“ปฏิรูปประเทศไทย” อะไร…ทำไม…เพื่ออะไร…อย่างไร

บรรยง พงษ์พานิช

เราได้ยินได้เห็นคำว่า “ปฏิรูปประเทศไทย” ทุกเวที ทุกหนังสือพิมพ์ ทุกช่องทีวี ทุกๆ วงสนทนา ทุกวัน วันละเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ลองมานั่งทวนกันดูไหมครับ ว่าอะไรคือปฏิรูป ทำไมต้องปฏิรูป ปฏิรูปเพื่ออะไร ปฏิรูปไปเป็นแบบไหน ปฏิรูปอย่างไร จะปฏิรูปอะไรบ้าง ปฏิรูปอะไรก่อนหลัง เริ่มปฏิรูปยังไง ใครเป็นคนปฏิรูปส่วนไหน (เห็นไหม แค่ย่อหน้าเดียวก็มีถึงสิบคำถามเกี่ยวกับปฏิรูปเข้าไปแล้ว …น่าเวียนหัวไหมครับ)

กำลังนี้ ใครๆ ที่พอมีบทบาทในสังคม ไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักคิด นักเขียน นักประชาสังคม นักธุรกิจ ต่างก็วุ่นวายแสดงความคิดความเห็นอยู่ในเวทีต่างๆ เพื่อ “ระดมสมอง” กรรมการปฏิรูปชุดต่างๆ ถูกตั้งขึ้นมาจนนับไม่ทั่วถ้วน

เพื่อไม่ให้เป็นที่ตกกระแส ถูกเยาะเย้ยถากถางว่าเป็นไทยเฉย ไม่ยอมทำตนให้เป็นประโยชน์บ้านเมือง ผมก็เลยจะเปิดเวทีเสวนาเรื่อง “ปฏิรูปประเทศไทย” ขึ้นมาบ้าง ทาง Facebook นี่แหละครับ เพราะไม่เห็นใครติดต่อให้ไปร่วมเวทีไหนเลย (จริงๆ มีถามมาเหมือนกัน ชวนให้ไปพูด 2 นาที แห่งหนึ่ง 5 นาที อีกแห่ง เลยต้องขอบาย ไม่อัจฉริยะขนาดนั้น แก้ปัญหาได้ในสองนาที)

ขอเริ่มด้วยคำว่า “ปฏิรูป” ก่อนเลยครับ ตามพจนานุกรม แปลตรงๆ ว่า ทำให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม สภาพที่สมควร ถ้าภาษาอังกฤษ ก็ตรงกับคำว่า Reform ซึ่งความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว ว่ามันมีเรื่องมีองค์ประกอบสำคัญ ที่อยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม บิดเบือนไปจากที่ควรเป็น เลยต้องมา Reform คือมาจัดใหม่ ดังนั้นต้องเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้ก่อน

– การปฏิรูป ไม่ใช่ “การพัฒนา” ที่หมายถึงว่ามีอะไรอยู่ ก็ทำให้ดีขึ้น ขาดอะไรที่ควรมีก็จัดให้มี แต่ปฏิรูปหมายถึงว่า มีบางอย่างผิดไปจากที่ควร จึงต้องปรับ ต้องจัดใหม่ เพราะฉะนั้น การปฏิรูปมักจะไม่มีทาง win-win (คำเพราะที่ชอบพูดกันจัง) ไปทุกฝ่าย มันจะต้องมีฝ่ายที่ได้ในบางเรื่อง เสียในบางเรื่อง ประเด็นมันอยู่ที่ว่า จะทำอะไร เป้าหมายอะไร มีแผนอะไร มันควรจะค่อนข้างชัดเจน ทุกฝ่ายจะได้รับรู้ปรับตัวได้

– การปฏิรูป (Reform) ไม่ใช่ “การปฏิวัติ” (Revolution) ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน เปลี่ยนอย่างฉับพลัน รวดเร็ว เข้าสู่สิ่งที่เป็นเป้าหมาย เพราะฉะนั้น การปฏิรูปย่อมต้องเป็นกระบวนการที่มีการต่อรอง ต้องใช้เวลาดำเนินการ ต้องมีความอดทน ไม่สามารถได้มาโดยใช้อำนาจ โดยใช้กำลังเข้าหักโค่น ไม่สามารถจะมีฝ่ายใดได้รับตามสิ่งที่ปรารถนาไปทั้งหมดทุกเรื่อง (อย่างประชาธิปไตยของอังกฤษ ที่เริ่มโดย Magna Carta ฉบับแรก เมื่อเกือบแปดร้อยปีก่อน มาวันนี้ก็ยังปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด ยังไม่เป็น “ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เลย และหลายครั้งก็ปรับไปตามพระอัจฉริยะ พระจริยวัตร ของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ด้วยซ้ำ)

– เป็นที่พิสูจน์แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงแบบ “ปฏิวัติ” นั้น มักต้องทำลายเปลี่ยนแปลงรากฐานสถาบันแบบเดิม มักก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงตามมา เกิดความวุ่นวาย ไร้กฎกติกา ในที่สุดจะนำมาซึ่งความเสื่อมถอยยาวนานทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างเช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติรัสเซีย รวมไปถึงกรณี Arab Springs ทั้งหลาย ขณะที่การปฏิรูปอย่างสันติ มักนำผลที่ดีกว่าในทุกด้าน ตัวอย่างเช่น ที่เกิดในประเทศยุโรปเหนือ ที่ยังมีสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ที่มาภาพ  เฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)
ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)

– “เวทีต่อรองที่เหมาะสม” เป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปที่พึงประสงค์ และพอยอมรับได้จากทุกฝ่าย (ซึ่งแปลว่า ถึงไม่ชอบก็พอเข้าใจ พอที่จะอดทน ไม่ออกไปต่อสู้วุ่นวาย) เวทีที่ว่า ไม่ได้หมายถึงสถานที่ การประชุม คณะกรรมการ หรือคนที่ได้รับแต่งตั้งมอบหมายเข้าร่วมเท่านั้น แต่หมายถึงกระบวนการที่จะต้องดำรงอยู่ตลอดไป จริงอยู่ ในระยะแรกอาจต้องมีผู้เข้ามาจัดทำแผนแม่บทใหญ่ (ซึ่งทำอย่างไรก็ไม่มีทางเสร็จสมบูรณ์ในรายละเอียดได้) ซึ่งเป็นได้ก็แค่กรอบเป้าหมาย กลยุทธ์หลักๆ แยกแยะกลุ่ม แยกประเภท หลังจากนั้นจะเป็นกระบวนการดำเนินงาน ซึ่งต้องมีกลไกให้เกิดการต่อรองไปได้ในทุกๆ ระยะ มีพลวัตรไปตามการเปลี่ยนแปลงของเหตุปัจจัยรอบด้านตลอดเวลา

