“40 ปี 14 ตุลา เส้นทางเสรีภาพสื่อไทย”อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ วิพากษ์เสรีภาพสื่อไทยมีมากจนเลอะ และสื่อต้องเลือกเป็นเสรีชนหรือทาส “ทุน”

13 ตุลาคม 2013

อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ ประสานเสียง 40 ปี 14 ตุลา ทุนสามานย์ครอบงำสื่อ “เทพชัย” ห่วงทีวีดิจิตอล-สื่อใหม่ ไม่มีเสรีภาพจริง เชื่อมีคนจ้องคุมสื่อเบ็ดเสร็จ ส่วนนักวิชาการระบุ ค่าโฆษณารัฐบาล-สปอนเซอร์ ทำให้สื่อยอมบิดเนื้อหา ความน่าเชื่อถือสื่อไทยลดน้อยลง

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2556 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และมูลนิธิ 14 ตุลา ร่วมกันจัดเวที “ราชดำเนินเสวนา” หัวข้อ “40 ปี 14 ตุลา เส้นทางเสรีภาพสื่อไทย” โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ประธานมูลนิธิอิศรา อมันตกุล, นายสำเริง คำพะอุ อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, นางบัญญัติ ทัศนียะเวช อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น และนายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมเสวนา

เวทีราชดำเนินเสวนา “40 ปี 14 ตุลา เส้นทางเสรีภาพสื่อไทย” โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร (ยกมือ)ประธานมูลนิธิอิศรา อมันตกุล นายสำเริง คำพะอุ(ซ้ายสุด) อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย นางบัญญัติ  ทัศนียะเวช (ที่2จากซ้าย) อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย นายจักร์กฤษ  เพิ่มพูล(ที่2 จากขวา) ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายเทพชัย หย่อง (ขวาสุด)บรรณาธิการเครือเนชั่น และนายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์  รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมเสวนา

เวทีราชดำเนินเสวนา “40 ปี 14 ตุลา เส้นทางเสรีภาพสื่อไทย” โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร (ยกมือ) ประธานมูลนิธิอิศรา อมันตกุล, นายสำเริง คำพะอุ (ซ้ายสุด) อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, นางบัญญัติ ทัศนียะเวช (ที่ 2 จากซ้าย) อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล (ที่ 2 จากขวา) ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, นายเทพชัย หย่อง (ขวาสุด) บรรณาธิการเครือเนชั่น และนายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมเสวนา

นางบัญญัติ ในฐานะนายกสมาคมนักข่าว ปี 2535 กล่าวว่า การทำข่าวเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้ค้นพบพลังมวลชนที่ทำลายกำแพงเผด็จการทหารซึ่งสั่งสมมานาน ทำให้เรามั่นใจในพลังมวลชน เหตุการณ์นั้นยังพบการปลุกจิตสำนึกสื่อในเรื่องเสรีภาพ จากที่สื่อต้องยอมจำนนต่อเผด็จการ เขียนข่าวด้านเดียว เป็นการรับใช้อำนาจเผด็จการโดยปริยาย

“หลัง 14 ตุลา แล้ว สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนเบ่งบาน เป็นยุคที่น้ำลด ตอผุด เรียกได้ว่าเป็นยุคที่รุ่งโรจน์ของสิทธิเสรีภาพสื่อฯ สะท้อนให้เห็นประชาธิปไตยที่เบ่งบาน แต่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลุ่มที่เสียอำนาจในขณะนั้น เช่น กลุ่มกระทิงแดง วิทยุยานเกราะ ได้สร้างสถานการณ์ขึ้นมา จนทำให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง แต่สิทธิเสรีภาพมืดมิด นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในยุคนั้นสั่งปิดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ สื่อฯ ต้องไปรายงานตัวที่กองบัญชาการทหารเพื่อขอเปิดสำนักพิมพ์ แต่ต้องมีเงื่อนไขติดตัวมา เช่น นักข่าวหลายคนต้องถูกไล่ออก ยุคนั้นเป็นยุคที่มืดมิดที่สุด ขณะเดียวกัน ก็มีการใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมที่สุดกับนักศึกษาและสื่อฯ ทำให้ต้องหนีเข้าป่า” นางบัญญัติกล่าว

อดีตนายกสมาคมนักข่าวปี 2535 กล่าวอีกว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 เกิดม็อบมือถือที่นำโดยพลตรีจำลอง ศรีเมือง ขณะที่วิทยุและโทรทัศน์ที่ควบคุมโดยรัฐบาล รายงานข่าวดำเป็นขาว สมาคมนักข่าวฯ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นหนังสือพิมพ์ มีคำถามตลอดว่าทำไมหนังสือพิมพ์และวิทยุรายงานข่าวคนละด้าน ในครั้งนั้น มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการทำข่าว มีข่าววิทยุและโทรทัศน์ เริ่มรายงานข่าวต้นชั่วโมง เพราะขณะนั้นประชาชนหิวข่าว อยากทราบข้อมูล ว่าลูกหลานของตนเองประสบเหตุการณ์อย่างไรบ้าง ถือเป็นการปฏิวัติการรายงานข่าวอีกยุคหนึ่ง

“แต่ในยุคปัจจุบันนี้ มีความลำบากใจขึ้น ถือเป็นยุคที่มีการแตกแยกในวงการสื่ออย่างมาก ถึงแม้ทหารไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสื่อ แต่สื่อก็ยังมีทุนสามานย์ที่ครอบครองสื่อ เวลานี้สื่อเป็นผู้รับใช้กลุ่มทุนเสียเอง ดิฉันจึงมองไม่เห็นทางออกในเรื่องนี้ หวังพึ่งพลังของประชาชนที่สั่งสมมานานตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นตัวช่วย ซึ่งคิดว่าเครือข่ายประชาชนกำลังเติบโต แต่ขาดการประสานงาน ดังนั้นเชื่อว่าหากมีเหตุการณ์ที่สุกงอมขึ้นมา เช่น เหตุการณ์14 ตุลา ถึงเวลานั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อแน่นอน” นางบัญญัติกล่าว

“สำเริง” ชี้สื่อต้องเลือกเป็นเสรีชนหรือทาส

นายสำเริง ในฐานะอดีตนายกสมาคมนักข่าวปี 2530 กล่าวว่า หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ถือเป็นยุคมืดของเสรีภาพสื่อฯ เพราะเผด็จการครอบงำ แต่ทุกวันนี้มันมืดยิ่งกว่า สื่อเสนอข่าวไปคนละทิศคนละทาง ในยุคที่มืดมิด นายสมัคร สั่งปิดหนังสือพิมพ์ แต่ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์ไม่ปิด แต่สื่อต้องเลือกเองที่จะมีเสรีภาพ เสรีชน หรือเลือกที่จะเป็นทาส

“เวลานี้ทุนกำหนดประเด็นข่าว จึงขึ้นอยู่กับคนทำหนังสือพิมพ์ อยู่ที่กองบรรณาธิการ และอยู่ที่ตัวนักข่าวว่าสามารถรับนโยบายขององค์กรตนเองได้หรือไม่ ถ้ารับไม่ได้ก็ลาออก สมัยก่อน ถ้าไม่พอใจในนโยบายองค์กรก็ลาออก แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะองค์กรสื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ หากเราลาออก เขาก็จ้างคนใหม่ได้ ดังนั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่าจะมีเสรีภาพหรือไม่

“น่าแปลกใจว่า ปรากฏการณ์การเดินเท้าจากป่าแม่วงก์ 380 กว่ากิโล สื่อกระแสหลักแทบไม่นำเสนอข่าว แต่กลับมาเสนอตรวจสอบฝ่ายค้าน หนังสือพิมพ์เคยยอมรับไม่ได้กับการโกหกของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกฯ แต่ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์ทนได้กับคนคนหนึ่งที่บอกว่าจะไม่เกี่ยวข้องการนิรโทษกรรม เข้ามาบริหารประเทศเพื่อประชาชน หนังสือพิมพ์ทนเฉยได้กับรับจำนำข้าวขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท ทนกับการเป็นหนี้จากโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท”

นายสำเริง กล่าวด้วยว่า หนังสือพิมพ์พร้อมจะเสนอข่าวว่า เมื่อปี 2553 ทหารฆ่าประชาชน แต่ละเลยที่จะเสนอข่าวว่า มีคนคนหนึ่ง ฆ่าคน 2 พันกว่าคนในนโยบายปราบปรามยาเสพติด ละเลยที่จะเสนอข่าวเหตุการณ์ในมัสยิดกรือเซะ มีประชาชนตายกว่า 32 คน แต่หนังสือพิมพ์กลับสนใจว่าผู้ที่เสียชีวิตตายด้วยน้ำมือของทหาร เพื่อจะบอกว่ารัฐบาลปราบปรามประชาชน แต่อีกรัฐบาลหนึ่งที่ปราบปรามประชาชน หนังสือพิมพ์กลับไม่พูดถึง นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อยู่ที่ตัวเราว่าเราจะสมัครเป็นทาส หรือเสรีชน ทำหน้าที่นักหนังสือพิมพ์อย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อรับใช้ประชาชน หรือรับใช้กลุ่มทุนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก” นายสำเริงกล่าว

