ประเด็นฮ็อตรอบสัปดาห์ อนิจจาการศึกษาไทย ค้นภาพนางเอกเอวีทำปกหนังสือเรียน – คณบดีดุริยางคศิลป์ใจกล้า! คลุมปี๊บต้านหมอรัชตะควบ 2 เก้าอี้

ประเด็นที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์ 6-13 กันยายน 2557

– อนิจจาการศึกษาไทย: เงินพิมพ์ตำราช็อตต้องพึ่งเอกชน-ค้นภาพนางเอกเอวีทำปกหนังสือเรียน
– คณบดีดุริยางคศิลป์ใจกล้า! คลุมปี๊บต้านหมอรัชตะควบ 2 เก้าอี้ รมว.สธ.-อธิการมหิดล
– แอปเปิลเปิดตัว iPhone 6 – Apple Watch
– ฮือฮาวาระระดับชาติ: รอยพญานาคโผล่อักษรฯ จุฬาฯ ที่แท้รอยเครื่องฉีดน้ำ
– ช่อง 3 ไม่จบ ใช้ พ.ร.บ.คอมฯ ฟ้อง กสท.

อนิจจาการศึกษาไทย: เงินพิมพ์ตำราช็อตต้องพึ่งเอกชน-ค้นภาพนางเอกเอวีทำปกหนังสือเรียน

จากกรณีช่วงปลายปี 2556 องค์การค้าของ สกสค. ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง เครื่องพิมพ์หนังสือเสียหาย ไม่มีงบซื้อใหม่ จึงไปเช่าเครื่องพิมพ์ของเอกชนเพื่อพิมพ์หนังสือเรียน เมื่อพิมพ์เสร็จขายต่อให้ล็อกซเลย์ จากนั้นล็อกซเลย์ก็มาฝาก สกสค. ขายอีกทอดหนึ่งเพื่อเอากำไร 7% จาก สกสค.

ที่มาภาพ : ที่มาภาพ: http://news.springnewstv.tv/
ที่มาภาพ : ที่มาภาพ: http://news.springnewstv.tv/

ต่อมา วันที่ 9 ก.ย. 2557 สำนักข่าวสปริงนิวส์รายงานในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กมีการแชร์ภาพจากทวิตเตอร์ @T3Thee ซึ่งปรากฏภาพของหนังสือแบบเรียนคณิตศาสตร์พื้นฐานของไทย ที่มีหน้าปกเป็นภาพของดารา AV ที่ถ่ายโปรโมทหนัง AV “Costume Play Working Girl 系列” พร้อมตั้งคำถามว่า หนังสือเรียนสมัยนี้ใครทำปก?

ทั้งนี้หลังมีการแชร์ภาพดังกล่าวในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า ภาพนี้ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ พร้อมระบุด้วยว่า ความคิดของคนทำปกหนังสือยังไม่มีเลย แล้วการศึกษาของประเทศไทยจะก้าวไกลได้อย่างไร ในขณะที่บางความคิดเห็นกล่าวติดตลกว่า สงสัยคนออกแบบปกเรียนคงชื่นชอบดารา AV คนนี้เป็นพิเศษ

จากนั้นไทยรัฐออนไลน์รายงาน นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 57 กรณีมีการแชร์ภาพในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นภาพ “แบบเรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้น” ที่ใช้ภาพประกอบเป็นครูสาวหน้าตาสวยคนหนึ่ง ที่ถูกเปิดเผยว่า เป็นนางเอกหนัง AV หรือ Adult Video (หนังสำหรับผู้ใหญ่) โดยหนังสือดังกล่าวเป็นแบบเรียนคณิตศาสตร์พื้นฐานของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1

ทั้งนี้ นายชัยพฤกษ์กล่าวว่า ตนได้เชิญ บริษัท ศูนย์หนังสือเมืองไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้พิมพ์แบบเรียนดังกล่าวมาหารือ เบื้องต้นทางบริษัทได้ยอมรับผิด ที่ไม่ได้ตรวจสอบให้ดี และได้ทำหนังสือชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ผู้ออกแบบปกและรูปเล่มของหนังสือดังกล่าว ได้ค้นหาภาพมาจากอินเทอร์เน็ต เห็นว่าสวยงาม จึงนำมาเป็นภาพปกหนังสือ โดยไม่ทราบมาก่อนว่า ผู้หญิงในภาพเป็นนักแสดงหนัง AV