– ผู้ที่มีส่วนได้เสีย ทุกกลุ่ม ทุกหมู่เหล่า จะต้องมีช่องทาง มีโอกาสมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูป โดยเฉพาะในเรื่องที่ตนเกี่ยวข้อง จะต้องได้รับโอกาสที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนตามควร

เขียนมายืดยาวเพิ่งจะอธิบายถึงความหมาย คำจำกัดความของ “การปฏิรูป” เท่านั้น ความจริงประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิรูปอยู่ตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการพัฒนา แม้การปฏิวัติโดยกำลังทหารเท่าที่ผ่านมา (ยกเว้นการปฏิวัติ 2475) ทุกครั้งก็ไม่ใช่การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนรื้อโครงสร้างการปกครองหรือเศรษฐกิจสังคมแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การแย่งชิงจัดสรรอำนาจของกลุ่มคนชั้นบนเท่านั้น หรืออาจเรียกได้เพียงแค่ เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปฏิรูป” เท่านั้น

ผมจะขอลองเล่าย้อนหลังเพื่อลองเรียนรู้จากการ “ปฏิรูป” ที่ผ่านมาของประเทศไทย

“ระบอบทักษิณ” ที่หลายล้านคนเกลียดชัง ก็เป็นแค่กระบวนการที่เกิดขึ้นมาเพียง 12 ปี และก็เป็นผลมาจากความพยายามใน “การปฏิรูปการเมือง” ครั้งใหญ่ โดยการออกรัฐธรรมนูญ 2540 (ซึ่งผมยังเชื่อว่าเป็น รธน. ที่ดีที่สุด ทั้งในด้านเนื้อหาและวิธีการจัดร่าง) ซึ่งในครั้งนั้นเป็นความพยายามที่จะปรับรื้อระบบการเมืองให้พ้นจากแบบ Buffet Cabinet ที่ก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่ปี 2531 (เมื่อสิ้นสุดยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่มีเลือกตั้ง แต่ทหารยังมีบทบาทอำนาจสูง มีพลเอกจากกองทัพเป็นนายกรัฐมนตรีติดต่อกันเกือบ 11 ปี ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)

ก่อนหน้าประชาธิปไตยครึ่งใบ “เกรียงศักดิ์+เปรม” เราก็เคยมียุคสั้นๆ ที่ขอเว้นวรรคประชาธิปไตยเพื่อ “ปฏิรูป” วางรากฐาน ให้ประชาชนมีความ “พร้อม” คือยุค นายกฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ท่านขอเวลา 4-8 ปี แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครยอมทนรอ โดยเฉพาะพวกผู้มีอำนาจที่แต่งตั้งท่านมา เขาก็ปลดท่านออกในปีเดียว

ยุคธานินทร์เอง ก็เป็นผลพวงมาจากความล้มเหลวของระบบประชาธิปไตยเต็มใบ ที่เกิดมาจากการ “ปฏิวัติ” ประชาชน ตุลาคม 2516 แล้วมีรัฐบาลพระราชทาน อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ ใช้เวลา 1 ปีเศษ เตรียมรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีการเลือกตั้งทั่วไป แล้วได้สองพี่น้อง ม.ร.ว. ราชสกุลปราโมช มาสลับเป็นนายกฯ ไม่ถึง 2 ปี ทางขุนทหารก็ยึดอำนาจกลับโดยการปลุกผีคอมมิวนิสต์ สร้างสงครามกลางเมือง ฆ่านักศึกษาไปเป็นเบือ เมื่อ 6 ตุลา 2519 กลับมาเถลิงอำนาจแบบครึ่งใบยาวนานตามที่เล่ามาแล้ว

ย้อนไปอีก ก่อน 14 ตุลาคม 2516 เราก็อยู่ใต้ยุคมืดของประชาธิปไตย (แต่เศรษฐกิจดันเจริญดี หลายคนจึงยังถวิลหา) นั่นก็คือยุคเผด็จการทหารยาวนาน 16 ปี ต่อเนื่องมาสามจอมพล สฤษดิ์ (ธนะรัชต์) – ถนอม (กิตติขจร) – ประภาส (จารุเสถียร) แถมด้วย 1 พันเอก (ณรงค์ กิตติขจร) ที่มีส่วนเร่งให้ระบบพังลง (เป็นคุณูปการใหญ่หลวงต่อประเทศ)

ถ้าจะให้ย้อนไปอีกถึงพุทธศตวรรษที่แล้ว เราก็มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงในระดับที่พอจะเรียกได้ว่า “ปฏิรูป” มาตลอด ย้อนจากยุคสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ไปจนยุค “คณะราษฎร” แม้การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ในปี 2475 ก็เป็นไปโดยสงบ จัดได้เป็นกระบวนการ Reform พอๆ กับ Revolution

ที่เขียนมาทั้งหมด เพียงเพื่อจะพยายามทำความเข้าใจว่า “การปฏิรูป” ในความหมายของผม จะเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ที่ต้องมีส่วนร่วมในวงกว้าง ใช้เวลา ไม่จำกัดแต่ผู้ที่อ้างตนว่ามีความรู้ความเข้าใจเหนือกว่าคนอื่น หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้สำเร็จลุล่วงได้ในเวลาอันสั้น หรือแม้แต่จะพูดได้ว่าไม่มีทางสำเร็จสมบูรณ์ไปได้เลยด้วยซ้ำ เป็นกระบวนการที่มีอยู่คู่กับสังคมตลอดมา และจะต้องมีอยู่ตลอดไปด้วย แต่คำว่าค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแผนการ ไม่มีการวัดความคืบหน้า

การปฏิรูปที่ผ่านมาทั้งหมดตั้งแต่ปี 2475 ถึงจะมีความคืบหน้า แต่ก็กล่าวได้ว่าค่อนข้างสะเปะสะปะ มีเดินหน้า มีถอยหลัง มีส่วนที่ดีขึ้น มีส่วนที่แย่ลง เป็นไปตามภูมิความรู้สะสมของสังคม ตามบริบทอำนาจต่อรองของแต่ละภาคส่วน แต่ละช่วงเวลา