“พงษ์ศักดิ์” ชี้เสรีภาพสื่อไทย มีมากจนเลอะ

นายพงษ์ศักดิ์ ในฐานะอดีตนายกสมาคมนักข่าวปี 2520 กล่าวว่า หลังรัฐประหาร 2500 หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะทำความจริงที่ปรากฏ เพื่อความอยู่รอด แต่คนที่จะทำได้คือคนรุ่นใหม่ ที่ต่อสู้ในบริบทของตนเอง ร่วมกันฟันฝ่าในการทำหนังสือพิมพ์เล็ก 2-4 หน้า เพื่อตีแผ่ความจริงให้ปรากฏ ไม่ใช่ว่าคนในประเทศที่เห็นแม่น้ำจากเหนือลงใต้ก็จบ แต่ไม่มีความคิดที่แตกต่าง คิดอย่างแยบยล ที่สามารถกำหนดทิศทางได้ นั่นคือหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกประเภท ถ้ายึดอาชีวะปฏิญาณ กฎเกณฑ์วิชาชีพ ก็จะไม่มีสื่อที่ตกเป็นทาสแน่นอน

“หน้าที่ของสื่อ คือเสรีภาพในการรายงานข่าว และตัวกำหนดเสรีภาพให้อยู่ในกรอบ กติกา ขึ้นอยู่กับห้วงเวลานั้นๆ เหตุการณ์ 14 ตุลา สื่อไทยเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง เริ่มต้นจากขบวนการนักศึกษา ที่มีจิตวิญญาณในการต่อสู้ของนักหนังสือพิมพ์ตัวเล็กๆ อย่าง “หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย” เป็นการรวมตัวของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับอีก 7 สถาบัน แต่ทุกวันนี้ สื่อแทบจะไม่มีอาชีวะปฏิญาณ เดี๋ยวนี้ who-what-when-where ยังไม่ครบ นับประสาอะไรจะไปพูดถึง why และ how เสรีภาพของสื่อไทยมีมากจนเลอะ กลายเป็นคอลัมน์นิสต์ เปเปอร์ ไม่ใช่นิวส์ เปเปอร์”

“เทพชัย” ห่วงทีวีดิจิตอล-สื่อใหม่ ไม่มีเสรีภาพจริง

นายเทพชัย อดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า บทเรียน 40 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา เราต้องมองย้อนไป และแสดงความชื่นชมนักหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น เชื่อว่าส่วนใหญ่ที่เข้ามาในวงการหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความพร้อมว่าจะต้องเจออะไร แต่ก็ตั้งใจเข้ามาเพื่อทำให้สังคมและคนรุ่นหลังรู้ว่าหลักการคืออะไร แม้วันนี้หลักการของคนทำสื่อไม่เปลี่ยนแปลง แต่การหาความจริงกลับเปลี่ยนไป เพราะประเด็นในการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยยังคงเหมือนเดิม การต่อสู้กับการทุจริต การเล่นพรรคเล่นพวก ยังคงอยู่ ที่ทำให้คนในสังคมก่อตัวขึ้นมา สื่อยังคงเปิดโปงการทุจริต แต่ความเข้มข้นในการตรวจสอบลดน้อยลง

“ทุกรัฐบาลไม่มีใครอยากเห็นสื่อที่มีเสรีภาพจริงๆ เพราะทุกรัฐบาลต้องการเห็นสื่อที่สามารถควบคุมได้ ซึ่งตรงข้ามกับหลักการของสื่อสารมวลชน ความพยายามในการแทรกแซงสื่อเกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นต่อไป คำถามคือ คำว่าเสรีภาพในการรายงานข้อเท็จจริงนั้น จะเชื่อได้หรือไม่ว่าฝ่ายที่มีอำนาจจะไม่เข้ามาแทรกแซงได้ เนื่องจากโลกของสื่อเปลี่ยนไปมาก เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีบทบาท หนังสือพิมพ์จึงไม่อยู่ในสายตาของเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับแท็บเล็ต นี่คือความท้าทาย สื่อที่มีหลักการและมืออาชีพจริงๆ จะยืนหยัดได้ยั่งยืนด้วยความแข็งแกร่งมากแค่ไหน หากเราลองนึกภาพทีวีดิจิตอล 24 ช่อง และสื่อใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการเข้าถึงข่าวรุนแรงมากขึ้น การสร้างกระแส การบิดเบือนประเด็น จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ที่พึ่งอย่าง กสทช. จะควบคุมการกำกับการทำหน้าที่ของสื่อทีวีอย่างไร เพราะยิ่งมีสื่อหลายรูปแบบ ย่อมมีคนคอยจ้องหาช่องควบคุมสื่อ” นายเทพชัยกล่าว

นักวิชการชี้สื่อบิดข่าวตามทุน “รัฐบาล-สปอนเซอร์”

นายมานะกล่าวว่า ที่ผ่านมา ศัตรูของเสรีภาพของสื่อไทย คือ อำนาจรัฐ หรืออำนาจเผด็จการทหาร แต่ในระยะหลัง สื่อไทยกระโดดเข้าไปอยู่ในตลาดลักทรัพย์มากยิ่งขึ้น ภายหลังวิกฤติฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 ฝ่ายการตลาดนำกองบรรณาธิการ เพียงเพื่อความอยู่รอดของหนังสือพิมพ์ เนื้อหาถูกกำหนดโดยฝ่ายการตลาดมากขึ้น จนทุกวันนี้เราแยกไม่ออกว่าข่าวที่ประชาชนควรรู้ หรือข่าวของการตลาดกันแน่ ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทั่วโลก เสมือนสื่อขายเสรีภาพ ขายจิตวิญญาณของสื่อเอง จึงทำให้โทนข่าวพลิกเปลี่ยนไป บทบาทของการตรวจสอบของสื่อมวลชนไม่เข้มข้นเหมือนเดิม บทบาทเหล่านี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนลดน้อยลงไปด้วย จึงไม่แปลกใจว่า ปรากฏการณ์การเดินเท้าหลายร้อยกิโลจากป่าสู่เมือง เพื่อชิงพื้นที่ความเป็นข่าวนั้น สื่อหลักกลับไม่ให้ความสำคัญ เพราะงบ หรือรายได้จากค่าสปอนเซอร์ สื่อยอมบิดการนำเสนอข่าว

“เมื่อมีทีวีดิจิตอล เงินงบประมาณ เงินสนับสนุน จึงเป็นตัวกำหนดของสื่อไทย เสรีภาพของสื่อไทยก็จะหล่นลงเรื่อยๆ ความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนไทยก็จะตกลงเรื่อยๆ สื่อจะไม่เป็นตัวแทนปากเสียงของประชาชนเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อถึงวันที่สื่อมวลชนถูกอำนาจเผด็จการที่ใหญ่กว่าในการจัดระเบียบขึ้นมา ประชาชนจะทิ้งคุณ เพราะคุณไม่เคยสนใจประชาชน สื่อจึงต้องมองตนเองและยอมรับความจริงให้มากขึ้น อะไรที่ควรตรวจสอบต้องทำให้มากขึ้นหรือไม่” นายมานะกล่าว

โฆษณารัฐบาล การคุกคามสื่อรูปแบบใหม่

นายจักร์กฤษกล่าวว่า เราสามารถแบ่งยุคเสรีภาพของสื่อ ได้เป็น 3 ภาพ คือ หลัง 14 ตุลา 2516 หลัง 6 ตุลา 2519 และหลังพฤษภาทมิฬ 2535 ยุค 14 ตุลา เหมือนเป็นกาน้ำที่เดือด และพวยพุ่งออกมา เสรีภาพจึงเบ่งบาน และต้องยอมรับว่าสื่อมวลชนใช้เสรีภาพเกินขอบเขต จนกระทั่งนำไปสู่เงื่อนไขการปฏิวัติในเดือนตุลาคม 2519 สื่อมวลชนจึงกลับเข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง สำนักพิมพ์ถูกปิด นักข่าวถูกไล่ออก และหลังจากนั้น หากเราไปดูหนังสือพิมพ์ จะพบว่ามีการนำเสนอข่าวการเมืองน้อยมาก แต่จะนำเสนอข่าวไร้สาระแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากรัฐบาล

ดังนั้น ถ้าเราถือว่ารัฐธรรมนูญ ปี 2517 เป็นแม่บทของเสรีภาพสื่อหนังสือพิมพ์ รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็เป็นแม่บทของสื่อวิทยุและโทรทัศน์เช่นกัน เพราะภายหลังจากเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” นำมาซึ่งการก่อตั้งไอทีวี ทีวีสาธารณะ จากนั้นเมื่อปี 2540 ยุคฟองสบู่แตก ถือเป็นยุคที่ธุรกิจสื่อเริ่มต้น จนถึงขณะนี้ ความเป็นสื่อไม่ได้มุ่งเน้นไปถึงหลักการ แต่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมสื่อ นักข่าวก็เป็นผู้ใช้แรงงาน เพราะทุกวันนี้องค์กรสื่อต้องคำนึงถึงผลประกอบการ เราต้องยอมรับว่าอิทธิพลของสื่อมีมากขึ้น ทำให้เราจำเป็นต้องยกเว้นสิทธิเสรีภาพสื่อให้กับพื้นที่โฆษณามากขึ้น

“ทุกวันนี้ เรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ในนามเผด็จการทหาร หรือผู้มีอำนาจ ยังไม่เปลี่ยนไป แต่กลับมาอยู่ในรูปแบบอำนาจกลุ่มทุนโฆษณาของหน่วยงานรัฐ ถือเป็นการคุกคามรูปแบบใหม่” นายจักร์กฤษกล่าว

เครือข่ายสังคม