บ่อน้ำทิ้งร้างกระจายเกลื่อนกลาดทั่วจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง – ภาพเหล่านี้คือ ‘บ่อกุ้ง’ มากกว่า 44,000 ไร่ ซึ่งในอดีตเกษตรกรแห่กันมาขุดบ่อทำฟาร์ม จนกระทั่งพื้นที่ประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ เกิดโรคระบาดในหมู่สัตว์น้ำ เกษตรกรจึงโบกมือลา ‘สุสานบ่อกุ้ง’
เกษตรกร-ชาวบ้าน ส่วนใหญ่ยังมีอาชีพเลี้ยงปูทะเลบนพื้นที่นาเปิดหรือแบบพึ่งพาธรรมชาติ โดยพบว่ามีการใช้พื้นที่เลี้ยงปูทะเลกว่า 5,000 ไร่ แต่มีอัตรารอดเพียง 15-20%
ทั้งหมดนี้คือปัญหาของพื้นที่ที่เกษตรกรมีรายได้ไม่แน่นอนและไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ปัญหาหนี้สินจากการกู้ยืมเงินมาลงทุนทำบ่อกุ้ง รวมไปถึงการปล่อยบ่อกุ้งทิ้งร้างและไม่สร้างรายได้
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จึงจัดทำโครงการ “การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง” โดยต่อยอดมาจากโครงการวิจัยปูขาว-นครศรีโมเดล

ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ คณะนักวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กล่าวถึงจุดประสงค์ของโครงการว่า จากปัญหาต่างๆ คณะนักวิจัยจึงเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส โดยการฟื้นฟูพื้นที่บ่อกุ้งทิ้งร้างให้กลับมาใช้ประโยชน์ ยกระดับการเลี้ยงปูทะเลแบบพึ่งพาธรรมชาติสู่การเลี้ยงปูขาวด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรในพื้นที่นครศรีธรรมราช บนพื้นที่วิจัยบริเวณลุ่มน้ำปากพนัง ครอบคลุม 3 อำเภอคืออำเภอหัวไทร-อำเอปากพนัง-อำเภอเมือง ที่มุ่งพัฒนาชุดความรู้ในการยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยงปูขาว และยกระดับคุณภาพปูขาวให้ดีขึ้น โดยเพิ่มอัตราการรอดตายและลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าผลิตปูขาวในรูปแบบ food safety ต่อผู้บริโภค โดยไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ
จุดอ่อนสำคัญคือ ‘อัตราการรอดตาย’ ของปูขาว จากเดิมต่ำกว่า 20% แต่เมื่อคณะนักวิจัยเข้าไปให้องค์ความรู้และปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะการให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพาะพันธุ์ลูกปูและส่งให้ชุมชนไปเลี้ยงต่อ ตลอดจนบอกวิธีการเลี้ยงที่ถูกวิธี โดยเฉพาะระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ รวมถึงวิธีการจัดพื้นที่ให้ปูแบบคอนโดเป็นห้องๆ
ทั้งนี้ วงจรธุรกิจปูขาว มีระบบธุรกิจในการผลิตต้นแบบ 3 รูปแบบ โดยคณะนักวิจัยได้จัดทำชุดความรู้ และวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกิจในแต่ละรูปแบบด้วย
- ธุรกิจผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่ 5 เซนติเมตร
- ธุรกิจผลิตปูขาว ไซซ์ตลาดจากลูกพันธุ์ 5 เซนติเมตร
- ธุรกิจแบบผสมที่ผู้ประกอบการ 1 รายสามารถผลิตทั้งลูกพันธุ์ 5 เซนติเมตรและปู ไซซ์ตลาด
หลังจากนั้น อัตราการรอดขายของปูขาวจากต่ำกว่า 20% เพิ่มเป็น 60 – 80 % และมากกว่า 80%สำหรับปู ไซซ์ตลาดสามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 30,000 บาทต่อรอบสำหรับการขุนลูกพันธุ์และ 76,800บาทต่อรอบสำหรับการเลี้ยงปู ไซซ์ตลาด
ทั้งนี้จากการดำเนินงานที่ผ่านมา แม่ข่ายปล่อยลูกปู 10,000 ตัว/บ่อ ปลายเดือนมิถุนายน กลางเดือนสิงหาคม (ปูอายุ 1.5 เดือน) จำหน่ายลูกปูขาวขนาดใหญ่ (5 ซม.) ให้ลูกข่ายรายละ 600 ตัวราคา 20 บาทต่อตัว ที่เหลืออยู่ระหว่างการเลี้ยงเพื่อทำเป็นปูไข่ตลาด ทั้งนี้รายได้สุทธิปัจจุบันแม่ข่าย (ณ 15 ก.ย. 68) อยู่ที่ 38,380 บาท และคาดการณ์รายได้ว่า เกษตรกรลูกข่าย (ผู้ผลิตปูไข่ตลาด): คาดว่าจะมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นรวม 63,600 บาทต่อปี ขณะที่เกษตรกรแม่ข่าย (ผู้ผลิตลูกปูขนาดใหญ่): คาดว่าจะมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นรวม 164,760 บาทต่อปี