มาปัจจุบัน เรากำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง ชาวไทยทั้งมวล (ไม่เฉพาะแต่มวลมหา…นะครับ) กำลังต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ ว่าเราจะก้าวสู่โอกาสในการปฏิรูปรุดหน้าครั้งสำคัญ หรือจะถอยหลังก้าวใหญ่ (ซึ่งอาจนำไปสู่ความเป็นรัฐที่ล้มเหลว ที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปี กว่าจะลุกขึ้นมาได้อีก)

ความจริง เป้าหมายการปฏิรูปนั้น ค่อนข้างชัดเจน เห็นร่วมกันแทบทุกกลุ่ม ทุกเหล่า อันได้แก่ 1. ลดความเหลื่อมล้ำ 2. ขจัดคอร์รัปชัน 3. กระจายอำนาจและทรัพยากร 4. วิธีการเลือกตั้ง การเข้าสู่อำนาจ 5. พัฒนาศักยภาพมนุษย์ 6. เพิ่มผลิตภาพโดยรวม 7. กระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ

ที่มาภาพ  เฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)
ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)

ปัญหามันอยู่ที่วิธีการ กับการแย่งชิงกันเป็นผู้นำในการปฏิรูป ตลอดไปจนถึงความไม่เชื่อใจในความจริงใจที่จะปฏิรูป เรื่องพวกนี้น่าจะหาวิธี หาเวที ร่วมกันสุมหัวได้ข้อสรุปได้ ถ้าทุกคนมีสติ สงครามกลางเมืองน่าจะหลีกเลี่ยงได้ การปฏิวัติล้าสมัยโดยฝ่ายทหารก็ไม่น่าจะเกิด

ถ้าความเข้าใจของผมเกี่ยวกับ “การปฏิรูป” ไม่คลาดเคลื่อน คำที่เราเห็นตามป้าย ตามการชุมนุม ตลอดไปจนถึงตาม Profile Pictures ของเพื่อน Facebook นับหมื่น ว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” หรือ “Reform Before Election” น่าจะหมายความเพียงว่า “วางกรอบและวิธีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” เท่านั้น เพราะถ้าจะปฏิรูป “ให้เสร็จ” ก่อนเลือกตั้งจริงๆ สงสัยเราต้องรอให้หลานๆ เรามาเป็นคนเลือกตั้งครั้งต่อไป (มันต้องใช้เป็นสิบปีครับ) แถมใน “การปฏิรูป” ต้องมีการออกกฎหมายเยอะแยะ จะทำได้อย่างไรถ้าไม่มีสภา (ถ้าให้สภาประชาชนของท่านกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกกฎหมาย ผมคนหนึ่งละที่จะขอ “อารยะขัดขืน”) ต้องฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แล้วใช้ “ประกาศคณะปฏิวัติ” เท่านั้น

ทุกท่านใน “มวลมหาประชน” ล้วนมีความรู้ มีตรรกะดีเลิศ โปรดใคร่ครวญเถอะครับ ท่านเรียกร้องตะโกนหา “การปฏิรูป” แต่วิธีการที่เดิน กำลังเพรียกหา “การปฏิวัติ” หรือเปล่า

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก เฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich

  • Pingback: “ปฏิรูปประเทศไทย” อะไร….ทำไม….เพื่ออะไร….อย่างไร | Reader()

  • Pingback: “ปฏิรูปประเทศไทย” อะไร…ทำไม…เพื่ออะไร…อย่างไร | Reader()

  • Wiradet Udomphon

    คำว่าต้องมีการออกกฏหมายเยอะเเยะเนี่ย ถ้าเป็นกฎหมายที่กีดกันนักการเมืองเลวๆ เนี่ย อย่างเช่น ห้ามนักการเมืองทำธรุกิจทุกอย่าง หรือ ถ้ามีการคอรัปชั่นมีโทษประชีวิตเลย ผมว่าก็ปฏิรูปไปเหอะ เเละความคิดผมนะคงไม่ถึง 10 ปี หลอก เเต่ถ้าปฎิรูปเพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวกตนเอง(สุเทพ) ผมว่าก็ไม่สมควรหรือ ต้องหาวิธีอื่น เพราะนักการเมืองที่เป็นรัฐบาล(ไม่ว่าพรรคไหน) มีอำนาจมากเกินไปในการร่างกฎหมายต่างๆ ก็เห็นอยู่ว่าแก้เพื่อหาผลประโยชน์เข้าตนเอง ไม่มีนักการเมืองคนไหนหลอกครับ (เเต่ก็อาจจะมีมั้ง) ที่จะทำเพื่อประเทศอย่างเเท้จริง เข้ามาก็หวังที่จะโกงกินกันทั้งนั้น เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนพรรคไหน ก็สามารถหาข้อไม่ดีของอีกฝ่ายได้ จริงๆไม่ได้ทำเพื่อความถูกต้องหลอก ทำเพื่อปิดบังความชั่วตนเองก็เท่านั้น(อาจจะไม่รู้ตัว) ฉะนั้น ประชาชนควรมีอำนาจเเละสามารถช่วยในการบริหารประเทศได้ โดยให้นักการเมืองเป็นเครื่องมือของประชาชนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย (ไม่ใช่ม๊อปมวล….นะ) หมายถึงประชาชนทั้งประเทศ เเต่ผมก็ไม่รู้หลอกว่าวิธีไหน เเต่ถ้าที่จะทำได้ก็น่าจะสามารถช่วยให้ประชาชนช่วยร่วมกันออกกฎหมายกีดกันการโกงกินอะไรประมาณนี้ ^_^

    • cu

      ผมไม่ได้ถือฝ่ายใหนครับ แต่กำลังคิดว่านี้คือสงครามการเอาชนะระหว่างพรรคการเมืองหรือเปล่า เพราะถ้าเลือกตั้งเราทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าพรรคใหนชนะ

  • Garfield Pantasak

    จากที่ผมพูดคุยกับเพื่อนๆที่เป็นฝ่ายสนับสนุนคุณสุเทพ และดูจากสื่อสีฟ้า ผมว่ากปปส. จริงๆแล้วต้องการทำลายล้างระบบทักษิณ แต่สื่อออกมาว่าต้องการปฎิรูปประเทศ ซึงจริงๆ มันคนละเรื่องกันนะครับ วิธีหาทางออกจึงต่างกัน เพราะถ้าต้องการปฎิรูปจริงๆแล้ว ต้องจับมือกันครับ ไม่ใช่ด่ากันอย่างนี้

  • เห็นว่า

    การล้างระบอบทักษิณก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ จับมือไม่ได้หรอก ระบอบทักษิณคือการโกงทุกรูปแบบ

  • กลุ่มปัญญาชนคนอีสานใต้ ไม่เอาเ

    ผมเข้าใจรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งหมด ถูกต้องเลยครับ เพียงแต่เราไม่เคยพบว่ามีใครเป็นตัวจริงที่พาปฏิรูปอย่างถูกทิศทาง มีแต่พูดๆแล้วก็หายไป และไปพบอยู่ในกลุ่มสีต่างๆ จนทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ในการนำพาปฏิรูปจากทุกกลุ่ม คุณสุเทพแม้จะเคยเป็นรัฐบาล เคยอยู่พรรคการเมือง แต่ทุกคนยอมรับในความตั้งใจเพื่อการปฏิรูปประเทศ จึงได้รับความร่วมมือจากมวลชนจำนวนมาก มันจึงเกิดปัญหาและมันอยู่ที่วิธีการ กับการแย่งชิงกันเป็นผู้นำในการปฏิรูป ซึ่งกำลังเป็นอยู่ ทั้งฟากรัฐบาล และกปปส. ทางออกที่สามารถแก้ไขได้ระดับหนึ่งก็คือ เราอาจจำเป็นต้องมีองค์กรเกิดขึ้นใหม่เป็นองค์คณะเพื่อพิจารณา การร่างเพื่อวางกรอบการปฏิรูปทั้งสองฟากมาพิจารณา และเลือกร่างที่ดีที่สุดของทั้งสองฟากมารวมกันในลำดับสุดท้าย ความหมายก็คือ ให้ทั้งสองกลุ่มร่างกรอบปฏิรุปให้เสร็จ ต่างคนต่างร่าง แล้วให้องค์กรเกิดขึ้นใหม่เป็นองค์คณะเพื่อพิจารณาทั้งสองร่างเป็นเบื้องต้น เหมือนตราชั่งที่ทำให้มันมีน้ำหนักที่สมดุลกัน การปฏิรูปจึงน่าจะสมบูรณ์ขึ้นได้..

  • กลุ่มปัญญาชนคนอีสานใต้ ไม่เอาเ

    40กว่าปีที่เราพบว่านักการเมืองทุจริต คอร์รับชั่น จนทำให้ประเทศเสียหายทางเศรษฐกิจ ประเทศเกิดใหม่อย่างสิงคโปร์เจริญกว่าเรา สาเหตุเกิดจากนักการเมืองทั้งหมด อนาคตพรรคการเมืองหรือสส.ไม่อยากให้มายุ่งกับการบริหารประเทศ อยากให้ทำด้านนิติบัญญัติและตรวจสอบรัฐบาลรวมทั้งอื่นๆ ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับการบริหาร การบริหารประเทศน่าจะมีการปฏิรูปว่าจะเอาแบบไหน ใคร โดยการผ่านการคัดเลือก คัดสรรให้ได้คุณสมบัติที่ดีที่สุดจากองค์กรกลางหรือองค์กรอิสระ องค์กรการศึกษาระดับสูง หรือสภาประชาชนซึ่งอาจมีในอนาคต เมื่อได้บุคคลแล้วตามจำนวน ให้ทั้งหมดสมัครรับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง เพื่อมาบริหารประเทศ…

  • Tenn Thongdee

    ทุกวันนี้แม้แต่คำว่าประชาธิปไตย หลายๆคนก็ยังไม่เข้าใจถึงหลักการที่แท้จริงกันเลย ทุกผ่ายมักอ้างออกมากันทั้งนั้น ถ้าใครคิดต่างก็จะโดนข้ากล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เฉกเช่นที่สหรัฐฯมักใช้คำว่าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือในการหาเรื่องรุกรานชาติอื่นๆ ถามว่าทุกวันนี้คนไทยก็ยังไม่เข้าใจความหมายอันถ่องแท้ของทั้งการปฎิรูป(Reform)และปฎิวัติ(Revolution) เพราความหมายของคำทั้งสองยังมีการคาบเกี่ยว(Overlap)กันอยู่มากนะครับ แต่จะด้วยเหตุผลอันใดโดยทัศนะส่วนตัวของผมก็เห็นว่าน่าจะล้างระบอบทักษิณที่มอมเมาและสอนให่คนเห็นแก่เงินมากกว่าความเป็นคนให้หมดไปเป็นดีที่สุด ไม่ว่าจะใช้วิธ๊การปฎิรูปหริอปฎิวัติ(โดยประชาชน)ก็ตาม

  • suchon

    ใช่เราต้องการการปฏิวัติโดยประชาชน ต้องการยึดอำนาจโดยประชาชน และต้องการหาตัวแทนที่เราสามารถไว้ใจได้ผ่านการเลือกตั้ง โดยการเปลี่ยนแปลงกฏหมายพรรคการเมือง กฏหมายเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการซื้อเสียงเข้ามาหาผลประโยชน์ เสรีภาพไม่ใช่ทางออกเสียทั้งหมดของมวลมนุษยชาติ ไม่มีคำสอนใดของพระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตย ศีลห้าเป็นกฏหมายเพื่อให้ตนและสังคมพ้นทุกข์ กฏหมายที่เป็นธรรมเท่านั้นคือพื้นฐานให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและมีเสรีภาพที่เท่าเทียม