พร้อมกันนี้ บริษัทแจ้งว่าแบบเรียนดังกล่าว เพิ่งจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายครั้งแรก จำนวน 3,000 เล่ม เพื่อใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษา ปวช.ชั้นปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 โดยขณะนี้ได้จำหน่ายให้กับวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปแล้วกว่า 2,000 เล่ม ซึ่งมีไม่ถึง 10 วิทยาลัยที่ซื้อไป และส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทได้กำหนดมาตรการแก้ไข โดยระบุว่า จะเรียกคืนแบบเรียนหน้าปกที่มีปัญหาจากวิทยาลัยทุกแห่งที่ซื้อไป พร้อมกับจัดส่งแบบเรียนหน้าปกใหม่ ซึ่งขณะนี้จัดพิมพ์เรียบร้อยแล้วไปให้ทดแทน และต่อไปในการออกแบบปกและรูปเล่ม จะใช้รูปภาพจากผู้เรียบเรียง ซึ่งถ่ายจากสถานที่จริง หรือวาดภาพประกอบขึ้นเอง จะไม่ใช้วิธีการค้นหาภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ตอีก

คณบดีดุริยางคศิลป์ใจกล้า! คลุมปี๊บต้านหมอรัชตะควบ 2 เก้าอี้ รมว.สธ.-อธิการมหิดล

ที่มาภาพ: http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1410268957
ที่มาภาพ: http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1410268957

เมื่อ 10 ก.ย. 2557 ผู้จัดการออนไลน์ รายงานเมื่อเวลา 08.30 น. อาคารภูมิพลสังคีต วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์ แถลงข่าว เรียกร้องให้ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดี มม. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี มม. เพื่อดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข เพียงตำแหน่งเดียว โดยก่อนหน้านี้ รศ.ดร.สุกรี เคยระบุว่าจะเอาปี๊บคลุมหัว ร่วมประชุมสภาคณบดี มม. และสภาคณาจารย์ มม. เพื่อเป็นการกระทำส่วนบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ ศ.นพ.รัชตะ นั่งควบสองตำแหน่ง

โดย รศ.ดร.สุกรี กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยที่อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดลจะนั่งควบทั้งตำแหน่งอธิการบดี และตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข เนื่องจากมหาวิทยาลัยถือแหล่งบ่มเพาะปัญญา ซึ่งผู้นำควรจะต้องมีสามัญสำนึก อีกทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล มีปรัชญาว่าปัญญาของแผ่นดิน แต่การที่ ศ.นพ.รัชตะ ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี กำลังจะกลายเป็นปัญหาของแผ่นดิน เพราะการนั่งควบทั้งสองตำแหน่งอาจเป็นเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน และยังเป็นเรื่องของสามัญสำนึกของคนที่เป็นครู อาจารย์

ทั้งนี้ ภายหลังการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำปี๊บคลุมหัว และเดินจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ไปยังสำนักงานอธิการบดี เพื่อเข้าร่วมประชุมคณบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องจากไม่เห็นด้วยกรณีที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยไม่ลาออกจากการเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 10 ก.ย.57 ที่ผ่านมา

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานในการประชุมคณบดีนั้น ศ.นพ.รัชตะ เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ไม่มีการแถลงหรือชี้แจงการดำรงตำแหน่งทั้ง 2 ตำแหน่งแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวกับสื่อมวลชนที่เดินทางไปรอสัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ ศ.นพ.รัชตะ จะยังไม่ชี้แจงใดๆ เนื่องจากไม่ต้องการให้เรื่องบานปลาย ซึ่งหากจะแถลงข่าวก็จะติดต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง พร้อมกันนี้ ได้มอบวารสารของมหาวิทยาลัย “มหิดลสาร” ฉบับที่ 8 (31 ส.ค.57) ซึ่งเป็นวารสารภายในมหาวิทยาลัย โดยให้เปิดอ่านที่หน้า 7 เพราะ ศ.นพ.รัชตะ ได้ชี้แจงกรณีดังกล่าวไว้แล้ว ทั้งนี้ เนื้อหามีใจความตอนหนึ่งว่า

“ผมได้รับเชิญจากท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้มาช่วยดูแล สธ. ผมพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นโอกาสที่จะได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ในการช่วยพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนชาวไทย และจะยังมีโอกาสได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และตัดสินใจในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการปฏิรูปประเทศไทยในด้านต่างๆ อีกด้วย จึงได้ตอบรับคำเชิญของท่านนายกรัฐมนตรี

