ฟื้นชีพ ‘หลุมน้ำมันกำพร้า’ ให้เป็นแหล่งเก็บพลังงานสะอาด แนวทางกำจัดมรดกอันตรายจากอุตสาหกรรมน้ำมัน

สุนิสา กาญจนกุล

การปิดหลุมน้ำมันเก่าที่หมดสภาพต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล เฉพาะในอ่าวเม็กซิโกที่มีอยู่ราว 14,000 หลุม คาดว่าต้องใช้เงินกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ การนำมาใช้ประโยชน์ซ้ำจึงน่าจะเป็นหนทางที่สมเหตุสมผลมากกว่า ที่มาภาพ: https://www.nytimes.com/2023/05/08/climate/gulf-of-mexico-oil-wells-plug.html

ช่วงเวลามากกว่าหนึ่งศตวรรษของการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิลขึ้นมาใช้งาน ส่งผลให้เกิดทั้งความเจริญอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ขณะเดียวกัน การแสวงหาแหล่งปิโตรเลียมก็สร้างมรดกอันตรายที่สืบทอดต่อกันมา แต่ไม่มีใครอยากได้ไปครอบครอง

สิ่งนั้นคือ “หลุมน้ำมันกำพร้า (Orphaned Oil Wells)” ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมร้ายแรงที่สหรัฐฯ และหลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญหน้ามาเป็นเวลานาน

แต่ในปัจจุบัน ปัญหานี้เริ่มมีแสงสว่างส่องฉายให้พอเห็นทางออก เมื่อการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาดจำเป็นต้องใช้แหล่งกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่จำนวนมาก หลุมน้ำมันกำพร้าจึงอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดต้นทุนและเวลาการก่อสร้างได้เป็นอย่างดี

ตัวเลขน่าตกใจ

ขั้นตอนคร่าวๆ ของการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน คือการสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมแล้วใช้กระบวนการทางวิศวกรรมเจาะลงไปในชั้นหินใต้เปลือกโลก เพื่อนำน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติขึ้นมาจากแหล่งใต้ดิน ก่อนจะนำไปผ่านกรรมวิธีต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์

เมื่อการผลิตปิโตรเลียมดำเนินการมาถึงจุดที่ไม่มีปิโตรเลียมเหลืออยู่ในหลุม หรือไม่มีความคุ้มค่าที่จะนำขึ้นมาแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า การปิดและสละหลุมอย่างถาวร โดยใช้วัสดุอุดหลุมเพื่อกั้นไม่ให้ของเหลวในแต่ละระดับความลึกไหลมาปนกัน เช่น น้ำโคลน น้ำทะเล ฯลฯ จนแน่ใจว่าจะไม่มีปิโตรเลียมรั่วไหลออกมาได้อีก

หลุมน้ำมันกำพร้า คือหลุมขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยุติการผลิตไปแล้วและถูกทอดทิ้งโดยไม่มีเจ้าของหรือผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ทำให้ไม่มีการปิดผนึกหลุมน้ำมันเหล่านั้นอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบริษัทผู้ประกอบการล้มละลาย ปิดกิจการไป หรือไม่มีศักยภาพทางการเงินที่จะลงมือปิดหลุมอย่างถูกต้อง หลุมน้ำมันเหล่านั้นจึงกลายเป็นภาระของรัฐบาลและสังคมไปโดยปริยาย

สหรัฐฯ มีประวัติศาสตร์การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมายาวนานกว่า 160 ปี ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 การเจาะเพื่อสำรวจและผลิตพลังงานในช่วงเวลานั้นไม่มีการควบคุมที่เข้มงวดเหมือนในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดหลุมน้ำมันจำนวนมากที่ถูกทิ้งร้างโดยไม่ได้รับการปิดผนึกอย่างเหมาะสม

ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ระบุว่า หลุมน้ำมันกำพร้าที่บันทึกไว้มีจำนวน 117,672 หลุม กระจายอยู่ใน 27 รัฐ เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2021 ซึ่งตอนนั้นมีเพียง 81,857 หลุม

แต่เชื่อกันว่าจำนวนหลุมน้ำมันกำพร้าที่ไม่ได้บันทึกไว้อาจมีถึง 310,000-800,000 หลุม และตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก โดยอาจมีหลุมน้ำมันกำพร้ามากถึง 3.9 ล้านหลุมทั่วสหรัฐฯ (หรือมากกว่า ขึ้นกับนิยามและวิธีการนับ) ขณะที่หลุมน้ำมันเก่าและหลุมก๊าซธรรมชาติเก่าที่ไม่ได้ใช้งานทั่วโลกนั้นมีอยู่มากถึง 29 ล้านหลุมเลยทีเดียว

มรดกอันตราย

หลุมน้ำมันกำพร้าซึ่งเปรียบเสมือนมรดกตกทอดไร้ผู้ครอบครองจากอุตสาหกรรมพลังงานนั้นถือเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรง

หลุมน้ำมันกำพร้าที่ไม่ได้รับการปิดผนึกอย่างเหมาะสมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหลายด้าน ปัญหาร้ายแรงที่สุดคือการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 86 เท่า เมื่อพิจารณาด้านผลกระทบในช่วง 20 ปี

การศึกษาโดยองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (U.S. Environmental Protection Agency – EPA) ประมาณการว่าหลุมน้ำมันกำพร้าและหลุมที่ถูกทิ้งร้างในสหรัฐฯ ปล่อยก๊าซมีเทนประมาณ 7-20 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี แต่ตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก

นอกจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว หลุมน้ำมันกำพร้ายังก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งการสร้างมลพิษทางน้ำ เพราะหลุมที่รั่วไหลอาจทำให้น้ำบาดาลปนเปื้อนด้วยสารเคมีอันตราย เกลือ และโลหะหนัก เช่น สารหนู ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำดื่มและระบบนิเวศ

อีกทั้งยังสร้างมลพิษทางอากาศอื่นๆ นอกเหนือจากการปล่อยก๊าซมีเทน เนื่องจากหลุมน้ำมันกำพร้ายังอาจปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายและสารเคมีอันตรายอื่นๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพอากาศ

ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับหลุมน้ำมันกำพร้าจึงอาจสัมผัสกับมลพิษทั้งทางอากาศและทางน้ำ ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพโดยรวม

ขณะเดียวกัน หลุมน้ำมันกำพร้ายังบ่อนทำลายความปลอดภัยสาธารณะ บางหลุมอาจก่อให้เกิดอันตรายทางกายภาพ เช่น การทรุดตัวของพื้นดิน หรือความเสี่ยงจากการระเบิด ควบคู่ไปกับการทำลายระบบนิเวศ เพราะการปนเปื้อนจากหลุมน้ำมันกำพร้าอาจส่งผลกระทบต่อพืชพันธุ์ สัตว์ และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โดยรอบ

เปลี่ยนภาระเป็นทรัพย์สิน

ถึงแม้พลังงานฟอสซิลจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร้ายตัวฉกาจในการทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้าย แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า ยังไม่มีพลังงานหมุนเวียนชนิดใดที่สามารถทดแทนพลังงานฟอสซิลได้อย่างเต็มร้อยในแง่ของความสะดวก ความสม่ำเสมอ และความต่อเนื่อง

พลังงานสะอาดในรูปแบบของพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์นั้นมีปัญหาหลักในแง่ของความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เมื่อลมแรงหรือแสงแดดแผดจ้า ศักยภาพในการผลิตพลังงานจะสูงมาก แต่เมื่อลมแผ่ว แดดร่ม ศักยภาพก็จะลดลง หนทางแก้ไขคือต้องหาวิธีเก็บพลังงานเอาไว้ใช้ภายหลัง

ขณะที่พลังงานทดแทนอย่างพลังงานไฮโดรเจนและพลังงานความร้อนใต้พิภพก็ต้องการแหล่งกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน

ระบบกักเก็บพลังงานซึ่งเป็นที่นิยมใช้และรู้จักกันดี คือแบตเตอรี่ไฟฟ้าแบบลิเทียม แต่ก็ยังตอบสนองความต้องการได้ไม่ตรงเป้าและกักเก็บพลังงานได้ไม่มากพอ การสร้างแหล่งกักเก็บพลังงานแบบใหม่จึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นและนิยมสร้างขึ้นใต้ดินเพื่อความปลอดภัย

แต่การสร้างระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่โดยเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดนั้นมีต้นทุนสูงและต้องมีการขุดเจาะใต้ดินใหม่ซึ่งเสียเวลานาน ทำให้มีแนวคิดว่าบ่อน้ำมันเก่าที่มีอยู่แล้วอาจช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นได้ เพราะมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เหมาะสมกับการเก็บพลังงาน

นอกจากนำมาใช้ในฐานะแหล่งเก็บกักพลังงานแล้ว หลุมน้ำมันเก่ายังสามารถต่อยอดไปใช้ประโยชน์อื่นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานอีกด้วย

