ปตท.ชูเทรนด์โลก ‘Gas is Destination Future Fuel’ เดินหน้าความมั่นคงทางพลังงานของไทย พร้อมโจทย์’ยั่งยืน’

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด

ภายใต้สถานการณ์พลังงานโลกที่ยังต้องพึ่งพาฟอสซิล โดยเฉพาะ ‘ก๊าซธรรมชาติ’ ด้วยเหตุผล1.มีปริมาณมากสามารถใช้ได้อีก 20-30 ปี 2.ถือเป็นฟอสซิลที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ อาทิ ถ่านหิน น้ำมัน 3.ราคาเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงที่โลกยังต้องการเชื้อเพลิงราคาไม่แพง โลกจึงมุ่งมาที่ Gas is Destination Future Fuel โดยระบุว่าหากไม่ขุดขึ้นมาใช้ในระหว่างนี้ ก็จะไม่มีโอกาสที่จะขุดขึ้นมาใช้ได้

ท่ามกลางความท้าทายในมิติต่างๆของความมั่นคงทางพลังงาน เมื่อการผลิตพลังงานหมุนเวียน พลังงานสีเขียว ยังไม่สามารถทำได้เพียงพอกับความต้องการ จึงยังต้องพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลที่สะอาดมากที่สุดคือก๊าซ และทั่วโลกมีซัพพลายจำนวนมาก ที่สำคัญคือราคาถูก ดังนั้นในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน(transition fuel)ไปสู่เป้าหมายพลังงานสะอาด ‘ก๊าซ’ จึง Destination Fuel เป็นเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดที่จะนำมาใช้ทดแทนถ่านหิน น้ำมัน

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกยังต้องการเชื้อเพลิงที่เป็นฟอสซิลที่สะอาดที่สุดมาใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่อีกขาหนึ่งยังต้องช่วยโลกลดคาร์บอนเพื่อรักษาสมดุล ด้วยเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก สู่ Carbon Neutrality ปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 จึง เป็นคำถามว่าจะทำได้หรือไม่ แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะมาช่วยกักเก็บคาร์บอนในรูปแบบต่างๆ แต่จะชดเชยกันได้หรือไม่

กลุ่ม ปตท. ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก มีกลยุทธ์สร้างสมดุล 3 ด้าน  ได้แก่ 1) สร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Security)2) เข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability/ Competitiveness)3) ต้องยั่งยืน (Sustainability)

ด้วยเหตนี้ ปตท.ภายใต้การนำของ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) วางยุทธศาสตร์มุ่งที่ ‘ก๊าซ’ ตามเทรนด์ของโลก ซึ่งกลุ่ม ‘ปตท.’ จะเข้ามาเป็นผู้เล่นในธุรกิจนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศและเป็น LNG Hub ในภูมิภาคนี้ โดยมองว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาทั่วโลกบอกว่าก๊าซเป็น Transitional Fuel แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ก๊าซกลายมาเป็น destination fuel และเชื่อว่าอีกสามสิบปีข้างหน้าทุกคนยังต้องใช้ก๊าซ ด้วยปริมาณที่มีเยอะ ราคาไม่แพง มีคาร์บอนไม่มาก สามารถ decarbonize ได้ไม่ยากมาก สามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมๆกับสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ภาพรวมสถานการณ์พลังงานในระดับโลก ปี 2025

ส่วนแบ่งพลังงานตามแหล่งที่มา (ปี 2024–2025)

  • ถ่านหิน (Coal) การเติบโตช้าลงเพียง 1% และสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าลดลง คิดเป็นสัดส่วน 35%
  • น้ำมัน (Oil) การเติบโตช้าลง เหลือเพียง +0.8% และส่วนแบ่งของการใช้พลังงานรวมต่ำกว่า 30%
    ครั้งแรกในรอบ 50 ปี
  • ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง โดยมีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2.5–2.7%
  • พลังงานหมุนเวียน (renewables) และ นิวเคลียร์ ครอบคลุม 80% ของการเติบโตของพลังงานไฟฟ้า และคิดเป็น 40% ของไฟฟ้าที่ผลิตทั้งหมด
  • พลังงานหมุนเวียน (เฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้า) คิดเป็นสัดส่วนหนึ่งในสามของไฟฟ้าทั้งหมด โดยคิดเป็นสัดส่วนพลังงานน้ำ 14%, ลม 8%, พลังงานแสงอาทิตย์ 7%
  • พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV) กำลังผลิตสูงสุด เพิ่มขึ้น ~480 TWh ในปี 2024; เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุก ~3 ปี และคิดเป็นสัดส่วน ~55% ของกำลังการผลิตหมุนเวียน

ภาพรวมสถานการณ์ธุรกิจ LNG ปัจจุบัน ในระดับโลก

สถานการณ์ธุรกิจ LNG (Liquefied Natural Gas) หรือก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลก ปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบและทิศทางการเติบโตของตลาด โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์พลังงานและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีผลต่ออุปสงค์และอุปทานของก๊าซธรรมชาติ ในปี 2025 มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาหลายด้านจากปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และนโยบายพลังงานที่มีผลต่อการผลิต การส่งออก และความต้องการ LNG ทั่วโลก

1. ความต้องการ LNG ยังคงเติบโต

  • ตลาดเอเชียและยุโรป: ความต้องการ LNG ในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีนและอินเดีย ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาด รวมถึงความต้องการ LNG ในยุโรปที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตยูเครนที่ทำให้ยุโรปพยายามหลีกเลี่ยงการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย
  • การเปลี่ยนแปลงพลังงานในยุโรป: ยุโรปยังคงใช้ LNG เป็นแหล่งพลังงานทางเลือกหลักเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยพยายามลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียและเพิ่มความหลากหลายในการจัดหาพลังงาน
  • ความต้องการ LNG ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 3.0% อยู่ที่ประมาณ 413 ล้านตัน และคาดว่าในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นในช่วง 2.9–3.5% อยู่ที่ประมาณ 425–427 ล้านตัน และจะเพิ่มขึ้นมาอีกในปี 2026 เมื่อมีปริมาณ LNG ใหม่เข้าตลาดมากขึ้น

2. อุปทาน LNG และปัญหาความไม่เสถียร

  • ปัญหาการขาดแคลนอุปทาน: แม้ว่าจะมีการลงทุนขยายโรงงานผลิต LNG ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา กาตาร์ และออสเตรเลีย แต่ยังคงมีความท้าทายด้านการเพิ่มอุปทานในระดับที่ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่ความต้องการพลังงานสูง  อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออก (liquefaction capacity) มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และกาตาร์ ซึ่งทะยานขึ้นมากจนถูกคาดการณ์ว่าตลาดอาจจะประสบภาวะอุปทานล้น (oversupply) ภายในช่วงปี 2025–2028
  • การลงทุนในโครงการใหม่: หลายประเทศกำลังเพิ่มการลงทุนในโครงการขยายการผลิต LNG และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงงานแปรรูป และท่าเรือขนส่ง LNG เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต
  • การแข่งขันในตลาด: ประเทศที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และกาตาร์ ต่างแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงตลาดส่งออก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและยุโรปที่มีความต้องการ
  • ความเสี่ยงจากอุปทานล้นตลาด (แนวโน้มตลาดโลกเข้าสู่ภาวะ

-Oversuppyการขยายกำลังการผลิต (liquefaction capacity) อย่างมาก  โดยเพิ่มประมาณ 40% ระหว่าง ปี 2024 -2028 โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และกาตาร์ 

-IEA คาดการณ์ว่าตลาด LNG กำลังเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาดในช่วงปลายทศวรรษนี้ โดยไม่จำเป็นต้องมีโครงการใหม่เพิ่มเติมจนถึงปี 2040

-Wood Mackenzie คาดว่าในปี 2025 จะมี Final Investment Decisions (FIDs) สำหรับโครงการ LNG น้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากต้นทุนที่สูงและแรงกดดันจากภาคบริการ

-Financial Times คาดการณ์ว่า รายได้จาก LNG ของบริษัทใหญ่ด้านพลังงานจะลดลงในปี 2025 เนื่องจากสถานการณ์ตลาดนิ่งขึ้น และคาดว่าจะมีอุปทานล้นตลาดตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

