WHAUP ผนึกสหฟาร์ม ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดภาคเกษตร สู่แนวคิด “กรีนที่กินได้” อย่างยั่งยืน

ในโลกที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือหัวใจของการดำเนินธุรกิจ WHA Group ยืนหยัดในฐานะผู้นำที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่มิติใหม่ ด้วยแนวคิด “กรีนที่กินได้” ซึ่งเชื่อว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์ แต่คือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนกลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งผลตอบแทนทางธุรกิจ การรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการต่อยอดไปยังชุมชนเพื่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์ขึ้น เป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกันอย่างแท้จริง

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน WHA Group ได้วางรากฐานการดำเนินธุรกิจบน 5 แกนหลักด้านความยั่งยืน ได้แก่ Green Mobility ระบบนิเวศการขนส่งสีเขียว Green Construction การก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Waste Reduction by 3R การจัดการของเสียอย่างยั่งยืน ตลอดจนอีกสองแกนสำคัญ คือ Water Conservation Program การบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจรภายใต้โครงการ WHA: Clean Water for Planet ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศน้ำที่ยั่งยืน และ Decarbonization Solutions มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการขยายพลังงานหมุนเวียนทั้งในการดำเนินงานภายในองค์กรและการให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาดแก่ลูกค้า โดยมี บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ทำหน้าที่เป็นกำลังหลักในการนำนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำและพลังงานสะอาดเข้ามาสนับสนุน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

ความมุ่งมั่นนี้ยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ “กลุ่มบริษัทสหฟาร์ม” ผู้นำในภาคเกษตร ที่ต้องการพลิกโฉมการผลิตสู่ความยั่งยืนภายใต้โครงการ “Go Green” ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำพลังงานสะอาดมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และด้วยความเชี่ยวชาญระดับสากลของ WHAUP ทำให้สหฟาร์มมั่นใจที่จะเลือก WHAUP เป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ WHAUP ได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) จำนวนรวม 14 โครงการ ให้แก่กลุ่มบริษัทสหฟาร์ม คิดเป็นกำลังการผลิตรวมถึง 46.47 เมกะวัตต์ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุนระยะยาว แต่ยังสร้างระบบการผลิตที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา WHAUP ได้จัดพิธีส่งมอบพลังงานไฟฟ้าจาก 2 โครงการนำร่องที่สำคัญ ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดิน (Solar Farm) ของบริษัท โกลเด้น ไลน์ บิสซิเนส จำกัด ขนาด 20 เมกะวัตต์ บนพื้นที่กว่า 105 ไร่ ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating) ของบริษัท สหฟาร์ม จำกัด ขนาด 9.7 เมกะวัตต์ บนพื้นที่บ่อน้ำกว่า 52 ไร่ ที่จังหวัดลพบุรี โครงการทั้งสองแห่งนี้มีกำลังผลิตรวม 29.7 เมกะวัตต์ และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 22,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของ WHAUP สู่อุตสาหกรรมการเกษตรซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศและตอกย้ำบทบาทในการนำนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานอย่างรอบด้าน

นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHAUP ให้ข้อมูลว่า ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากทั้ง 14 โครงการ จะนำไปใช้สนับสนุนกิจการในเครือสหฟาร์มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงเชือด โรงแปรรูป โรงเลี้ยงไก่ โรงฟักไข่ และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง 14 โครงการจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 35,000 tCO2e ต่อปี และคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในไตรมาส 4 ของปี 2568 ซึ่งจะทำให้ WHAUP มีกำลังผลิตไฟฟ้าสะสมสำหรับการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 200 เมกะวัตต์

ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ ประธานสายบัญชีและการเงิน และเลขานุการคณะกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือกับ WHAUP ในโครงการโซลาร์ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผน “Go Green” ที่มุ่งพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม เป็นไปตามปณิธานของ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ ผู้ก่อตั้งบริษัทสหฟาร์ม  ที่ปรารถนาให้สหฟาร์มเป็นผู้นำการใช้พลังงานสะอาดและเป็นองค์กรสีเขียวอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าการประยุกต์ใช้นวัตกรรมพลังงานสะอาดจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับอุตสาหกรรมเกษตรไทย”

พลังงานสะอาดจากความร่วมมือนี้นำมาใช้ในทุกกระบวนการของสหฟาร์ม ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ พร้อมเดินหน้าแผนศึกษาการนำยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มาใช้ภายในองค์กร และเตรียมต่อยอดโครงการโซลาร์เฟส 2 และเฟส 3 อย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ โครงการโซลาร์เซลล์ที่ใช้พื้นที่กว่า 300 ไร่ รองรับการผลิตไก่มากกว่า 700,000 ตัวต่อวัน ช่วยลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% คิดเป็นมูลค่าประหยัดกว่า 100 ล้านบาทต่อปี หรือรวม 1,600 ล้านบาทตลอดระยะเวลาสัญญาซื้อขาย 14 ปี และที่สำคัญที่สุดคือสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 870,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 25 ปี และมากกว่า 1,000,000 ตันภายใน 30 ปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 56 ล้านต้น นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “กรีนที่กินได้” อย่างแท้จริง – ไม่ใช่แค่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

ความสำเร็จทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของ WHAUP ในทุกมิติ โดยเฉพาะผลประกอบการที่แข็งแกร่งในครึ่งปีแรกของปี 2568 ด้วยรายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติสูงถึง 1,898 ล้านบาท และกำไรปกติ 460 ล้านบาท แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ WHAUP ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้า Data Center ที่มีความต้องการใช้น้ำสูง นอกจากนี้ WHAUP ยังได้รับการคัดเลือกจากสถาบันไทยพัฒน์ให้เข้าอยู่ในทำเนียบ กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2568 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่าง WHAUP และกลุ่มบริษัทสหฟาร์ม นับเป็นการสร้างต้นแบบของ “กรีนที่กินได้” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม นี่คืออนาคตของอุตสาหกรรมไทย ที่ WHA Group และ WHAUP กำลังร่วมกันสร้างสรรค์ เพื่อความยั่งยืนที่จับต้องได้สำหรับทุกคน ที่เป็นไปตามพันธกิจ WHA : WE SHAPE THE FUTURE