  • Asana Thaworn

    จะปฏิรูปให้อะไรๆดีขึ้นผมเห็นด้วย…..แต่ประเด็นคือ
    1) กปปส. ชูนโยบายสภาประชาชน หรือ คณะปฏิรูป(จากนี้ไปผมขออณุญาตเรียกว่า คณะปฏิรูป แทนสภาประชาชนนะครับ) จะมีด้วยกัน 400 คน มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ 300 คน และอีก 100 คน มาจากการสรรหาโดย กปปส. ประชาชน(ที่ไม่ใช่มวลฯ) จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่ใช่รากของ ปชป. เพราะใครๆก็รู้ว่า กปปส. มาจากไหน ถึง กปปส. จะออกนโยบายว่า คุณสมบัติของสมาชิกสภาประชาชน จะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อสิ้นสุดการทำงานแล้ว จะต้องไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งการเมืองใดๆ เป็นเวลา 5 ปี
    2) อีก 300 คน มาจากไหน มีมาตรฐานการคัดกรองอย่างไร ใครเป็นผู้คัดกรอง ประชาชน(ที่ไม่ใช่มวลฯ) จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่ใช่รากฝอยของ ปชป. หรือเป็นผู้ที่สนับสนุน ปชป.แต่ฝ่ายเดียว
    3) จากข้อ 1 และ 2 หากแน่วแน่แล้วว่าการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เป็นทางออกที่ดีที่สุด ท่านเหล่านั้นคือใคร!!! กปปส. ต้องคลอดออกมาได้แล้ว ณ ตอนนี้ เพราะประชาชน(ที่ไม่ใช่มวลฯ)จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ จะไม่ถูก กปปส. มัดมือชก แต่งตั้งใครมาก็ได้ไม่มีใครรู้เข้ามาเป็นคณะปฏิรูปด้สยเหตุเพราะสถาณะการณ์เร่วด่วน
    4) คณะปฏิรูปจะอยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่ จะใช้เวลาปฏิรูปนานเท่าไหร่กว่าที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง นั่นคือการเลือกตั้ง
    5) หาก รบ. รักษาการทนพิษบาดแผลไม่ไหว ลาออกจากรักษาการแล้วคณะปฏิรูปจำต้องเร่งเข้ามาบริหารจัดการสานต่อกิจกรรมต่าง และควบคู่ไปกับการปฏิรูปนั้น คำถามคือ ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบคณะปฏิรูป เพราะเท่าที่เข้าใจจะมีแต่คณะปฏิรูปเท่านั้น หากคณะปฏิรูปจับมือกันรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ มันจะทำได้ง่ายกว่าการมีสภาที่มาตามกลไก ที่มีรัฐบาลและฝ่ายค้าน
    ****หากเพื่อนๆท่านใดได้คำตอบเหล่านี้แล้วช่วยกรุณาบอกผมด้วยครับ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าเลย

    • ไม่วุยวาย

      เห็นด้วยครับ มีแต่คนเห็นแก่ตัวเห็นแก่อำนาจตัวเอง ถ้าแน่จริงก้อออก กฎหมายเลยว่าห้าม สส หรือ สว ที่ดำรงณ์ตำแหน่งทางการเมืองเกิน 2สมัย โดยนับทั้งชีวิต รวมทั้งในอดีตด้วย ห้ามลงสมัครตำแหน่งทางการเมืองอีก ห้ามรับ ตำแหน่งทางการเมืองอีก มันจะได้ไม่วุ่นวาย ไอ้ที่มันวุ่นวาย ก้อเพราะมันไม่พอนี้ละคับ แค่นี้ก้อจะไม่มีใครจะประท้วง เพื่อรักษาอำนาจตัวเองอีก

    • ไพโร

      ถูกนโยบาย ต้องชัดเจนกว่านี้ มัดมือชก จริงๆ

  • คนธรรมดา

    เห็นดีด้วยกับการปฎิรูป แต่ทั้งหมดควรอยู่บนหลักการ วิธีการที่ถูกต้อง ทุกวันนี้ื่ กปปส ยังไม่อะไรที่ชัดเจนออกมา ให้ได้ตัดสินใจ ว่าจะปฎิรูปอย่างไร
    จึงเห็นสมควร ให้มีการเลือกตั้งก่อน เพราะเป็นวิธีการ ที่เราได้เลือก คนที่เราต้องการจริงๆและเป็น กฎของการอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ที่ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่

  • Awit

    ลองดูกะเขาหน่อย
    แค่เห็นต่างไปนิดครับ ว่ามองโลกที่มันเป็นอยู่
    ผมว่าโลกนี้มันมีอะไรสวยหรูครับ
    มองต่างมุมว่าเราเลือกตั้งกันมากี่ครั้งแล้วครับตั้งแต่เกิดมา(ผมโดนมาสิบกว่าครั้งแล้ว). แล้วมองว่าแต่ละครั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง บอกแบบตรงๆว่าไม่มีเลย เหมือนเดิมเจอแต่เหลือบผลัดขึ้นมากัดกินประเทศยิ่งช่วงสิบกว่าปีหลังหนักหนาอย่างที่รับรู้กัน เลยถามว่ายังไม่เบื่อกันอีกเหรอ หลายคนบอกเลือกก่อนแล้วปฎิรูปหรือทำสัตยาบรรณ อะไรเทือกนั้น เจอแอบผ่านร่างกฎหมายตอนตี2ยังไม่เข็ด และสัจจะในหมู่เหลือบ หมู่ปลาไหล ขนาดทำพิธีถือน้ำพิพัฒสัตยา ว่าจะเป็นดี จงรักภักดีอย่างโน้นอย่างนี้ สุดท้ายก็ตระบัติสัตย์ทุกทีแหละ
    เลยมองกลับด้านไปว่าถ้าเลือกต่อไปมันก็คงจะเหมือนเดิมแต่จริงน่าหนักกว่าเดิมเพราะดูแต่ละโครงการที่รัฐจะดันแล้วคนไทยคงจะเป็นยันชาติหน้า เลยเอาว่ะ ลองของใหม่กันดีกว่าเผื่ออะไรๆจะต่างไปจากเดิม
    สำหรับการปฎิรูปที่ไครหลายคนจะมองว่าจะไปเข้าทางอีกฝ่ายนั้น เขาก็บอกอยู่ว่าเลิกการเมืองตลอดชีวิต ส่วนปชป
    เขาก็จะเว้นวรรคมั้ง มันเหมือการเซทซีโร่ ทีนี้ก็ขึ้นกับไอ้สิ่งที่เราสงสัยกันว่ามันคืออะไรซึ่งยังฟันธงไม่ได้อยู่ที่พวกเราทุกคนว่าจะกำหนดให้มันเป็นอย่างไร
    แต่สรุปทางเลือกไว้2ทางนี้
    โดยทางหนึ่งก็คือทางเลือกแบบเดิมๆหน้าเดิมๆโกงแบบเดิมๆ มันไม่จบแน่ๆ บริหารแบบเผด็จการไม่เคยฟังไคร
    กับอีกทางที่ยังไม่มีไครมองเห็นหรอกว่าเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเราทุกๆคนจะกำหนด
    ซึ่งดีก็รับกันไป แต่ถ้าไม่ดีก็ยังแก้ตัวได้ ก็ออกมาอริยะขัดขืนแบบเดียวกันที่เขาทำ