สำหรับการบริหารงานต่อไปของมหาวิทยาลัยคงจะไม่มีการสะดุด เพราะช่วงนี้เป็นฤดูกาลมอบหมายงานแก่ส่วนงานต่างๆ และการประเมินผลงานประจำปีของผู้บริหารและบุคลากร งานตามแผนยุทธศาสตร์จะดำเนินไปตามปกติ กิจกรรมพิเศษต่างๆ ก็เป็นไปตามที่วางแผนไว้แล้ว ขณะนี้งบประมาณของมหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีงบประมาณ 2558 ก็ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการในวาระ 2 แล้ว ทั้งนี้ เมื่อผมเริ่มต้นปฏิบัติงานที่ สธ. ระยะหนึ่งแล้ว คงจะมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ซึ่งจะแจ้งให้ทราบโดยเร็ว ในระหว่างนี้ ผมและท่านรองอธิการบดีทุกท่านพร้อมที่จะช่วยกันทำงาน โดยยึดแนวทางที่จะยังประโยชน์สูงสุดให้แก่มหาวิทยาลัย”

แอปเปิลเปิดตัว iPhone 6 – Apple Watch

ที่มาภาพ: https://www.apple.com/
ที่มาภาพ: https://www.apple.com/
ที่มาภาพ: https://www.apple.com/
ที่มาภาพ: https://www.apple.com/

เมื่อคืนวันที่ 8 ก.ย. 2557 ตามเวลาประเทศไทย แอปเปิลเปิดตัว iPhone 6 และ Apple Watch โดยการถ่ายทอดสดจากเว็บไซต์ของแอปเปิลเองถึงกับล่มไป เนื่องจากมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก

เว็บไซต์บล็อกนัน รายงาน iPhone 6 มีสองขนาดหน้าจอตามข่าวที่ออกมา โดยรุ่นหน้าจอใหญ่กว่าจะใช้ชื่อว่า iPhone 6 Plus ตัวเครื่องของ iPhone 6 ปรับไปใช้การออกแบบเน้นความโค้งมนทั้งเครื่อง วัสดุที่ใช้เป็นอะลูมิเนียมผสมกับโลหะ ทำให้ตัวเครื่องบางลงไปอีกจาก iPhone 5s ที่บางอยู่แล้ว ใน iPhone 6 และ 6 Plus ตัวเครื่องจะบางเพียง 6.9 มม. และ 7.1 มม. ตามลำดับ และด้วยความที่ตัวเครื่องยาวขึ้น ปุ่มเปิดเครื่องจึงถูกโยกมาไว้ขอบด้านขวาเป็นที่เรียบร้อย

สเปคของ iPhone 6 เริ่มต้นที่หน้าจอก็ความละเอียดก็ไม่เท่ากันแล้ว โดย iPhone 6 จะใช้จอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1334×750 พิกเซล ส่วน iPhone 6 Plus จะใช้หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล (ทั้งคู่เรียกว่า Retina HD) โดยบน iPhone 6 Plus จะมีส่วนติดต่อผู้ใช้ต่างกับรุ่นจอเล็กด้วยพื้นที่บนหน้าจอที่มากกว่า รวมถึงใช้งานในโหมดแนวนอนได้แล้ว

ที่มาภาพ: https://www.apple.com/
ที่มาภาพ: https://www.apple.com/
ที่มาภาพ: https://www.apple.com/
ที่มาภาพ: https://www.apple.com/

ด้าน Apple Watch (แอปเปิลเรียกว่า WATCH) Apple Watch เป็นนาฬิกาข้อมือที่มีความแม่นยำไม่เกิน +/- 50 มิลลิวินาที ตัวซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของ Apple Watch ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถเลือกเปลี่ยนแปลงได้ตามรสนิยมและความชอบใจ

Apple Watch จะมีทั้งหมดสามคอลเล็คชั่น (แอปเปิลเลือกใช้คำนี้) โดยแต่ละคอลเล็คชั่นจะมีสองขนาด และมาพร้อมกับสายรัดข้อมือที่มีขนาดที่แตกต่างกัน Apple Watch รุ่นปรกติมาพร้อมกับจอกระจกแซฟไฟร์ วัสดุตัวเครื่องทำจากเหล็ก stainless steel Apple Watch Sport มาพร้อมกับกระจกเสริมแรงทางเคมี, วัสดุตัวเครื่องใช้ anodised aluminium ที่แข็งแรงและเบากว่าเหล็กและ Apple Watch Edition ใช้ทองคำ 18 กะรัต ตัวจอทำจากกระจกแซฟไฟร์

