SET Note เผยกว่า 70% ของบจ.ในตลาดหุ้นไทยเป็น “ธุรกิจครอบครัว”

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเผยแพร่ SET Note ฉบับที่ 11/2568 “ธุรกิจครอบครัว” (family business) ในตลาดหุ้นไทย” พบว่า 76% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมคิดเป็น 50% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทำการศึกษาจากข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทที่มีการปิดสมุดทะเบียนล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 25681 จำนวน 850 บริษัท พบว่า 646 บริษัท หรือ 76% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” ตามคำนิยามธุรกิจครอบครัวในการศึกษานี้2 (ภาพที่ 1) โดยบริษัท จดทะเบียนกลุ่มนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง 50% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (total market capitalization)

บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนใหญ่จดทะเบียนซื้อขายใน SET ซึ่งมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่และเล็ก และมีส่วนสำคัญในการเป็นองค์ประกอบดัชนีต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

จากที่พิจารณาโครงสร้างการถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว พบว่า สมาชิกครอบครัวถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านนิติบุคคลต่างๆ อาทิ ห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน และกองทุน เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จดทะเบียนใน SET และเป็นองค์ประกอบสำคัญของดัชนีต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตารางที่ 1 และตารางที่ 2)

และหากพิจารณาตามรายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีต่างๆ ตามตารางที่ 2 พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวอยู่ในทุกดัชนี และจำนวนบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนสูงกว่า 60% ของทุกดัชนี

บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่พัฒนามาจากธุรกิจดั้งเดิมของตระกูลหรือเป็นธุรกิจจัดตั้งใหม่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจและกระจายตัวอยู่ในทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดพาณิชย์ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมวดการแพทย์ หมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง และในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (กลุ่มบริการ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) ตามตารางที่ 3

เมื่อพิจารณาสัดส่วนธุรกิจครอบครัวในแต่ละหมวดธุรกิจ พบว่า 12 หมวดธุรกิจมีสัดส่วนธุรกิจครอบครัวมากกว่า 80% ได้แก่ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดการแพทย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดบรรจุภัณฑ์ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจการเกษตร และหมวดกระดาษและวัสดุสิ่งพิมพ์

เมื่อพิจารณาความยั่งยืนของกิจการ จากอายุกิจการนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน5 (ปี 2568) ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวตามการศึกษานี้ พบว่า มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 36 ปี โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีอายุนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันมีอายุกิจการยาวนานที่สุดนานถึง 149 ปี หรือประมาณ 3 เท่าของอายุของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามตารางที่ 4

เมื่อพิจารณากิจการ ณ ปีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย พบว่า ธุรกิจครอบครัว ณ ปีที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมีอายุเฉลี่ย 19 ปี แสดงว่า ธุรกิจครอบครัวดำเนินการต่อเนื่องด้วยเงินทุนส่วนตัวและสินเชื่อก่อนเข้าตลาดทุนเพื่อขยายกิจการ บางบริษัทมีอายุมากเมื่อจดทะเบียน เนื่องจาก 1) ประกอบธุรกิจก่อนการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2518 หรือเมื่อ 50 ที่ผ่านมา และ 2) ใช้เวลาปรับตัวให้เป็นไปตามเกณฑ์การจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทที่มีอายุมากที่สุดมีอายุ 118 ปี ณ ปีที่ จดทะเบียนฯ

ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียนปรับโครงสร้างองค์กร ควบรวมกิจการ หรือแลกหุ้นเป็นบริษัทใหม่ และมีการเพิกถอนออกจากตลาดหุ้น ส่งผลให้วันก่อตั้งและจดทะเบียนเป็นไปตามบริษัทใหม่ ทำให้อายุน้อยกว่าระยะเวลาดำเนินงานจริง

ณ สิ้นปี 2567 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 642 บริษัท6 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 8.51 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50.4% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด (total market Capitalization) โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในช่วงปี 2561 – 2567 ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีอัตราเติบโตเฉลี่ย (Compound Annual Growth Rate) ปีละ 2.55% ตามภาพที่ 2

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัว 646 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 6.1 ล้านล้านบาท ลดลง 28.3% จากสิ้นปี 2567 จากการลดลงของราคาหลักทรัพย์เป็นสำคัญ สังเกตได้จาก SET Index ที่ลดลง 22.2% และเมื่อเปรียบเทียบขนาดกับตลาดรวม ธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนเฉลี่ย 48.2%

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558 – 2567) มีบริษัทจดทะเบียนระดมทุนผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ในตลาดหุ้นไทยรวมทั้งหมด 315 บริษัท7 (ตารางที่ 6) โดย 264 บริษัท จากทั้งหมด 314 บริษัทเป็นธุรกิจครอบครัว คิดเป็น 84.1% ของบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นธุรกิจครอบครัว หรือ กล่าวอีกทางหนึ่งได้ว่า มีความชัดเจนว่าธุรกิจครอบครัวอาศัยกลไกจากการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตของกิจการ

เมื่อพิจารณามูลค่าการระดมทุนหรือ มูลค่า IPO8 ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีมูลค่าระดมทุนรวมสูงกว่า 483,190 ล้านบาท หรือคิดเป็น 77.1% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด ซึ่งมีทิศทางเดียวกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด9 (Market Cap) ณ วันซื้อขายวันแรกที่มีมูลค่ารวม 2.24 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 74.7% ของ Market Cap รวมของบริษัทที่ IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ยังพบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO 4 บริษัทจากทั้งหมด 5 บริษัทที่ทำ IPO หรือกล่าวได้ว่า 80.0% ของจำนวนบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ทั้งหมด ซึ่งมูลค่าระดมทุนรวม 730 ล้านบาท คิดเป็น 63.5% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด

ตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษา คือ ในช่วงปี 2558 – มิถุนายน 2568 มีธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO รวม 268 บริษัท จากทั้งหมด 319 บริษัท หรือคิดเป็น 84.0% ของจำนวนบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ทั้งหมด โดยมีมูลค่าระดมทุนรวมสูงกว่า 483,920 ล้านบาท หรือคิดเป็น 77.1% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด ซึ่งมีทิศทางเดียวกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ณ วันซื้อขายวันแรกที่มีมูลค่ารวม 2.25 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 74.7% ของ Market Cap รวมของบริษัทที่ IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจะระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO แล้ว บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2558 – 2567 มีการระดมทุนในตลาดหุ้นผ่านตลาดรอง (Secondary offering) 10 โดย 108 บริษัท (จากทั้งหมด 264 บริษัท) ระดมทุนในตลาดรอง 410 ครั้ง ด้วยมูลค่าระดมทุนรวม 351,131 ล้านบาท (ภาพที่ 3)

นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่า 64 บริษัทที่เป็นบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นที่เป็นธุรกิจครอบครัวได้ระดมทุนในตลาดรองในช่วง 2 – 3 ปีแรกที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย

เมื่อพิจารณาศักยภาพของการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว จากรายได้รวมในช่วงปี 2560 – 2567 (ภาพที่ 4) พบว่า รายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 8.25% โดยจากผลประกอบการล่าสุด ปี 2567 ของ 642 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว มีรายได้รวมสูงถึง 9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 48.28% ของรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนรวมทั้งตลาด หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี 49.37% ในช่วงปี 2560 – 2567

เมื่อพิจารณาการมีส่วนร่วม (contribution) ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทยต่อเศรษฐกิจไทย พบว่า ในปี 2567 รายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนจัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทย คิดเป็น 48.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)11 หรือเฉลี่ย 40.5% ในช่วงปี 2560 – 2567 (ภาพที่ 5) อาจกล่าวได้ว่า ธุรกิจครอบครัวมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ควรส่งเสริมสามารถระดมทุนเป็นวงกว้างเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อพิจารณาการเติบโตของกำไรสุทธิและสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในช่วงเวลาเดียวกัน (ภาพที่ 6 และภาพที่ 7) พบว่า สินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเติบโตสูงมาก เฉลี่ยปีละ 9.63% สะท้อนว่า การระดมทุนในตลาดหุ้นไทยมีส่วนช่วยให้ธุรกิจครอบครัวสามารถจัดหาเงินทุนเพื่อขยายกิจการในระยะยาว ขณะที่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิค่อนข้างต่ำเฉลี่ยปีละ 3.05% แต่สูงกว่าการเติบโตของ GDP ที่เติบโต (CAGR) เฉลี่ยปีละ 2.64%12

ปี 2567 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจำนวน 641 บริษัท จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมสูงกว่า 126,035 ล้านบาท คิดเป็น 37.92% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยที่จ่ายให้ภาครัฐในปี 256713 หรือ 16.35% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบที่กรมสรรพากรจัดเก็บในปี 2567 (ภาพที่ 8)

นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านการจ้างงาน (ภาพที่ 9) โดยในปี 2567 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว จำนวน 642 บริษัท มีจำนวนพนักงานรวม 1.48 ล้านคน14 เพิ่มขึ้น 1.8% จากปี 2566 ซึ่งจำนวนพนักงานของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวนี้ คิดเป็น 9.3% ของจำนวนพนักงานที่เป็นลูกจ้างภาคเอกชนทั้งหมดในปี 256715

เมื่อพิจารณาการจ้างงานรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า จำนวนพนักงานของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น (ภาพที่ 10) โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มบริการ ที่มีการจ้างพนักงานในสัดส่วนที่มากกว่า 80% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ

โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวใช้กลไกตลาดทุนเพื่อระดมทุนขยายกิจการ ทั้งผ่านกิจกรรม IPO และระดมทุนเพิ่มเติมในตลาดรอง และมีบทบาทสาคัญต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะผู้จ่ายภาษีและผู้จ้างงาน ดังนั้น ภาครัฐควรสนับสนุนให้ธุรกิจครอบครัวสามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

อ้างอิง

1.พิจารณาจากข้อมูลบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 โดยใช้ข้อมูลการปิดสมุดทะเบียนล่าสุด (มกราคม-มิถุนายน 2568) ที่เปิดเผยใน SETSMART หากผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล จะวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลผู้ถือหุ้นในระบบ Corpus X ของบริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน) ย้อนไปจนถึงผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา

2.ปรับคำนิยามเพิ่มเติม เนื่องจากพบว่ามีหลายตระกูลร่วมก่อตั้งและดำเนินธุรกิจด้วยกัน ทั้งแบบเครือญาติ เพื่อนร่วมงาน และความเชื่อมโยงผ่านการแต่งงาน และการรวบรวมข้อมูลการถือหุ้นทางอ้อม ทำให้จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเพิ่มขึ้นจาก SET Note ฉบับที่ 9/2567

3.รายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ประกาศล่าสุดของแต่ละดัชนี (ข้อมูล ณ 18 สิงหาคม 2568) โดย SET51-100 คือ หลักทรัพย์ใน องค์ประกอบ SET100 ที่ไม่ได้เป็นองค์ประกอบ SET50

4.รายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ประกาศล่าสุดของแต่ละดัชนี (ข้อมูล ณ 18 สิงหาคม 2568)

5.คำนวณจากปี 2568 หักด้วยปีก่อตั้งกิจการ กรณีเกิดจากการควบรวมกิจการ จะนับจากปีก่อตั้งของบริษัทเดิม (อายุกิจการอาจน้อยกว่าความเป็นจริง เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ใน SETSMART รายงานปีก่อตั้งตั้งแต่จัดตั้งเป็นบริษัทมหาชน ไม่ใช่ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ)

6.พิจารณาเฉพาะบริษัทจดทะเบียน ณ สิ้นปี 2567 ที่มีงบการเงินครบถ้วน

7.พิจารณาเฉพาะบริษัทจดทะเบียนที่จดทะเบียนเข้าซื้อขายใหม่และระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ไม่รวมบริษัทจดทะเบียนเข้าซื้อขายใหม่อันเกิดจาก การควบรวมกิจการ การแลกเปลี่ยนหุ้น หรือกิจกรรมใดๆ ที่ไม่ได้ระดมทุนกิจกรรม IPO

8.มูลค่าระดมทุน คำนวณจาก หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป และการเสนอขายตามโครงการ ESOP

9.มูลค่าหลักทรัพย์ คำนวณจาก จำนวนหลักทรัพย์จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ และราคาเสนอขายต่อประชาชนครั้งแรก (IPO)

10.การระดมทุนในตลาดรอง เป็นการระดมทุนผ่านกิจกรรม 1) การออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering: PO) 2) การออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อบุคคลในวงจากัด (Private Placement: PP) 3) การออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering: RO) 4) การเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิ์ และ 5) การระดมทุนจากการแปลงสภาพ

11.ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product at Current Market Prices) ในตารางสถิติ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ รายไตรมาสของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ใช้ข้อมูล ณ 28 สิงหาคม 2568

12.คำนวณจากเม็ดเงินของ GDP จากปี 2560 ที่ GDP อยู่ที่ 15.49 ล้านล้านบาท และปี 2567 ที่อยู่ที่ 18.58 ล้านล้านบาท

13.ข้อมูลผลจัดเก็บภาษีอากรทั้งประเทศ ปี 2567 ที่จัดทำโดยกรมสรรพากร โดยในการศึกษานี้พิจารณาเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมดที่กรมสรรพากร จัดเก็บ ซึ่งมีมูลค่ารวม 771,092 ล้านบาท

14.ข้อมูลจำนวนพนักงาน ปี 2561 – 2566 ใช้ฐานข้อมูลจำนวนพนักงานที่จัดทาโดยฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่รวบรวมจำนวนพนักงาน ของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทตามที่เปิดเผยในแบบฟอร์ม 56-1, รายงานประจำปี และแบบฟอร์ม 56-1 One Report ขณะที่ข้อมูลจำนวนพนักงาน ปี 2567 ใช้ข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยใน 56-1 One Report Structure Data จาก SETSMART (ข้อมูล ณ 19 พฤษภาคม 2568)

15.จำนวนพนักงานที่เป็นลูกจ้างภาคเอกชนจากฐานข้อมูล “จำนวนผู้มีงานทำ จำแนกตามสถานภาพทางาน” จากเวบไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (https://app.bot.or.th/BTWS_STAT/statistics/BOTWEBSTAT.aspx?reportID=627&language=th) โดยจำนวนพนักงานที่เป็นลูกจ้างภาคเอกชน ทั้งหมดในปี 2567 ที่มีจำนวน 15.90 ล้านคน

รายงานโดย สุมิตรา ตั้งสมวรพงษ์ ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้ จัดทำขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และแนวคิดแก่ผู้อ่าน มิใช่การให้คำแนะนำด้านการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมิได้ให้การรับรองในความถูกต้องของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น อันเนื่องจากการนำข้อมูลไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้อ้างอิง หรือเผยแพร่ไม่ว่าในลักษณะใด นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติมข้อมูลไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดตามหลักเกณฑ์ที่เห็นสมควร ความเห็นที่ปรากฎในรายงานฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเห็นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย