ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 17-23 เม.ย. 2559: “‘วิษณุ’ ชี้ สื่อสรุปเอง ‘ผสมข้อดี 4 รธน.’ ถ้าประชามติไม่ผ่าน” และ “โปรดเกล้าฯ แล้ว ขวางประชามติ ‘คุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่น'”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 17-23 เม.ย. 2559

  • “วิษณุ” ชี้ สื่อสรุปเอง “ผสมข้อดี 4 รธน.” ถ้าประชามติไม่ผ่าน
  • “คณะปูชนียบุคคล” จี้รัฐหยุดต่อใบอนุญาตเหมืองทอง
  • จีนส่อไม่เจราจาราคาข้าว คาดตอบโต้เปลี่ยนแผนรถไฟฯ
  • สารคดีนอกเตือน “อย่ามาเกาะเต่า”
  • โปรดเกล้าฯ แล้ว ขวางประชามติ “คุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่น”
  • “วิษณุ” ชี้ “สื่อสรุปเอง ผสมข้อดี 4 รธน.” ถ้าประชามติไม่ผ่าน

    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/607369)
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/607369)

    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงาน ว่าวันที่ 18 เม.ย. 2559 เวลา 12.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่มีเสียงคัดค้านต่อกระแสข่าวว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะมีการนำรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ คือ ฉบับปี พ.ศ. 2540, 2550, 2558 และ 2559 มาผสมปรับใช้ใหม่นั้นเป็นการตีความไปเองโดยสื่อ โดยตนนั้นบอกเพียงว่าสามารถทำได้ เช่น หยิบฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาเป็นต้นแบบ หรืออาจจะเอาร่างรัฐธรรมนูญปี 2558, 2559 หรือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2540, 2550 มาปรับใช้ก็ได้ แต่ถ้าเอาฉบับใดฉบับหนึ่งจากฉบับปี พ.ศ. 2540 หรือ 2550 มาใช้แล้วใส่บทเฉพาะกาลของฉบับปี พ.ศ. 2559 ลงไป ก็จะเป็นการกลับไปใช้กติกาเดิม และจะตอบไม่ได้ว่ายึดอำนาจทำไม

    อย่างไรก็ดี แม้นายวิษณุจะกล่าวว่า ดังนั้นก็ควรเอาข้อดีของแต่ละฉบับมาใช้ แต่ก็ได้ย้ำว่า ถ้าจะให้ชัดๆ ต้องให้ คสช. พูดเอง อยากให้ใจเย็น เพราะอีก 3 เดือน ก็จะรู้ผลแล้ว

    “คณะปูชนียบุคคล” จี้รัฐหยุดต่อใบอนุญาติเหมืองทอง

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา (https://www.isranews.org/thaireform-other-news/item/46396-news_463961.html)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา (https://www.isranews.org/thaireform-other-news/item/46396-news_463961.html)

    เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรารายงานว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่ศูนย์การศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ทางคณะปูชนียบุคคลไทย นำโดยศาสตราจารย์ระพี สาคริก ในฐานะประธานที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ จังหวัดพิจิตร แถลงเจตนารมณ์ขอให้รัฐบาลหยุดการต่อใบอนุญาตเหมืองทองคำ

    โดยคำแถลงระบุว่า ที่ผ่านมาในทางกายภาพพบว่า มีผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้องแจกจ่ายน้ำและผักที่ปลูกจากนอกพื้นที่ให้แก่ประชานรอบเหมืองเพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนสารพิษ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยอมรับแล้วว่าการดำรงชีพของประชาชนรอบเหมืองทองคำตกอยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัย

    ทั้งนี้จากการตรวจเลือดในปี 2558 พบว่า สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม โดยพบเด็กและเยาวชนกว่าร้อยละ 60 มีสารโลหะหนักในร่างกายเกินค่ามาตรฐานอันจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต

    นอกจากนี้ในด้านเศรษฐกิจ พบว่า รัฐได้ผลประโยชน์จากแร่ทองคำเพียงร้อยละ 6.6 เท่านั้น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่กลับตกเป็นของต่างชาติ ซึ่งถือเป็นความน่าอับอายของคนไทยทั้งชาติที่ประหนึ่งไม่รู้คุณค่ามรดกที่บรรพชนมอบไว้ให้ อีกทั้งในด้านสังคมก็ให้เกิดความแตกแยกในชุมชนอย่างน่าสลดใจ วัด โรงเรียนถูกทิ้งร้าง สิ่งแวดล้อม และสุขภาพเลวร้ายลง แผ่นดินเกษตร และป่าเขาที่เคยอุดมสมบูรณ์ต้องสูญเสียไปอย่างถาวร

    จึงขอเสนอให้รัฐบาล ซึ่งนำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนี้

    1. ขอให้หยุดต่อใบอนุญาตประกอบโลหกรรมแหมืองแร่ทองคำของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน)

    2. ขอให้เร่งรัดการตรวจพิสูจน์สิ่งแวดล้อมเพื่อเร่งฟื้นฟูเยียวยาประชาชนและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

    3. โปรดกำชับให้ข้าราชการรักษาหน้าที่ต่อชาติประชาชนเหนือกว่าการปกป้องผลประโยชน์ของเอกชน

    4. โปรดสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการคุ้มครองผลประโยชน์ของคนงานเหมืองทองคำให้ได้รับการชดเชยอย่างสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้มีมาตรการประกันความเจ็บป่วยในอนาคตของคนงานและชาวบ้านอันเนื่องจากสารพิษที่อาจสะสมในขณะปฏิบัติหน้าที่และดำเนินชีวิตให้ได้รับความเป็นธรรม ตลอดไปถึงอนาคตด้วย

    5. ขอให้ยุตินโยบายทำเหมืองแร่ทองคำทุกพื้นที่ของประเทศ

    จีนส่อไม่เจราจาราคาข้าว คาดตอบโต้เปลี่ยนแผนรถไฟฯ

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ผู้จัดการ Online (http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9590000038862)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ผู้จัดการ Online (http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9590000038862)

    วันที่ 17 เม.ย. เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า วงการค้าข้าวได้มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่กรมการค้าต่างประเทศและผู้แทนจากรัฐวิสาหกิจผู้นำเข้าสินค้าเกษตรของจีน หรือคอฟโก มีแผนจะต้องหารือเพื่อเจรจาต่อรองการส่งมอบข้าว 1 แสนตันแรกภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวปริมาณ 1 ล้านตัน ให้จีนในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ เกิดขึ้น เพราะจีนได้ปฏิเสธการเจรจาต่อรองดังกล่าวมาหลายครั้ง และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการเจรจารอบใหม่เมื่อใด ซึ่งทำให้วงการค้าข้าวที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ส่งมอบข้าวดังกล่าว ตั้งข้อสังเกตว่าจีนอาจไม่ต้องการซื้อข้าวจำนวนนี้

    สาเหตุที่เกิดขึ้น น่าจะมาจากการที่ไทยเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-โคราชใหม่จากเดิมให้จีนเข้ามาลงทุนเป็นไทยลงทุนเอง และยังใช้เทคโนโลยีจากจีน อันอาจส่งผลให้จีนตอบโต้ด้วยการไม่ซื้อข้าวตามสัญญาดังกล่าวซึ่งสามารถทำได้ เพราะสัญญาระบุว่าการซื้อขายจะเกิดขึ้นก็ต่อเนื่องสองฝ่ายเห็นชอบราคาขายร่วมกัน ดังนั้น หากไม่มีการเจรจา ก็จะไม่มีราคาขายและไม่เกิดการส่งมอบในที่สุด

    ทั้งนี้ ไทยและจีนจะมีการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการลงทุนรถไฟความเร็วสูงในช่วงกลางเดือน เม.ย. นี้ แต่ยังไม่ความชัดเจนว่าจะมีการนำประเด็นการซื้อข้าวตามสัญญาหรือการซื้อสินค้าเกษตรอื่นๆ เข้าไปร่วมในการประชุมด้วยหรือไม่

    สารคดีนอกเตือน “อย่ามาเกาะเต่า”