  • อุปสงค์ในตลาดหลักชะลอตัวหรือหดตัว

-ประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และยุโรป ที่เคยเป็นผู้บริโภค LNG ใหญ่ เริ่มลดการนำเข้า เนื่องจากเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนและนิวเคลียร์ 

-สำหรับจีน แม้จะกลับมาเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ แต่การเติบโตยังไม่ฟื้นเต็มที่ อุปสงค์ถูกจำกัดโดยแหล่งพลังงานภายในประเทศและนโยบายด้านความมั่นคงพลังงาน

-อินเดียและประเทศในเอเชียใต้เผชิญกับความท้าทายด้านราคาและการเงิน ทำให้มีการปรับลดโครงการ LNG และหันไปใช้เชื้อเพลิงอื่นหรือพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น 

-Shell คาดว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย และแอลจีเรียจะกลายเป็นผู้นำเข้า LNG แทนในอนาคต เนื่องจากความต้องการภายในสูงขึ้นในขณะที่การผลิตลดลง ซึ่งอาจเพิ่ม LNG Demand ได้ราว 50 ล้านตัน ภายในปี 2040

3. ราคา LNG

  • ความผันผวนของราคา: ราคาของ LNG ในตลาดโลกมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตการเมืองหรือเศรษฐกิจ เช่น การก่อเหตุทางการเมืองในภูมิภาคต่างๆ หรือการหยุดผลิตของแหล่งสำคัญ
  • อุปทานที่ขาดแคลน ในช่วงฤดูหนาว: ราคาของ LNG โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวมักจะสูงขึ้นเมื่อมีความต้องการใช้พลังงานความร้อนมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความตึงเครียดในตลาด และผู้บริโภคบางประเทศอาจเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

4. การเปลี่ยนแปลงในทิศทางการลงทุนและนโยบาย

  • การลงทุนในพลังงานทดแทน: มีการลงทุนในพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีลดคาร์บอน ซึ่งอาจมีผลต่อการเติบโตของธุรกิจ LNG ในระยะยาว หลายประเทศยังคงเน้นการลงทุนในพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม แต่ LNG ยังคงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในช่วงที่เทคโนโลยีพลังงานทดแทนยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
  • นโยบายพลังงานและการปรับตัว: ประเทศต่างๆ รวมถึงจีน, อินเดีย, และประเทศในยุโรป เริ่มออกนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้ LNG อย่างยั่งยืน พร้อมกับการผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

5. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

  • เทคโนโลยีจัดเก็บและขนส่ง LNG: การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดเก็บและขนส่ง LNG เช่น การลดต้นทุนการขนส่งด้วยเรือ LNG ขนาดใหญ่ หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูง จะช่วยให้ธุรกิจ LNG สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
  • LNG กับการลดการปล่อยคาร์บอน: แม้ว่า LNG จะเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ LNG ยังคงได้รับความนิยมในฐานะพลังงานสะอาดกว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ เช่น ถ่านหิน ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่สิ่งแวดล้อม

6. ทิศทางในอนาคต

  • การเติบโตของตลาด LNG: คาดการณ์ว่า LNG จะยังคงเติบโตในตลาดโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคและประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง เช่น เอเชียและอินเดีย ซึ่งมีความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: จะมีการลงทุนอย่างมากในโครงสร้างพื้นฐานในการผลิต, ขนส่ง และจัดเก็บ LNG เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
  • การขยายการใช้ LNG ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม: LNG อาจจะได้รับการขยายการใช้งานในภาคขนส่ง เช่น รถบรรทุก  เรือ  และเครื่องบิน  เป็นต้น 

โดยรวมแล้ว ธุรกิจ LNG กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก แต่ก็ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งในตลาดโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ต้องการพลังงานสะอาดและความมั่นคงด้านการจัดหาพลังงาน

โดยรวมแล้ว ธุรกิจ LNG กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก แต่ก็ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งในตลาดโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ต้องการพลังงานสะอาดและความมั่นคงด้านการจัดหาพลังงาน