หลากหลายแนวทาง

นักวิจัยและอุตสาหกรรมพลังงานกำลังศึกษาวิธีการต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากหลุมน้ำมันเก่า ซึ่งมีอยู่มากมายหลายวิธี แต่แนวทางหลักที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงสุดมีอยู่ 4 แนวทางด้วยกัน

1. การกักเก็บพลังงานที่ใช้หลักการอัดอากาศ (Compressed Air Energy Storage หรือ CAES) หลักการคือการอัดอากาศหรือก๊าซเข้าไปเก็บในผิวชั้นหินหรือในช่องว่างที่เคยเป็นหลุมน้ำมัน แล้วปล่อยออกมาหมุนกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้าเมื่อจำเป็น งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าการใช้บ่อเก่าอาจได้ประโยชน์จากการที่ความร้อนใต้ดินรอบบ่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บพลังงาน โดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเพนน์สเตตบ่งชี้ว่า การผสานกับความร้อนใต้ดินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

2. การเก็บไฮโดรเจนใต้ดิน ประเทศและกลุ่มอุตสาหกรรมในยุโรปกำลังลงทุนศึกษาความเป็นไปได้ของการเก็บไฮโดรเจนขนาดใหญ่ในหลุมก๊าซธรรมชาติเก่า เพราะโครงสร้างชั้นหินและความจุของหลุมเก่าทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการจัดเก็บก๊าซ โดยปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการทดลองในระดับประเทศเพื่อทดสอบความปลอดภัย และความคงตัวของการเก็บไฮโดรเจนในหลุมก๊าซธรรมชาติเก่า

3. การใช้ความร้อนใต้พิภพจากหลุมน้ำมันกำพร้าเพื่อกักเก็บไว้หรือและผลิตไฟฟ้า เนื่องจากบ่อน้ำมันที่เจาะลงไปลึกมักผ่านชั้นหินที่มีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นผิวโลก จึงสามารถต่อยอดเป็นแหล่งความร้อนเพื่อขับเคลื่อนเครื่องจักรและผลิตไฟฟ้าหรือเก็บเป็นพลังงานความร้อนได้

4. การกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลฮอลแลนด์ที่สนับสนุนการเก็บคาร์บอนไว้ใต้ทะเลในชั้นก๊าซหมดสภาพเป็นตัวอย่างเชิงนโยบายที่แสดงว่า หลุมน้ำมันกำพร้าสามารถถูกปรับใช้เป็นโครงสร้างในการจัดการคาร์บอนได้จริงในอนาคต

ยังต้องการเวลา

แม้แนวคิดการนำหลุมน้ำมันกำพร้ามาใช้ประโยชน์ใหม่จะมีศักยภาพที่น่าสนใจ แต่ก็มีความเสี่ยงและข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ตั้งแต่เรื่องความสมบูรณ์ของหลุม เพราะหลุมน้ำมันเก่าอาจมีปัญหาเรื่องการผนึก ทำให้มีความเสี่ยงในการรั่วไหลได้ การปรับไปใช้งานอื่นจึงต้องมีการตรวจสอบ ซ่อมแซม และเสริมความแข็งแรงของหลุมอย่างเข้มงวดก่อนใช้งาน

นอกจากนั้น ชั้นหินในแต่ละพื้นที่ยังมีความเหมาะสมไม่เท่ากัน จึงต้องมีการประเมินทางธรณีวิทยาให้แน่ใจก่อนที่จะมีการดำเนินการจริง

รวมถึงปัญหาความซับซ้อนทางกฎหมายและการขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ เพราะการเปลี่ยนหลุมน้ำมันเก่าให้กลายเป็นแหล่งเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เป็นสิ่งที่ต้องการกรอบนโยบายที่ชัดเจน ทั้งการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย การจัดสรรความรับผิดชอบ ฯลฯ

การนำหลุมน้ำมันกำพร้ากลับมาใช้งานจึงอาจจะไม่ใช่ฝันที่เป็นจริงได้ในชั่วข้ามคืน แต่โครงการทดลองต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายชาติก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าเรื่องนี้ได้รับการพิจารณาระดับนโยบายแล้ว เพียงแต่ต้องรอเวลาที่จะนำมาปฏิบัติจริงเท่านั้นเอง

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.psu.edu/news/earth-and-mineral-sciences/story/reusing-old-oil-and-gas-wells-may-offer-green-energy-storage

https://www.mdpi.com/2076-3417/14/24/11518?utm_source=chatgpt.com

https://reasonstobecheerful.world/well-done-plugging-oil-wells/

https://www.reuters.com/sustainability/cop/netherlands-backs-carbon-storage-project-total-shell-step-back-2025-04-25/

ซีรี่ย์ Adaptation รับมือโลกเดือด……