โครงการวิจัยนี้ได้ดำเนินการกับกลุ่มผู้ประกอบการเป้าหมายจำนวน 16 ราย ประกอบด้วยผู้ผลิตปูขาว 14 ราย และแพรับซื้อ 2 ราย แม้จำนวนดังกล่าวอาจไม่ครอบคลุมกับเกษตรกรทั้งหมด แต่ก็เกิดการขับเคลื่อนให้เกิดนิเวศธุรกิจปูขาวที่ครบวงจรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่เพียงแต่จะยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการโดยตรง แต่ยังจะกระตุ้นธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ในชุมชน เช่น เพิ่มการจ้างงานและการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ ฯลฯ
ดร.กิตติชนม์ ให้ข้อมูลว่า โครงการดังกล่าวทำให้เกิดผู้ประกอบการธุรกิจปูขาวในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นจำนวน 16 ราย เกิดชุดความรู้ในการผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่ (อัตราการรอดของลูกพันธุ์ปูขนาดใหญ่ 60%) และชุดความรู้การผลิตปูขาวไซซ์ตลาด อัตราการรอดของปูไซซ์ตลาดจากปู 5 เซนติเมตรจำนวน 80% นอกจากนี้ยังได้เกิดโมเดลธุรกิจ แบบร่างแผนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการผลิตปูขาว
ที่สำคัญ รายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจปูขาวในพื้นที่นครศรีธรรมราช เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100% เกิดมูลค่าทรัพยากรพื้นถิ่น/ผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มขึ้นมากกว่า 200% รวมทุกข้อต่อในชุมชน
ดร.กิตติชนม์กล่าวถึงประโยชน์ทางด้านสังคมต่อชุมชนเกษตรกรในลุ่มน้ำปากพนัง กลุ่มผู้ประกอบการและเกษตรกรเลี้ยงปูขาว ครอบครัวผู้ประกอบการและเกษตรกรว่า การให้องค์ความรู้ในการเลี้ยงปูขาว สามารถแก้ไขปัญหาความยากจน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ผ่านการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น และการจ้างงานในชุมชน และการพัฒนาทักษะและความรู้ผสมผสานกับภูมิปัญญาอย่างยั่งยืน 
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ผ่านเกษตรกรต้นแบบหรือนวัตกรชุมชน โดยเฉพาะระบบแม่ข่าย-ลูกข่าย 104 ครัวเรือน ซึ่งเชื่อมโยงเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จแบ่งปันข้อมูลและให้คำแนะนำต่างๆ ทั้งยังสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการรวมกลุ่ม สร้างภาคีเครือข่ายและความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจปูขาว ทั้งในความร่วมมือระหว่างคนในข้อต่อเดียวกัน และระหว่างข้อต่อ
นอกจากนี้ยังถือเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจากวิธีการและรูปแบบการเลี้ยงที่เน้นการรักษาสมดุล สร้างนิเวศสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของปูขาวด้วยการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็น
อย่างไรก็ตาม ดร.กิตติชนม์ กล่าวต่อว่า โครงการฯ คาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 19-20 ล้านบาท/ปี ในห่วงโซ่ธุรกิจปูขาวในจังหวัดนครศรีธรรมราช ประเมินจากรายได้ของครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด โดยเกษตรกรแม่ข่าย (ผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่และปูขนาดตลาด) สามารถสร้างรายได้สุทธิไม่น้อยกว่า 350,000 บาท/ปี (คำนวณจาก 2 รอบการเลี้ยง) ขณะที่เกษตรกรลูกข่าย (ผลิตปูขาวขนาดตลาด) สามารถบรรลุรายได้สุทธิเกินกว่าเกณฑ์ 60,000 บาท/ปี