ประเด็นสถานการณ์หลักปี2025
Demandเติบโตต่อเนื่องในเอเชีย  ยุโรปยังคงดันทางเลือก LNG
Supplyมีปริมาณใหม่เข้าตลาด แต่โครงการใหม่ชะลอ FIDs
Market Riskแม้ความต้องการยังเติบโต แต่มีความเสี่ยงต่อ oversupply และรายได้ของผู้ผลิต
ราคาพลังงานราคาชะลอตัว ยุโรปอาจได้เปรียบจากต้นทุนที่ต่ำกว่า
ภูมิรัฐศาสตร์จีน/อินเดียลดการนำเข้า / สหรัฐฯ และแคนาดาเป็นผู้ส่งออกหลัก

สถานการณ์ธุรกิจ LNG ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี 2025  ธุรกิจ LNG ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยมลพิษ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้

1. ความต้องการ LNG ที่เพิ่มขึ้น

  • การเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศในภูมิภาคนี้ อาทิ ไทย อินโดนีเซีย  มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ สิงคโปร์ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งทำให้ความต้องการพลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมและการขนส่ง
  • การเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มหันมาใช้ LNG มากขึ้นเพื่อทดแทนพลังงานฟอสซิลชนิดอื่น เช่น ถ่านหินและน้ำมัน เนื่องจาก LNG มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำกว่า

2. บทบาทของ LNG ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

  • การลดการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเดิม ประเทศในภูมิภาคนี้ยังคงพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างๆ เช่น ประเทศในตะวันออกกลาง  ออสเตรเลีย  และสหรัฐอเมริกา แต่หลายประเทศก็พยายามลดการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเดียวเพื่อเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาพลังงาน
  • การพัฒนาพลังงานทดแทนและ LNG พลังงานทดแทนก็ได้รับการส่งเสริม แต่ LNG ยังคงเป็นพลังงานที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีพลังงานทดแทนยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เต็มที่

3. โครงสร้างพื้นฐาน LNG ในภูมิภาค

  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน LNG เช่น ท่าเรือขนส่ง โรงงานแปรรูป LNG  และระบบท่อฯ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด LNG
    • สิงคโปร์: เป็นศูนย์กลางการขนส่ง LNG ในภูมิภาค ด้วยท่าเรือขนาดใหญ่และการเป็นศูนย์กลางการค้า  สิงคโปร์กำลังพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการค้า  LNG ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมลงทุนก่อสร้าง LNG Terminal แห่งที่ 2 และเพิ่มการบริการ LNG bunkering ในท่าเรือ  ทั้งนี้สิงคโปร์ยังพึ่งพา LNG อยู่มาก:  95% ของการผลิตไฟฟ้า แม้จะมีการขยายพลังงานแสงอาทิตย์และนำเข้าพลังงานสะอาดจากภูมิภาคอื่น
    • ไทย: มีการลงทุนและพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐาน LNG โดยเฉพาะโครงการ LNG Regasification Terminal  จำนวน 2 โครงการ โดยปัจจุบันมี Capacity รวมทั้งสิ้น 19 ล้านตันต่อปี ตั้งอยู่ที่เทศบาลนครมาบตาพุด  จังหวัดระยอง พัฒนาโครงการโดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด    
    • อินโดนีเซีย: กำลังพัฒนาโครงการ LNG ในหลายพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการในประเทศและการส่งออก

4. อุปทานและราคา LNG

  • การแข่งขันในการจัดหาก๊าซ แม้ว่ามีการลงทุนในโครงการ LNG เพิ่มขึ้น แต่การขาดแคลนแหล่งอุปทานบางครั้งอาจทำให้เกิดการแข่งขันในตลาด LNG การนำเข้า LNG จากต่างประเทศยังคงเป็นส่วนสำคัญในความพยายามที่จะรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว
    • ราคา LNG ที่ผันผวน ราคาของ LNG ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความผันผวนตามปัจจัยโลก เช่น ราคาน้ำมัน  การขาดแคลนอุปทาน หรือความต้องการจากภูมิภาคอื่น

5. การสนับสนุนจากรัฐบาลและนโยบายพลังงาน

  • นโยบายด้านพลังงานสะอาด หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยมลพิษ สนับสนุนการใช้ LNG และพลังงานสะอาด เช่น การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน (Energy Mix) ในประเทศไทย  มาเลเซีย  และอินโดนีเซีย
  • การเปิดเสรีทางการค้า LNG ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเปิดเสรีทางการค้า LNG โดยเฉพาะในการนำเข้าและส่งออก LNG ซึ่งช่วยให้ตลาดสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นและรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

6. ทิศทางในอนาคตของธุรกิจ LNG ในภูมิภาค

  • การเติบโตของตลาด ความต้องการ LNG ในภูมิภาคนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสูง เช่น เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย
  • การขยายโครงสร้างพื้นฐาน LNG การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งในภาคการผลิตและการขนส่ง LNG จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
  • บทบาทของเทคโนโลยี การพัฒนาเทคโนโลยีในด้านการผลิต การเก็บรักษา และการขนส่ง LNG จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ LNG ในภูมิภาคนี้

โดยสรุปในปี 2025 ธุรกิจ LNG ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสู่พลังงานสะอาด หลายประเทศในภูมิภาคนี้มีการลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐาน LNG เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน ราคาของ LNG และการแข่งขันในตลาดยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามอง

ทิศทางธุรกิจ LNG โลกและภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ปี2025-2030)

1. ทิศทาง Outlook ของธุรกิจ LNG ในระดับโลก

ธุรกิจ LNG ในระดับโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายด้านทั้งในแง่ของความต้องการ (demand)  การพัฒนาเทคโนโลยี  และการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงาน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้:

1.1 ความต้องการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

  • การขยายตัวของตลาด LNG ความต้องการ LNG ในตลาดโลกยังคงเติบโต โดยเฉพาะใน เอเชีย ยุโรป และ อเมริกาเหนือ เนื่องจากหลายประเทศต้องการใช้พลังงานสะอาดและหลีกเลี่ยงการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอื่นๆ
  • การพัฒนาของเศรษฐกิจเกิดใหม่ ประเทศใน เอเชีย (เช่น จีน  อินเดีย) และ ตะวันออกกลาง จะยังคงเป็นตลาดสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการ LNG เนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและการเติบโตของเมืองใหญ่
  • ยุโรปยังต้องพึ่งพา LNG ในปี 2025 ท่ามกลางการลดพึ่งพา Russian pipeline gas โดยคาดว่าอุปทานและดีมานด์จะใกล้สมดุลในปีนี้ แต่จากปี 2026 เป็นต้นไปจะเข้าสู่ช่วง oversupply ซึ่งจะกดดันราคาและกระทบผู้ส่งออกบางราย
  • Shell เชื่อว่าความต้องการ LNG ที่เพิ่มขึ้นในเอเชียจะทำให้ตลาดไม่ oversupply เกินไป และราคาที่ต่ำลงจะช่วยกระตุ้นดีมานด์ในเอเชียซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคา

1.2 การเพิ่มอุปทานจากผู้ผลิตหลัก

  • การขยายการผลิตในสหรัฐอเมริกา: สหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้ผลิต LNG รายใหญ่ โดยการพัฒนาแหล่งผลิตใหม่ ๆ และการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกจะส่งผลดีต่อตลาด LNG ในอนาคต
  • การลงทุนจากประเทศผู้ผลิตหลัก: ประเทศ กาตาร์ ออสเตรเลีย รัสเซีย และ ไนจีเรีย ยังคงมีบทบาทสำคัญในการส่งออก LNG ในขณะที่การพัฒนาแหล่งใหม่ใน แคนาดา และ โมซัมบิก จะเพิ่มการแข่งขันในตลาด LNG มากขึ้น

