PwC เผย “ทุจริตจัดซื้อ” ปัญหาใหญ่ธุรกิจไทย แนะตรวจเข้มคู่ค้าลดฮั้วประมูล

PwC เผยการทุจริตจัดซื้อจะกลายเป็นภัยที่คุกคามธุรกิจไทยในปี 2560 หลังผลสำรวจพบภาคธุรกิจกว่า 90% เชื่อปีนี้มีโอกาสเกิดการทุจริตจัดซื้อภายในองค์กรของตัวเอง ระบุสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากคนในร่วมมือกับคู่ค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดการฮั้วในขั้นตอนการเลือกผู้ค้า แนะตรวจเข้มขั้นตอนการคัดเลือกผู้ค้า อีกทั้งประเมินความพร้อมและตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริต

นายวรพงษ์ สุธานนท์ หุ้นส่วนสายงาน forensic services บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยในงานสัมมนา PwC Forensics Summit ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในองค์กรจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการตรวจสอบและป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของภาครัฐและภาคเอกชน จากทั้งในและนอกประเทศว่า จากการสำรวจผู้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้กว่า 400 รายพบว่า ผู้ถูกสำรวจมากถึง 93% ระบุว่า มีโอกาสเกิดการทุจริตจัดซื้อ (procurement fraud) กับธุรกิจที่ดำเนินการในประเทศไทยในช่วงปี 2560-2561 ซึ่งการทุจริตจัดซื้อนี้ถือเป็นปัญหาและภัยร้ายแรงที่ตรวจพบมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ทั้งในประเทศไทยและระดับโลก

ที่มาภาพ : http://www.pwc.com/th/en/publications/2016-economic-crime-in-thailand.html

สอดคล้องกับผลสำรวจอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ PwC’s 2016 Global Economic Crime Survey: Economic Crime in Thailand ประจำปี 2559 ของ PwC ประเทศไทย ซึ่งทำการสำรวจองค์กรและภาคธุรกิจหลายประเภท ประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียน บริษัทเอกชน และหน่วยงานภาครัฐในประเทศ พบว่า การทุจริตจัดซื้อจะเป็นปัญหาการทุจริตที่ตรวจพบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของไทยในปีนี้ รองจากการยักยอกสินทรัพย์ (asset misappropriation) และการรับสินบนและคอร์รัปชัน (bribery and corruption) ในอันดับที่ 3

“ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ล้วนเกิดขึ้นจากพนักงานภายในองค์กร ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจสอบการทุจริต โดยผลสำรวจในปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ถูกสำรวจเกือบ 80% ยอมรับว่าการกระทำทุจริตส่วนใหญ่เกิดจากคนในทั้งนั้น รวมถึงปัญหาการทุจริตจัดซื้อด้วย” นายวรพงษ์กล่าว

ทั้งนี้ สาเหตุของการทุจริตจัดซื้อที่พบส่วนใหญ่ เกิดจากการที่พนักงานสมรู้ร่วมคิดกับคู่ค้า (third party vendors) และบ่อยครั้งก็มีการฮั้วในขั้นตอนการเลือกผู้ค้า (vendor selection process) ดั้งนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรต่างๆ จะต้องมีการตรวจสอบวิเคราะห์คุณสมบัติพื้นฐาน (due diligence) ของพนักงานและคู่ค้า และควรครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับบุคคลที่สามที่เป็นผู้ค้าของบริษัทในปัจจุบัน หรือที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้เป็นผู้ค้า (third party relationships) ด้วย

ที่มาภาพ : http://www.pwc.com/th/en/publications/2016-economic-crime-in-thailand.html

“หากบริษัทมีการประเมินความพร้อมและตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ค้าตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกผู้ค้า ผ่านการค้นหาและสอบทานข้อมูลภูมิหลังโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดทุจริตในขั้นตอนการประกวดราคา การจัดซื้อจัดจ้าง และการชำระเงินได้” นายวรพงษ์กล่าว

นายวรพงษ์กล่าวต่อว่า การทุจริตที่เกิดจากบุคคลที่สามซึ่งเป็นผู้ค้าและคู่ค้าทางธุรกิจของบริษัท (third party vendors and business partners) อาจทำให้บริษัทเกิดความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องอันเนื่องมาจากความเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชัน โดยผลการศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) พบว่า 75% ของเหตุการณ์คอร์รัปชันจำนวน 427 เหตุที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ปี 2542 ล้วนเกี่ยวข้องกับการชำระเงินที่ไม่เหมาะสม ผ่านตัวกลางซึ่งเป็นบุคคลที่สาม (third party intermediaries)

ในส่วนของประเทศไทย นายวรพงษ์กล่าวว่า ทุกฝ่ายยังคงต้องร่วมมือกันในการป้องกันและปราบปรามปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพราะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งนี้ จากผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี 2559 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International’s 2016 Corruption Perceptions Index) พบว่า ไทยตกมาอยู่ที่อันดับ 101 จากทั้งหมด 176 ประเทศ ซึ่งถือเป็นลำดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปีนับจากปี 2556 ซึ่งเวลานั้นไทยอยู่ในอันดับที่ 102

“ค่าคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยล่าสุด ถือว่ารั้งท้ายประเทศกลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ (BRICS ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) และคิวบาที่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายยังคงต้องทำหน้าที่ให้ดีกว่านี้ หากต้องการให้ไทยเป็นประเทศที่น่าดึงดูดต่อการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ” นายวรพงษ์กล่าว

นายวรพงษ์กล่าวอีกว่า งานสัมมนา PwC Forensics Summit ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทย ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจบรรลุเป้าหมายอย่างที่กล่าวไป คือ การมีระบบการควบคุมป้องกันที่รอบด้านและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการขยายขอบเขตการตรวจสอบวิเคราะห์คุณสมบัติพื้นฐาน และครอบคลุมทั้งการรู้จักตัวตนของลูกค้า การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและบุคคลที่สามที่ทำธุรกิจหรือกำลังจะทำธุรกิจร่วมกับบริษัท ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางการเงิน