การแข่งขันด้าน Soft Power ของมหาอำนาจ จีนมุ่งให้ “ประโยชน์ทางวัตถุ” ส่วนสหรัฐฯ เน้นที่ “ค่านิยม”

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 คือ การยุติบทบาทองค์กรการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID (US Agency for International Development) และสถานีวิทยุ “เสียงอเมริกา” รวมทั้งนโยบายในการรับผู้อพยพที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า มาตรการดังกล่าวทำให้จีนเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ เพราะเท่ากับไปช่วยส่งเสริม “การเป็นฝ่ายรุกด้วยไมตรีจิต” (charm offensive) ของจีน

สองแนวทางเรื่อง Soft Power

บทความ The New Soft Power Imbalance ของนิตยสาร Foreign Affairs กล่าวว่า การแข่งขันด้านซอฟต์พาวเวอร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ไม่มีลักษณะแบบ zero-sum game ที่ฝ่ายหนึ่งมีอิทธิพลมากขึ้น จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งมีอิทธิพลน้อยลง เพราะสองมหาอำนาจใช้วิธีการแตกต่างกันในการสร้างซอฟต์พาวเวอร์

จีนมักอาศัยสิ่งที่เป็นประโยชน์จับต้องได้หรือใช้งานได้ มาดึงการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ส่วนสหรัฐฯ อาศัย “ความคิด” และ “ค่านิยม” เป็นหัวใจของการสร้างอิทธิพลไปสู่ประเทศต่างๆ ส่วนประเทศที่เรียกว่า “โลกใต้” (Global South) ก็มองว่า สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ เสนอให้มาเป็นเรื่องที่สนับสนุนกันและกัน จึงยินดีที่จะรับทั้งสองอย่าง มากกว่าที่ว่าจะต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

บทความกล่าวว่า ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับจากที่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งครั้งใหม่ ฐานะของจีนได้รับการยอมรับมากขึ้น เมื่อสหรัฐฯ เป็นฝ่ายถอยจากบทบาทที่เคยมีอยู่ ทำให้ประเทศในโลกมองจีนว่า เหมือนเป็นหุ้นส่วนที่เข้าถึงได้ และวางใจได้ แต่สิ่งนี้ไม่ได้เปลี่ยนให้จีนกลายเป็น “ผู้นำซอฟต์พาวเวอร์ของโลก”

แม้จีนจะยังใช้การทูตแบบเสนอประโยชน์ที่เป็นวัตถุ แต่การช่วยเหลือประเทศรายได้ต่ำของจีน ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น จีนไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะมามีบทบาทแทน USAID ของสหรัฐฯ จีนไม่ได้วางจุดยืนที่จะส่งเสริมแนวคิด “ธรรมาภิบาล” (governance) แก่โลก จีนอาจได้ประโยชน์จากการถอนตัวเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จีนจะมีอิทธิพลด้านซอฟต์พาวเวอร์มากขึ้นในอนาคต

ที่มาภาพ : China- Global South Project

จีนเข้าใจ Soft Power ต่างจาก Joseph Nye

บทความ Foreign Affairs บอกว่า จีนอธิบายคำว่าซอฟต์พาวเวอร์แตกต่างจากความหมายดั้งเดิมของ Joseph Nye นักรัฐศาสตร์ฮาร์วาร์ด ที่เสนอแนวคิดนี้เป็นคนแรก Joseph Nye เน้นความหมายในด้านวัฒนธรรมของซอฟต์พาวเวอร์และนโยบายต่างประเทศ ว่าเป็นส่วนสำคัญเกี่ยวกับความสามารถของประเทศหนึ่ง ที่จะมีอิทธิพลต่อประเทศอื่นโดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ

แต่จีนมองว่าซอฟต์พาวเวอร์คืออำนาจทางวัฒนธรรม ที่ผสมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอำนาจทางวัตถุ จีนจึงถือว่า พลังของซอฟต์พาวเวอร์คือโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน นวัตกรรมเทคโนโลยี และการช่วยเหลือทางวัตถุแก่ประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น พลังซอฟต์พาวเวอร์จึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่วัฒนธรรมดั้งเดิม หรือเรื่องของหลักการและค่านิยมต่างๆ

เมื่อจีนพยายามที่จะนำเสนอสิ่งที่น่าสนใจแก่ประเทศกำลังพัฒนา จีนจะเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนว่า เป็นแนวคิดที่ฝังลึกอยู่ในสิทธิทางเศรษฐกิจกับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มากกว่าเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนตัวและสิทธิทางการเมือง การทูตคือการเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศอื่น ซึ่งอาจเป็นข้อตกลงการค้า โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือโครงการการศึกษาฝึกอบรม ที่นำเจ้าหน้าที่รัฐ สื่อมวลชน และนักศึกษาไปเยือนจีน

เมื่อเกิดรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 หมายความว่า ประเทศกำลังพัฒนาแทบไม่มีทางเลือกอื่นหรือมีทางเลือกน้อยลง ในสิ่งที่ไม่ใช่การเสนอของจีน การยกเลิกการช่วยเหลือของ USAID ต่อประเทศกำลังพัฒนา หมายความว่า การช่วยเหลือแบบทวิภาคีของจีน กลายเป็นโครงการช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ใหญ่สุดของโลก

การขึ้นภาษีทรัมป์ในอัตราที่สูง ช่วยทำให้จีนกลายเป็นตลาดที่ประเทศต่างๆเข้าถึงทางเศรษฐกิจได้มากกว่าสหรัฐฯ ไปแล้ว การที่จีนเปิดประเทศแก่นักเดินทางระหว่างประเทศ โดยคนมากกว่า 70 ประเทศสามารถมาเยือนจีนใน 30 วันโดยไม่ต้องมีวีซ่า ขณะที่สหรัฐฯ กลับเพิ่มมาตรการเข้มงวดจำกัดคนเข้าประเทศมากขึ้น

บทความของ Foreign Affairs กล่าวว่า แม้จะมีโอกาสมากขึ้นจากนโยบายทรัมป์ แต่จีนก็ไม่ได้เพิ่มการช่วยเหลือด้านการพัฒนามากขึ้น เงินช่วยเหลือของจีนกลับลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต ส่วนหนึ่งอาจมาจาก “การปรับปรุง” การลงทุนในโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (BRI) โดยเน้นโครงการที่เล็กลง ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะประเทศที่ร่วมโครงการ BRI มีหนี้สินสั่งสมมากขึ้น

ที่มาภาพ : Devex

China Model จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์หรือไม่

การที่สหรัฐฯ ทิ้งบทบาทการส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ ทำให้เกิดสุญญากาศ ที่จีนอาจเข้ามาแทรกได้ โดยอาศัยสิ่งที่เป็นอุดมการณ์และความคิดของจีน แต่จีนอาจไม่เต็มใจที่จะทำในสิ่งนี้ เพราะที่ผ่านมา ในเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ จีนไม่ได้ให้ความสำคัญด้านอุดมการณ์หรือแนวคิดการเมืองเหมือนกับสหรัฐฯ แต่ในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเจ้าหน้าที่จีนมักพูดถึงหลักการเรื่องการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน

หากจะมีการส่งเสริมแนวคิดที่เป็นสาระสำคัญของจีน สิ่งนั้นก็คือเรื่องที่จีนแตกต่างจากตะวันตก เช่น จีนมักวิจารณ์ท่าทีแสดงความเป็นใหญ่ของตะวันตก ส่วนจีนคือมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ การสร้างความทันสมัยของจีนมีลักษณะ “การครอบคลุม” ทุกชาติพันธุ์ต่างๆ สี จิ้นผิง เรียกร้องระเบียบโลกที่มีความยุติธรรมมากขึ้น และธรรมาภิบาลระหว่างประเทศ บนพื้นฐานโลกที่มีหลายขั้ว

ความไม่แน่นอนของท่าทีสหรัฐฯ ต่อประชาธิปไตย อาจเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาส่งเสริม “โมเดลธรรมาภิบาลแบบจีน” แก่นานาประเทศ แต่อะไรคือองค์ประกอบของโมเดลนี้ยังไม่ชัดเจน เจ้าหน้าที่จีนไม่ได้พยายามที่จะขายแนวคิดว่าระบบการเมืองจีนแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตะวันตก แต่จีนเป็นระบบประชาธิปไตยอีกแบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และสามารถปรับตัวกับเสียงสะท้อนจากประชาชน หรือแม้แต่เรื่องการขจัดความยากจน ที่ทั่วโลกบอกว่าจีนประสบความสำเร็จนั้น เจ้าหน้าที่จีนก็ไม่ได้เสนอ “แผนยุทธศาสตร์” ในเรื่องนี้ออกมา

แม้ความคิดทั่วไปจะมองว่า ทั้งสหรัฐฯ และจีนมีการแข่งขันในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ แต่จากท่าทีต่อซอฟต์พาวเวอร์ที่แตกต่างกันของสองมหาอำนาจ ทำให้ในความเป็นจริง สองมหาอำนาจอาจอยู่ร่วมกันอย่างสันติในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ โลกเองก็ไม่ได้สนใจที่จะเลือกซอฟต์พาวเวอร์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่การที่สหรัฐฯ ในสมัยทรัมป์ถอนตัวจากการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ หมายความว่า บทบาทของจีนในเรื่องนี้ไม่มีคู่แข่งอีกแล้ว โลกเราอาจตกอยู่ในสภาพ “ความไม่สมดุลของซอฟต์พาวเวอร์”

เอกสารประกอบ

The New Soft-Power Imbalance, Maria Repnikova, November 20, 2025, foreignaffairs.com