1.3 เทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรม

  • เทคโนโลยีการขนส่งและจัดเก็บ LNG: เทคโนโลยีในการเก็บรักษาและขนส่ง LNG จะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาพลังงาน
  • LNG ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม: มีการใช้ LNG เพิ่มขึ้นในภาคขนส่ง (รถบรรทุก เรือ เครื่องบิน) และการใช้ LNG ในอุตสาหกรรมจะมีการขยายตัว เนื่องจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้ LNG เป็นพลังงานที่สะอาดและมีความสามารถในการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.4 ความท้าทายจากการปรับตัวในเรื่องพลังงานสะอาด

  • การเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย: หลายประเทศมีนโยบายพลังงานที่มุ่งไปสู่การใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาด LNG ในระยะยาว แต่ LNG ยังคงเป็นพลังงานทางเลือกที่สำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
  • การปล่อยมลพิษต่ำ: LNG ยังคงได้รับความนิยมในฐานะพลังงานสะอาดกว่าถ่านหินและน้ำมัน ซึ่งเป็นการสนับสนุนการใช้ LNG ในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2. ทิศทาง Outlook ของธุรกิจ LNG ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงในธุรกิจ LNG เนื่องจากเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วและความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายพลังงานในหลายประเทศยังเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตในภูมิภาคนี้

2.1 ความต้องการ LNG ที่เพิ่มขึ้น

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม: ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ สิงคโปร์ จะมีความต้องการ LNG ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้า
  • THE STANDARD คาดการณ์ว่าความต้องการ LNG ในภูมิภาคนี้อาจเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าภายในปี 2033 จนคิดเป็น 12% ของตลาดโลก
  • ประเทศอย่างไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญที่จะผลักดันตลาด LNG ให้เติบโต
  • ความต้องการก๊าซธรรมชาติ/LNG ในภูมิภาคจะเติบโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ราว 3.1% จนถึงปี 2035 และถูกคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ก๊าซธรรมชาติอาจมีสัดส่วนสูงถึง 30% ของพลังงานหลักในภูมิภาค
  • ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะกลายเป็น ภาคีผู้นำเข้าสุทธิ (Net LNG importer) ภายใน ปี 2032

2.2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน LNG

  • โครงการท่อส่งก๊าซฯ ข้ามประเทศ เช่น Trans-ASEAN Gas Pipeline (TAGP) ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมเสถียรภาพด้านพลังงานและความมั่นคงในระยะยาว  ซึ่งไทยมีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นศูนย์กลาง LNG ของภูมิภาค
  • หลายประเทศในภูมิภาคนี้ เช่น ไทย อินโดนีเซีย และ สิงคโปร์ กำลังลงทุนในโครงการ LNG ใหม่ๆ เช่น ท่าเรือขนส่ง LNG โรงงานแปรรูป LNG และระบบท่อส่ง LNG เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น
  • การส่งออก LNG จากภูมิภาค: ประเทศในภูมิภาคอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย  จะยังคงเป็นผู้ส่งออก LNG สำคัญในภูมิภาค โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและส่งออก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียและมาเลเซียอาจต้องหันมาเป็นผู้นำเข้าเนื่องจากดีมานด์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการผลิต

2.3 การลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล

  • การใช้ LNG แทนถ่านหิน: หลายประเทศในภูมิภาคนี้เริ่มหันมาใช้ LNG แทนพลังงานถ่านหิน เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ
  • การสนับสนุนจากรัฐบาล: หลายประเทศเริ่มตั้งเป้าหมายในด้านการใช้พลังงานสะอาด และมีการปรับนโยบายพลังงานเพื่อสนับสนุนการใช้ LNG ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของธุรกิจ LNG ในระยะยาว

2.4 การท้าทายจากความผันผวนของราคา

  • ความผันผวนของราคา LNG: ราคาของ LNG ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงผันผวนตามปัจจัยต่างๆ เช่น ความต้องการจากตลาดโลก  การขาดแคลนอุปทาน และเหตุการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อตลาด LNG
  • การพัฒนาตลาดกลาง (Hub): หลายประเทศในภูมิภาคกำลังพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้า LNG เช่น ไทย  สิงคโปร์ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในด้านราคาและการจัดหาพลังงาน

โดยสรุปทิศทาง Outlook ของธุรกิจ LNG ในระดับโลกและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต (ปี 2025-2030) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งในแง่ของความต้องการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน LNG ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของการใช้ LNG ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม และการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน LNG ส่วนระดับโลกก็จะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตหลัก การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนโยบายพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

การลงทุนในธุรกิจ LNG ของ ปตท. และแผนงานในอนาคต

1. ความร่วมมือระหว่างประเทศ

  • สัญญาซื้อ LNG จาก Alaska (Alaska LNG)
    • เมื่อ 24 มิถุนายน 2025  ปตท. ลงนามข้อตกลงความร่วมมือไม่ผูกมัด (non‑binding cooperation agreement) กับ Glenfarne Alaska LNG LLC เพื่อซื้อ LNG จำนวน 2 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี  ข้อตกลงนี้เป็นการจองพื้นที่ซื้อ (offtake capacity) จากโครงการ Alaska LNG โดยรวมแล้วโครงการได้สำรอง 50% ของปริมาณของ offtake สำหรับคู่ค้าระดับ investment‑grade  เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ  ซึ่งไทยเน้นความร่วมมือกับรัฐ Alaska  โดยความร่วมมือนี้มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหาโอกาสในการจัดหา LNG รองรับความต้องการใช้ในประเทศไทยควบคู่กับการขยายธุรกิจ LNG ของกลุ่ม ปตท. โครงการคาดการณ์ว่าจะเริ่มผลิตปี 2028 และส่งออกปี 2031
    • โครงการ LNG นี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ 8 Star Alaska LLC ซึ่งเป็น Joint Venture ระหว่าง Glenfarne (ผู้พัฒนาโครงการหลัก) และ Alaska Gasline Development Corporation (AGDC)
  • ข้อตกลงกับ Oman LNG
    • ได้ลงนามข้อตกลงซื้อ LNG จาก Oman LNG จำนวน 300,000 ตันต่อปี เริ่มปี 2025 และกำลังเจรจาข้อตกลงเพิ่มเติมอีก 9 ปี ปริมาณ 800,000 ตันต่อปี เริ่มปี 2026

2. โครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ

  • โครงการคลังจัดเก็บและท่าเรือรับ LNG (LNG Receiving Terminal)
    • ปตท. ร่วมกับ กฟผ. ลงทุนสร้าง LNG Receiving Terminal ที่ 2 (หนองแฟบ จ.ระยอง) ขนาด 7.5 ล้านตันต่อปี  โดยปัจจุบัน LNG Receiving Terminal ในประเทศไทย รวมกำลังรับได้สูงสุดถึง 19 ล้านตันต่อปี  อันเป็นการเสริมศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลาง LNG ของอาเซียน
  • ยอดการนำเข้า LNG ในประเทศ
    • ในปี 2024 ไทยนำเข้า LNG สูงสุดถึง 11.7 ล้านตัน ถือเป็นประเทศผู้นำเข้ารายหลักในภูมิภาค

แผนงานในอนาคต (กลยุทธ์ระยะกลางถึงยาว)

หัวข้อรายละเอียด
เป้าหมาย “LNG Hub”ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขาย LNG ในภูมิภาค ด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ
การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแผนงานขยายโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ   LNG Regasification Terminal และโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 ที่จังหวัดระยอง  เป็นต้น
แผนการปรับและพัฒนาห่วงโซ่ LNG ระดับกลางถึงปลายมีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อจัดการ LNG Value Chain  เพิ่มความมั่นคงและความยืดหยุ่นจากราคาและอุปสงค์ของ LNG
เน้นความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยปตท. มุ่งพัฒนาทั่วทุกมิติ ตั้งแต่การนำเข้า LNG ไปจนถึงการค้าขาย LNG ภายในภูมิภาค เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาพลังงานแก่ผู้บริโภคในประเทศไทย
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานปตท. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการ CCS, พลังงานหมุนเวียน โดยมีแผนความร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ ในกลุ่ม ปตท. และพันธมิตรภายนอก เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อจุดประสงค์ในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรื่องกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี 2050 และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย

หมายเหตุ : ที่มาข้อมูล S&P Global, Wood Mackenzie, IEA Global Energy Review 2025, Argus Media, Financial Times, Reuters