    ส่วนตัวผมคงเสี่ยงเลือกทางที่2ด้วยความอยากรู้ว่าจะหมู่หรือจ่าดีกว่าครับ

  • Boonrerng Nowsaeng

    ระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เราเลือกผู้แทนหรือนักการเมืองโอเค
    นักการเมืองดีเลว เราเป็นคนเลือกไม่ใช่หรือ?
    หรือว่านักการเมืองมีแต่เลวหมดทุกคนแปลก
    ได้ฟังข่าวว่า ทักษินเลวมาก ผู้มีสิทธิอย่าเลือกมาเป็นตัแทน
    ทักษินเอาเงินซื้อเสียง คำพูดนี้ถือว่าดูถูก คนมีสิทธิอย่างมาก
    ทักษินโก่งเลือกตั้ง แล้วมี กกต ไว้ทำไม
    ทักษินซื้อ กกต มีหลักฐานไปฟ้องศาล
    ทักษินซื้อศาล ก็อย่าไปเลือกเข้ามา ประชาชนเขาก็รู้ว่าใครดีเลว
    ถ้าคุณออกมาประท้วงอย่างนี้เป่าร้องบอก ว่าทักษินเลวอย่างนี้
    ก็เหมือนไปเชียร์ให้เขาได้ดีไปอีก
    สมมุติว่าทักษินที่สุดในประเทศไทยแปลก

  • Boonrerng Nowsaeng

    ลงประชามัติไปเลยว่า เราจะปฏิรูปในเวลา หนึ่งปี โดยให้ สว เป็นผู้รักษาการณ์แทนรัฐบาล โดยไม่ออกนโยบาย อนุมัติโครงการที่ลงมัติไปแล้ว ส่วนนายกไม่ต้องมีให้ประธานวุฒิรักษาการณ์แทนแค่นี้ก็จบ เรื่องลงประชามัติ กกต เป็นผู้ดำเนินการ ใครเป็นคนตั้งหัวข้อในการลงมัติ ประธาน สว
    เป็นคนให้พรรคการเมืองทุกพรรคเสนอ หัวข้อปฏิรูป หรือว่าไม่ไว้ใจพรรคการเมืองนักการเมือง
    อันนี้ก็แปลก

  • ใช่เราต้องการการปฏิวัติโดยประชาชน ต้องการยึดอำนาจโดยประชาชน และต้องการหาตัวแทนที่เราสามารถไว้ใจได้ผ่านการเลือกตั้ง โดยการเปลี่ยนแปลงกฏหมายพรรคการเมือง กฏหมายเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการซื้อเสียงเข้ามาหาผลประโยชน์ เสรีภาพไม่ใช่ทางออกเสียทั้งหมดของมวลมนุษยชาติ ไม่มีคำสอนใดของพระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตย ศีลห้าเป็นกฏหมายเพื่อให้ตนและสังคมพ้นทุกข์ กฏหมายที่เป็นธรรมเท่านั้นคือพื้นฐานให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและมีเสรีภาพที่เท่าเทียม

  • tony

    ถ้าซื้อเสียงแล้วได้เป็นรัฐบาล ถือว่าเป็นประชาธิปไตไหมเน้อ (ก็เห็นซื้อกันมานานและ)

    ลองไม่ซื้อเสียงซิ ทุกวันนี้ ผมรู้มาว่าได้คนละ 1000 ตามต่างจังหวัด แบบว่าลูกน้องลากลับบ้านบอกไปเลือกตั้ง แค่ อบต นะ ได้แล้ว 1000-2000 แล้ว สส. อะ ปฏิรูปตรงนี้อันแรกก่อน
    เลยต้องมีนายทุนงัยครับไม่งั้นจะเงินที่ไหนมาซื้ออะ ซื้อเสร็จค่อยเอาคืนทีหลังงัย คนที่โดนซื้อคือคนที่ต้องการเงิน ไม่ได้โง่นะ ลูกน้องเราเก่ง ๆ ทุกคนแต่ไปเอาเงินก่อน

    คนเราความรู้ และประสบการณ์ไม่เหมือนกัน ความคิดก็ไม่เหมือนกัน เค้าบอกว่าเลือกไปเหอะ เด๋วได้โน่นได้นี้ ก็ได้ตามนั้นแหละ ไม่รู้ว่าพวก สส. หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนได้เสียเยอะแยะ (ได้เวลาเอาคืนแล้ว)

    หาคนดีให้มีอำนาจมันยากจริง ๆ สมัยนี้มันอยู่ยากครับ

    สรุป ทุกคนมีความโลภ เห็นแก่ตัว อยากได้ อยากมี อยากเป็น (ต้องพา ส.ส. ไปยุวพุทธก็ดีนะ) แก้ตอนนี้ไม่ทันแล้วฝังลึกเกินไป รอรุ่น ลูก ๆ สอนจิตสำนึกโตไปไม่โกง (จะทำได้ป่าวไม่รู้อีก)

    ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อ ชาติเชื้อไทย จำไว้ครับคนไทยทุกคน

    • ไพโร

      ก็อย่าขายเสียงดิ ถ้ามั่นใจ ว่าสิ่งที่ทำมันดีจริง ก็เสนอให้เขา ยอมรับ ส่วนโตไปไม่โกง ก็พ่อเเม่มันโกง มันก็บ่มให้,ลูกมันเป็น ใครไปเเย่งอำนาจจากพวกมันก็ยิงทิ้งง เเก้ ความรุนเเรงของกฎหมายก่อน เถอะผมว่า เรื่องโทษ การโกงเนี่ยะ จับได้ริบทรัพย์ ประหาร ชีวิต เเบบ ประเทศจีน (หัวควนน เอ้ยย ข่มขืน ยังลอยนวลเลย ยิงคนตายห่า ก็ยังลอยนวล จะไปแก้ยังงัย)

    • ไม่ใช่เรื่องจริง

      ไปเอามาจากไหนบ้านผมคนเเถวบ้านผม เลือกเพื่อไทยไทยรักกันมาตลอดไม่มีใครจ้างด้วยแล้ว คนแก่ๆเขาไม่มีความรู้หรอกครับแต่ทักษินซื้อใจเขาได้ ทำได้แบบเขาป่าวหละ?

  • nuntarath

    เหตุปัจจัย
    อำนาจผู้นำ ประเทศไทย

    ประเทศไทยคือแผ่นดินที่มีลักษณะเป็นด้ามขวาน พลเมืองส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา
    และความเป็นไปของประเทศไทยทั้งหมด อยู่ที่เหตุปัจจัยและผู้ที่มีอำนาจ
    ว่าต้องการที่ให้พลเมืองในประเทศมีพฤติกรรมอย่างไรและประเทศไทยเดินทางไปในทางทิศใด
    เดินทางไปสู่ความเจริญคือสังคมบ้านเมืองมีศีลมีธรรมหรือไม่ หรือเดินทางไปสู่ความเสื่อมคือสังคมบ้านเมืองมีความเลวทรามขาดศีลขาดธรรมหรือไม่
    ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยและผู้มีอำนาจดังที่กล่าวมาเหล่านั้น

    หมายเหตุ
    ความสำคัญของคุณธรรมจริยธรรม คือ

    คุณธรรมจริยธรรมนับว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของคนทุกคนและทุกวิชาชีพ
    หากบุคคลใดหรือวิชาชีพใดไม่มีคุณธรรมจริยธรรมเป็นหลักยึดเบื้องต้นแล้วก็ยาก ที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จแห่งตนและแห่งวิชาชีพนั้นๆ
    ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือการขาดคุณธรรมจริยธรรมทั้งในส่วนบุคคลและในวิชาชีพ อาจมีผลร้ายต่อตนเอง
    สังคมและวงการวิชาชีพในอนาคตได้อีกด้วย ดังจะพบเห็นได้จากการเกิดวิกฤติศรัทธาในวิชาชีพหลายแขนงในปัจจุบัน
    ทั้งวงการวิชาชีพครู แพทย์ ตำรวจ ทหาร นักการเมืองการปกครอง ฯลฯ จึงมีคำกล่าวว่าเราไม่สามารถสร้างครูดีบนพื้นฐานของคนไม่ดี
    และไม่สามารถสร้างแพทย์ ตำรวจ ทหารและนักการเมืองที่ดี ถ้าบุคคลเหล่านั้นมีพื้นฐานทางนิสัยและความประพฤติที่ไม่ดี
    ดังพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระมหากษัตริ-ยาธิราช ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันจันทร์ที่5เมษายนพ.ศ.2525ไว้ดังนี้

    “…..การจะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลที่พึงปรารถนา คือให้เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น
    จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ
    และความถูกต้องเป็นธรรม ประกอบด้วย เพราะเหตุว่าความรู้นั้น เสมือนเครื่องยนต์ที่ทำให้ยวดยานเคลื่อนที่ไปได้ประการเดียว
    ส่วนคุณธรรมดังกล่าวแล้ว เป็นเสมือนหนึ่งพวงมาลัยหรือหางเสือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำทางให้ยวดยานดำเนินไปถูกทางด้วยความสวัสดี
    คือ ปลอดภัย บรรลุจุดประสงค์..”

    จริยธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญในสังคม
    ที่จะนำความสุขสงบและความและความเจริญก้าวหน้ามาสู่สังคมนั้นๆ เพราะเมื่อคนในสังคมมีจริยธรรม
    จิตใจก็ย่อมสูงส่ง มีความสะอาด และสว่างในจิตใจ
    จะทำการงานใดก็ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ไมก่อให้เกิดทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น
    เป็นบุคคลมีคุณค่ามีประโยชน์ และสร้างสรรค์คุณงามความดีอันเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองต่อไป

    วศิน อินทสระ (2541 : 6-9) ได้กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของจริยธรรมดังจะกล่าวโดยย่อดังนี้

    1. จริยธรรมเป็นรากฐานอันสำคัญแห่งความเจริญรุ่งเรือง ความมั่นคงและความสงบสุขของปัจเจกชน
    สังคมและประเทศชาติอย่างยิ่ง รัฐควรส่งเสริมประชาชนให้มีจริยธรรมเป็นอันดับแรก เพื่อให้เป็นแกนกลางของการพัฒนาด้านอื่นๆ
    ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ฯลฯ การพัฒนาที่ขาดจริยธรรมเป็นหลักยึดย่อมเกิดผลร้ายมากกว่าดี
    เพราะผู้มีความรู้แต่ขาดคุณธรรม ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมเสียได้มากกว่าผู้ด้อยความรู้
    โดยท่านกล่าวว่า “ ผู้มีความรู้แต่ไม่รู้วิธีที่จะประพฤติตน ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมเสียได้มากกว่าผู้มีความรู้น้อย
    ถ้าเปรียบความรู้เหมือนดิน จริยธรรมย่อมเป็นเหมือนน้ำ ดินที่ไม่มีน้ำยึดเหนี่ยวเกาะกุมย่อมเป็นฝุ่นละอองให้ความรำคาญมากกว่าให้
    ประโยชน์ คนที่มีความรู้แต่ไม่มีจริยธรรมจึงมักเป็นคนที่ก่อความรำคาญหรือเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นอยู่เนืองๆ”

    2. การพัฒนาบ้านเมือง ต้องพัฒนาจิตใจคนก่อน หรืออย่างน้อยก็ให้พร้อมๆไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
    สังคม การศึกษาวิชาการอื่นๆ เพราะการพัฒนาที่ไม่มีจริยธรรมเป็นแกนนำนั้นจะสูญเปล่าและเกิดผลเสียเป็นอัน
    มากทำให้บุคคลลุ่มหลงในวัตถุและอบายมุข การที่เศรษฐกิจต้องเสื่อมโทรม ประชาชนทุกข์ยาก
    เพราะคนในสังคมละเลยจริยธรรม กอบโกยทรัพย์สินเป็นประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไปขาดความเมตตาปราณี
    แล้งน้ำใจในการดำเนินชีวิตซึ่งกันและกัน

    3. จริยธรรม มิได้หมายถึง การถือศีล กินเพล เข้าวัดฟังธรรม จำศีลภาวนา
    โดยไม่ช่วยเหลือทำประโยชน์ให้แก่สังคม แต่จริยธรรมหมายถึงความประพฤติ การกระทำและความคิดที่ถูกต้องเหมาะสมการทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องสมบูรณ์
    เว้นสิ่งควรเว้น ทำสิ่งควรทำ ด้วยความฉลาดรอบคอบ รู้เหตุรู้ผลถูกต้องตามกาลเทศะและบุคคล
    ดังนั้นจะเห็นว่าจริยธรรมจึงจำเป็นและมีคุณค่าสำหรับทุกคนในทุกวิชาชีพทุก สังคม สังคมจะอยู่รอดด้วยจริยธรรม

