สตง. เปิดผลสอบ “ราชภักดิ์” ปลาย มี.ค. 59 เตรียมโชว์หลักฐาน 20 ลบ. ที่โรงหล่อจ่ายเซียนพระ “ไม่ใช่ค่าหัวคิว”

นายพิสิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า สตง. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ บนพื้นที่โรงเรียนนายสิบทหารบก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มเติมตามที่ พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) มอบหมายเสร็จสิ้นแล้ว และได้แจ้งไปยัง พล.อ. ไพบูลย์ เพื่อขออนุญาตแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแล้ว คาดว่าจะสามารถจัดแถลงข่าวเพื่อเปิดเผยผลการตรวจสอบของทั้ง สตง. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่จัดทำขึ้นคู่ขนานกัน ได้ภายในเดือนมีนาคม 2559 นี้ เนื่องจากกรณีโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ถูกตั้งคำถามมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ควรจะได้ข้อยุติเสียที โดยหลังจากแถลงข่าวจบ สตง. ก็จะส่งมอบพยานหลักฐานทุกอย่างให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบต่อไปตามที่มีหนังสือร้องขอมา เพื่อที่ ป.ป.ช. จะได้สอบถามผลการตรวจสอบของ สตง. อีกทางหนึ่ง

“สตง. เพียงแต่แจ้ง พล.อ. ไพบูลย์ว่าตรวจสอบเสร็จแล้ว ไม่ได้แจ้งรายละเอียดผลการตรวจสอบ เพราะต้องการให้รอฟังในวันเดียวกับที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้” นายพิศิษฐ์กล่าว

เมื่อถามว่า ผลการตรวจสอบของ สตง. จะนำไปสู่การดำเนินคดีกับบุคคลใดหรือไม่ นายพิศิษฐ์กล่าวว่า สตง. ได้เน้นการตรวจสอบไปที่การรับจ่ายเงินในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ทั้งหมด โดยเฉพาะการรับเงินบริจาค ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการลงบัญชีและออกใบเสร็จไว้อย่างถูกต้อง แม้กระทั่งการประกาศว่าจะบริจาคเงินให้ผ่านสื่อ

เมื่อถามถึงประเด็นเรื่องการเรียกรับหัวคิวการหล่อพระรูปอดีตพระมหากษัตริย์แห่งสยามของ “เซียนพระ อ.” นายพิศิษฐ์กล่าวว่า ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สตง. จะนำหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งเช็คการบริจาคเงินคืนให้กับกองทัพบก จำนวน 5 ใบ รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาท รวมถึงพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยืนยันว่า เซียนพระ อ. ดังกล่าว ได้เข้ามาร่วมลงแรงในการหล่อพระรูปดังกล่าวจริงๆ ซึ่งจะแตกต่างจากพฤติกรรมการเรียกรับหัวคิวในอดีต ที่มักเรียกรับเงินก่อนเริ่มต้นโครงการ แต่เซียนพระ อ. รายนี้ ได้รับเงินค่าที่ปรึกษา หลังจากการหล่อพระรูปทุกองค์แล้วเสร็จ นอกจากนี้ ยังมีการต่อรองกับโรงหล่อเพื่อลดราคาลงมาจากองค์ละ 70 ล้านบาท เหลือเพียงองค์ละ 41-45 ล้านบาท ส่วนที่บริจาคเงินคืนให้กับกองทัพบก อาจเป็นเพราะมีผู้หวังดีมาแนะนำ

“แต่ผมจะยังไม่ขอตอบว่า จากการตรวจสอบของ สตง. เงินที่เซียนพระ อ. ได้รับเป็นค่าหัวคิว หรือค่าที่ปรึกษา เพราะอยากให้รอฟังพร้อมการชี้แจงพยานหลักฐานในคราวเดียวกันไปเลย” ผู้ว่าฯ สตง. กล่าว

เมื่อถามถึงการที่กองทัพบกไม่แสดงราคากลางการหล่อพระรูปตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103/7 ไว้บนเว็บไซต์ จะเป็นปัญหาหรือไม่ นายพิศิษฐ์กล่าวว่า ถึงจะไม่แสดงราคากลาง แต่เท่าที่ตรวจสอบเปรียบเทียบกับการหล่อพระรูปอื่นๆ ของ สตง. ไม่พบว่ามีราคาแพงเกินจริง ทั้งเรื่องความหนาของโลหะสำริด และในเชิงศิลปกรรม

ขณะที่ พล.อ. ไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์ว่า การแถลงข่าวผลการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ของทั้ง สตง. และ ป.ป.ท. จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

8 องค์กรปราบทุจริตบูรณาการตั้งคณะทำงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รวม 8 หน่วยงาน ประกอบด้วย ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกันแถลงข่าวว่าจะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทั้ง 8 หน่วยงาน ภายใต้โครงสร้าง “คณะทำงานโครงการบูรณาการร่วม เพื่อการบริหารจัดการคดีระหว่างองค์กรอิสระและหน่วยงานการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันภาครัฐ”

นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการทำงานของคณะทำงานฯ นี้จะมีด้วยกัน 3 ข้อ 1. หยิบคดีต่างๆ มาหารือร่วมกันว่ามีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ 2. แลกเปลี่ยนทางการข่าวเพื่อบูรณาการการทำงาน และ 3. กำหนดแนวทางการชี้แจงต่อสาธารณชนถึงความคืบหน้าในคดีสำคัญ

ด้านนางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การจัดตั้งคณะทำงานฯ นี้ จะช่วยให้ทั้ง 8 หน่วยงานบูรณาการการทำงานเพื่อรองรับเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หลังพบว่า ช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2549-2558 การทุจริตคอร์รัปชันทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปมากกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าหากคณะทำงานฯ นี้ประสบความสำเร็จ จะช่วยให้ดัชนีภาพลักษณ์ความโปร่งใส (Corruption Perception Index: CPI) ของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น จากที่ในปี 2558 ได้คะแนนเพียง 38 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนนเท่านั้น