ได้เนื่องจากเป็นที่รู้กันทั่วว่าขโมยมา หรืออีกแผนหนึ่งคือการถอดเป็นเม็ด ๆ เพื่อขายซึ่งง่ายกว่า แต่ก็จำเป็นต้องมีเครือข่ายช่วยในการดำเนินการ
(2) การประสานงานในการโจรกรรมไม่ว่าเรื่องความรวดเร็วในการเข้าขโมยหรือหนี เป็นการกระทำของมืออาชีพก็จริง แต่ก็หนีความจริงที่ว่า “ทุกอาชญากรรมย่อมทิ้งร่อยรอย” ไม่พ้น โจรได้ทิ้งหลักฐานไว้มากมายราวกับว่าไม่มีการวางแผนที่ดี เชื่อว่าอาจเป็นผลจากความร้อนรนจากกริ่งสัญญาณเตือนโจรกรรม หรือจากความยิ่งผยองว่าได้ทำงานใหญ่สำเร็จแล้วด้วยวิธีที่แสนง่ายจนประมาทและถึงจุดจบในที่สุด
(3) น่าจะมี “คนใน” ของพิพิธภัณฑ์ให้ข้อมูลสำคัญจนเลือกวันและเวลาได้อย่างเหมาะเจาะและเลือกมรดกของชาติได้อย่างตรงจุดในเวลาอันรวดเร็วซึ่งหมายความว่ามีเครือข่ายสนับสนุนทั้งการขโมยและการนำไปขายต่อ
บทเรียนสำคัญของงานนี้ก็คือทุกพิพิธภัณฑ์ในโลกที่เก็บของมีค่าต้องระวังอย่างยิ่ง เมื่อมีคนสามารถใช้เวลา 8 นาทีในการทำงานและได้เงินก้อนโตนับพันล้านก็จะเย้ายวนใจให้เลียนแบบ ผมเคยไปงานเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของบ้านเราในเวลากลางคืนที่ภาคเอกชนจัดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน และรู้สึกหวาดหวั่นในการเกิดโจรกรรมเพราะความมืดนั้นเป็น “มหามิตรของสิ่งชั่วร้าย” เสมอ
โจรกรรมครั้งนี้สอนให้รู้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติคงจะต้องเลิกการอนุญาตในลักษณะนี้เพราะแค่ป้องกันการขโมยในตอนกลางวันก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว เมื่อมีความมืดเป็นตัวช่วย (โจร) ก็อาจต้องปราชัยเข้าสักวัน อย่าลืมว่าโลกเรามีคนชั่วที่โลภมองหาช่องทางอยู่เสมอ
หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 18 พ.ย. 2568