    นางสาวฮันนาห์ วิทเทอริดจ์ และนายเดวิด มิลเลอร์ นักท่องเที่ยวที่ถูกฆาตกรรมบนเกาะเต่า ที่มาภาพ: เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ (http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000109169)
    นางสาวฮันนาห์ วิทเทอริดจ์ และนายเดวิด มิลเลอร์ นักท่องเที่ยวที่ถูกฆาตกรรมบนเกาะเต่า
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ (http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000109169)

    วันที่ 22 เม.ย. 2559 เว็บไซต์วอยซ์ทีวีรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ แชนนัลโฟร์ ของอังกฤษนำเสนอสารคดีเกี่ยวกับการเสียชีวิตอย่างปริศนาของนักท่องเที่ยว 6 ราย เป็นชาวอังกฤษ 5 ราย ชาวฝรั่งเศส 1 รายในรอบ 2 ปีที่เกาะเต่า โดยสารคดียาว 1 ชั่วโมงนี้มุ่งเน้นไปที่คดีฆาตกรรมนางสาวฮันนาห์ วิทเทอริดจ์ และนายเดวิด มิลเลอร์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเป็นพิเศษ หลังทั้งคู่ถูกทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นคู่รักที่มาเที่ยวด้วยกัน ตำรวจจึงสันนิษฐานว่านายซอว์ ลิน และนายไว พโย แรงงานชาวพม่าเห็นทั้งสองคนพลอดรักกัน จึงก่อเหตุข่มขืนและฆ่า แม้พวกเขาจะปฏิเสธว่าไม่เห็นผู้ตายเลยในคืนนั้น แต่ยอมรับว่าอยู่บนหาดดังกล่าวจริง พร้อมกับคนอีกนับร้อย

    นอกจากนั้น สารคดีดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสืบสวนสอบสวนที่สับสนวุ่นวาย รวมถึงการปรากฏตัวในที่เกิดเหตุของนายมนตรีวัฒน์ ตู้วิเชียร เจ้าของบาร์ที่ผู้ตายไปก่อนเกิดเหตุ และ “นมสด” หรือ วรท ตู้วิเชียร หลานชายของนายมนตรีวัฒน์และลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ที่บาร์แห่งนั้น รวมถึงการที่นายวรพันธ์ ตู้วิเชียร พ่อของนมสด ประกาศให้เงินรางวัล 70,000 บาทหากใครยืนยันได้ว่าครอบครัวของเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ไปจนถึงเรื่องที่พลตำรวจโท ปัญญา มาเม่น ถูกสั่งย้าย เพราะก่อนหน้านี้ออกมาระบุว่า หลักฐานบ่งชี้ว่า นายมนตรีวัฒน์เป็นผู้ต้องสงสัย

    ด้านสำนักข่าว สมุยไทม์สออกความเห็นว่า สารคดีของแชนนัลโฟร์มีจุดประสงค์ชัดเจนที่จะเตือนให้พ่อแม่ทั้งหลายห้ามปรามลูกๆ ไม่ให้ไปเที่ยวเกาะเต่าที่ดูเป็นดั่งสวรรค์บนดิน แต่มีความรุนแรงและปริศนามากมาย นอกจากนี้ สมุยไทม์สยังหวังว่า ทีมงานสารคดีชุดนี้จะกล้าไปเจาะลึกคดีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตอย่างปริศนา 2 รายที่เกาะสมุย อีก 2 รายที่อำเภอดอนสัก ศพไร้ศีรษะที่ตราด และอีกหลายคดีที่ไม่เคยมีการนำคนผิดมาลงโทษ

    โปรดเกล้าฯ แล้ว ขวางประชามติ “คุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่น”

    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย.59 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 66 มาตรา 21 หน้า ประกอบด้วย

    หมวดที่ 1 การจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการและขั้นตอนการออกเสียง
    หมวดที่ 2 หลักเกณฑ์และวิธีการในการออกเสียง แบ่งเป็น 9 ส่วน
    หมวดที่ 3 การควบคุมการออกเสียงและบทกําหนดโทษ

    โดยหมวด 3 ในมาตรา 56 ระบุ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตําแหน่งหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามพระราชบัญญัตินี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทําการใดๆ อันเป็นเหตุให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดสิบปี

    ขณะที่มาตรา 57 ระบุว่า ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่ง ได้กระทําโดยใช้กําลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้าย ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ

    ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

    อ่านรายละเอียด: พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