    4.การทุจริต คดโกง การเบียดเบียนกันในรูปแบบต่างๆอันเป็นเหตุให้สังคมเสื่อมโทรม
    มีสาเหตุมาจากการขาดจริยธรรมของคนในสังคม ทรัพยากรธรรมชาติในโลกนี้น่าจะพอเลี้ยงชาวโลกไปได้อีกนาน
    ถ้าชาวโลกช่วยกันละทิ้งความละโมบโลภมาก แล้วมามีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ช่วยกันสร้างสรรค์สังคม
    ยึดเอาจริยธรรมเป็นทางดำเนินชีวิต ไม่ใช่ยึดเอาลาภยศความมีหน้ามีตาในสังคมเป็นจุดหมาย
    ถ้าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นก็ถือเป็นเพียงผลพลอยได้และนำมาใช้เป็นเครื่องมือใน การประพฤติธรรม
    เช่น อาศัยลาภผลเป็นเครื่องมือในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อาศัยยศและความมีหน้ามี เกียรติในสังคมเป็นเครื่องมือในการจูงใจคนผู้เคารพนับถือเข้าหาธรรม

    5. จริยธรรมสอนให้เราเลิกดูหมิ่นกดขี่คนจน ให้เอาใจใส่ดูแลเอื้ออาทรต่อผู้สูงอายุ
    ซึ่งเป็นบุพการีของชาติ สอนให้เราถ่อมตัวเพื่อเข้าหากันได้ดีกับคนทั้งหลาย และไม่วางโตโอหังอวดดีหรือก้าวร้าวผู้อื่น
    สอนให้เราลดทิฏฐิมานะลงให้มากๆเพื่อจะได้มองเห็นสิ่งต่างๆตามความจริง ไม่หลงสำคัญตัวว่ารู้ดีกว่า
    มีความสามารถกว่าใคร ผู้นำที่มีจริยธรรมสูงย่อมเป็นที่เคารพกราบไหว้ของทั้งหลายได้อย่างสนิทใจ
    เราควรเลือกผู้นำที่สามารถนำความสงบสุขทางใจมาสู่มวลชนได้ด้วย เพื่อสันติสุขจะเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก
    ความแข็งแกร่งทางกำลังกายกำลังทรัพย์และอาวุธนั้น ถ้าปราศจากความแข็งแกร่งทางจริยธรรมเสียแล้ว
    บุคคลหรือประเทศชาติจะมั่นคงอยู่ได้ไม่นาน สังคมที่เจริญมั่นคงต้องมีจริยธรรมเป็นเครื่องรับรอบหรือเป็นแกนกลาง
    เหมือนถนนที่มั่นคงหรือตึกที่แข็งแรง เขาใช้คอนกรีตเสริมเหล็กแม้เหล็กจะไม่ปรากฏออกมาให้เห็นภายนอก
    แต่มีความสำคัญอยู่ภายในนายช่างย่อมรู้ดี ทำนองเดียวกันกับบัณฑิตย่อมมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าจริยธรรมมีความสำคัญในสังคมเพียงใด

    ดังนั้นจากข้อความที่กล่าวมาทั้งหมดนี้
    พอสรุปได้ว่าคุณธรรมจริยธรรมเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคน ปัญหาของสังคมไทยที่ประสบพบเห็นอยู่ทุกวันนี้เกิดจาก
    “คน” ปัญหาเริ่มต้นที่ “คน”
    และมีผลกระทบถึง “คน “ การแก้ปัญหาสังคมไทยจึงต้องแก้ด้วย
    “การพัฒนาคน” เพื่อให้คนมีปัญญา มีความรู้มีคุณธรรมและมีทักษะในการแก้ปัญหาชีวิต
    ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเราจะพัฒนาคนอย่างไรเพื่อให้คนมีชีวิตที่ดีงามสามารถใช้ ความรู้และแก้ปัญหาได้
    สร้างสรรค์ได้ ปฏิบัติต่อเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง อยู่ในระบบการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้
    บริโภคผลผลิตด้วยปัญญา รู้อะไรดี อะไรชั่ว มีทัศนคติทางจริยธรรมที่เหมาะสม ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติของคนที่มีคุณธรรม
    การจัดการศึกษาคงต้องยึดหลักสำคัญคือ “ให้ความรู้คู่คุณธรรม”
    สังคมไทยจึงจะมีสมาชิกของสังคมที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดี ดังคำกลอนของอำไพ สุจริตกุล
    (2534 : 186) กล่าวไว้ดังนี้

    เมื่อความรู้ยอดเยี่ยมสูงเทียมเมฆ

    แต่คุณธรรมต่ำเฉกยอดหญ้านั่น

    อาจเสกสร้างมิจฉาสารพัน

    ด้วยจิตอันไร้อายในโลกา

    แม้คุณธรรมเยี่ยมถึงเทียมเมฆ

    แต่ความรู้ต่ำเฉกเพียงยอดหญ้า

    ย่อมเป็นเหยื่อทรชนจนระอา

    ด้วยปัญญาอ่อนด้อยน่าน้อยใจ

    หากความรู้สูงล้ำคุณธรรมเลิศ

    แสนประเสริฐกอปริกิจวินิจฉัย

    จะพัฒนาประชาราษฎร์ทั้งชาติไทย

    ต้องฝึกให้ความรู้คู่คุณธรรม

    อำไพ สุจริตกุล (2534: 186)

    คุณธรรมพื้นฐานของผู้นำ

    “….ในฐานที่เป็นครูอาจารย์หัวหน้างาน

    จำเป็นต้องมีความสุจริตยุติธรรม

    ทำตัวให้เป็นตัวอย่างเป็นที่พึ่ง

    ของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

    ไม่ยอมแพ้พ่ายต่อความโลภ

    ความลืมตัวความริษยาความแตกร้าว

    ต้องมุ่งมั่นในประโยชน์อันรุ่งเรืองไพศาล

    ของส่วนรวมเป็นเป้าหมาย

    จึงจะได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จ

    และมีชื่อเสียงเกียรติคุณทุกประการ

    ดังที่ปรารถนา………”

    พระบรมราโชวาท

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

    เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
    โทร 0833928542