นอกจากคอลเล็คชั่นที่แตกต่างกันแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถเลือกเปลี่ยนสายรัดข้อมือต่าง ๆ ได้ตามที่ต้องการ ที่แอปเปิลได้นำมาขายเองตอนนี้จะมีอยู่ทั้งหมดหกแบบ โดยจะแตกต่างกันที่วัสดุที่มีให้เลือกระหว่างแบบโลหะ, หนัง (ที่มีตัวล็อกแบบ buckle อีกหลายแบบ) และแบบ Sport ที่ออกแบบมาให้ทนกับเหงื่อและสารเคมีต่างๆ ได้

ฮือฮาวาระระดับชาติ: รอยพญานาคโผล่อักษรฯ จุฬาฯ ที่แท้รอยเครื่องฉีดน้ำ

 ผศ.ดร.ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ลงไปตรวจสอบร่องรอยดังกล่าว ที่มาภาพ: http://news.sanook.com/1665285/

ผศ.ดร.ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ลงไปตรวจสอบร่องรอยดังกล่าว
ที่มาภาพ: http://news.sanook.com/1665285/

ผศ.ดร.ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ลงไปตรวจสอบร่องรอยดังกล่าว โดยชี้แจงว่า

“เมื่อคืนนึกสนุก เลยเข้าบิ๊กซีไปซื้อเครื่องฉีดน้ำความดันสูงมาลองเล่นดู ได้มาตัวราคาประมาณ 1700 ฉีดที่หลังตึก ที่พื้นเป็นคราบตะไคร่คล้าย ๆ ที่ดูที่อักษร คิดว่าก็เหมือนพอใช้ได้นะ แต่ยังไม่คม-กลมเท่าที่เห็นที่อักษร … เช็คเฟซบุ้คอีกที คนแชร์กันใหญ่ว่า จริงมันเป็นเครื่องฉีดน้ำล้างพื้นคล้าย ๆ กัน แต่มีหัวกลม ๆ หมุน ๆ เอาไว้ล้างขีดโดยเฉพาะ … อย่างนึ้นี่เอง ฮะๆๆๆ มิน่า ถึงเนียนนัก”

เมื่อ วันที่ 10 ก.ย. เว็บไซต์ข่าวสดรายงาน ที่หน้าตึกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประชาชน นิสิต และเจ้าหน้าที่ประจำมหาวิทยาลัย กว่า 50 คน แห่มาดูปรากฎการณ์ประหลาด บริเวณหน้าตึก พบร่องรอยคล้ายสัตว์เลื้อยคลานบนพื้นและตามผนังตึก ซึ่งผู้ที่พบเห็นต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่ารอยดังกล่าวน่าจะเป็นรอยพญานาค ที่รายล้อมรอบอาคาร ทำให้ผู้ที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาดูปรากฏการณ์ดังกล่าวและถ่ายภาพเก็บไว้ ซึ่งบางคนถึงกับยกมือไหว้รูปปั้นพญานาคที่ราวบันไดหน้าตึก พร้อมกับขอเลขเด็ดตามความเชื่อด้วย

นายสงัด ปันสัน อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่ รปภ. เวรกลางคืน ประจำอาคารคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ตนเป็น รปภ. เวรกลางคืน ทำงานมากว่า 10 ปี ไม่เคยพบรอยดังกล่าวมาก่อน แต่เมื่อเช้า เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดอาคารดังกล่าว ได้มาตามตนให้มาดูรอยดังกล่าว มีลักษณะคล้ายรอยพญานาค ซึ่งตนได้ขี่จักรยานตรวจพื้นที่โดยรอบอาคารทั้งคืนไม่มีเหตุการณ์ใดๆ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดอาคารมาพบในช่วงเช้า

หลังจากนั้น ไทยรัฐออนไลน์รายงาน เว็บไซต์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้แจงกรณีข่าวปรากฏรอยบนพื้นบริเวณคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งมีการเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ว่าเป็นรอยคล้ายพญานาคนั้น จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ารอยดังกล่าวเกิดจากการทำความสะอาดโดยใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง เนื่องจากเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะอักษรศาสตร์ได้ว่าจ้างบริษัททำความสะอาดแห่งหนึ่งมาทำความสะอาดผนังอาคารและพื้นที่บริเวณดังกล่าวโดยใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

จากการสังเกตพบว่า รอยดังกล่าวไม่ได้กัดเข้าไปในผิวพื้นหรือผนัง เพียงแต่ทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกไปบางส่วน แต่ไม่สามารถทำให้สิ่งสกปรกออกไปได้ทั้งหมด ต่อมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ได้เกิดฝนตกหนัก ทำให้เห็นรอยเด่นชัดขึ้น

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า จากการทดลองของฝ่ายกายภาพของจุฬาฯ สามารถยืนยันได้ว่ารอยดังกล่าวเกิดจากเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จากการเทียบเคียงร่องรอยจากเครื่องฉีดน้ำความดันสูงยี่ห้อหนึ่งพบว่ามีร่องรอยเหมือนกันกับที่ปรากฏ จึงเชื่อว่าร่องรอยดังกล่าวเกิดจากเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ทั้งนี้ ทางฝ่ายกายภาพ จุฬาฯ จะจัดหาเครื่องมาทดสอบเพื่อยืนยันความชัดเจนต่อไป

ช่อง 3 ไม่จบ ใช้ พ.ร.บ.คอมฯ ฟ้อง กสท.

ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/447762
ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/447762

หลังมติบอร์ด กสท. สั่งห้ามทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี นำช่อง 3 อนาล็อกออกอากาศ เมื่อ 8 ก.ย. 2557 ไทยรัฐออนไลน์รายงาน ที่ศาลอาญา บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ และนายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการ กสทช. เป็นจำเลยฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ศาลรับฟ้องไว้ ตรวจฟ้องเป็นคดีดำที่ อ.2888/2557 ฟ้องโจทก์บรรยายว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2557 โจทก์ดำเนินกิจการทีวีช่องสาม จำเลยเป็นผู้บริหาร กสทช. และ กสท. จำเลยทั้งสามจัดให้มีการประชุม กสท. นัดพิเศษ ที่สำนักงาน กสทช. โดยทราบดีว่าเป็นการประชุมที่ฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2548 และระเบียบอื่นๆ

โดยมุ่งหมายเพื่อออกคำสั่งทางปกครอง ให้ระงับการนำสัญญาณของโจทก์ไปถ่ายทอดผ่านระบบดาวเทียมและเคเบิลทีวี กล่าวคือ ในการประชุมนั้น ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและระเบียบ ซึ่งประธาน หมายถึง ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีการประชุม 2 รูปแบบ คือโดยเปิดเผย กับแบบจำกัดผู้เข้าฟัง โดยประธาน กสท. มีอำนาจกำหนดว่าการประชุมแต่ละครั้งจะเป็นรูปแบบใด ซึ่งต้องนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ในการเสนอเรื่อง เจ้าของเรื่องจะต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้น แต่จำเลยร่วมกันจัดประชุมโดยประธาน กสท. ไม่ได้ออกคำสั่ง ไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า กับเร่งรัดให้ประชุมนัดพิเศษทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เพื่อต้องการหลักเกณฑ์ทางปกครอง ไปยังผู้บริหารเครือข่าย ทรู แกรมมี่ ไม่ให้นำสัญญาณโทรทัศน์ของโจทก์ ออกเผยแพร่ผ่านระบบดาวเทียม และเคเบิล โดยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ทั้งที่รู้ว่าการประชุมฝ่าฝืนระเบียบ ยังแอบอ้างชื่อ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. ต่อสื่อมวลชนว่า กสท. จัดประชุมนัดพิเศษ เพื่อพิจารณากรณีปัญหาการระงับการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในระบบสัญญาณอนาล็อก ทั้งๆ ที่ความจริงยังไม่มีการเสนอวาระดังกล่าว

จากนั้นโจทก์ได้ระบุเอกสารข้อความในทวิตเตอร์ของ พ.อ.นที รวม 18 รายการ เพื่อสนับสนุนข้อความตามฟ้อง ข้อความที่โจทก์อ้างในฟ้องรวม 18 ข้อข้างต้น เป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลางของจำเลยที่ 1 ทั้งส่งผลกระทบในวงกว้าง มีการนำประเด็นไปเผยแพร่ในสื่อต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง มีข้อความโจทก์ด้วยความเท็จ ทำให้โจทก์เสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากบุคคลทั่วไป

นอกจากนี้ โจทก์เห็นว่า จำเลยไม่มีความเป็นกลาง มีเจตนาทุจริตให้ประชาชนเกลียดชังโจทก์ มีลักษณะการกระทำเป็นฝ่ายตรงข้ามโจทก์อย่างชัดเจน รวมทั้งข่มขู่โจทก์เกี่ยวกับการออกอากาศคู่ขนาน ซ้ำจำเลยยังหมิ่นประมาทโจทก์อีก ทั้งในทีวีดิจิตอลและสถานีโทรทัศน์อื่นๆ กล่าวทำนองว่าโจทก์มีอภิสิทธิ์ อำนาจนิยมอุปถัมภ์ เป็นต้น ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทดังกล่าวได้ถ่ายทอดไปตามระบบอินเทอร์เน็ต จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมาย ศาลรับคำฟ้องไว้เพื่อมีคำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อไป