ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “เว็บเพจเชิญชวนฝึกเคล็ดวิชาการมีเพศสัมพันธ์เพื่อความงาม” และ “ขุดคุ้ยประวัติหลวงปู่เณรคำ”

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 30 มิ.ย. – 6 ก.ค. 2556

เรื่องแรก ประกาศโจ๋งครึ่มในโลกออนไลน์ กับข้อความเชิญชวนให้เข้าร่วมการฝึกเคล็ดวิชาการมีเพศสัมพันธ์เพื่อความงามกับอาจารย์อมฤทธิ์ตา ตามรายงานข่าวแจ้งว่า ได้มีการอ้างจากผู้ที่จัดทำเพจดังกล่าวขึ้น โดยผู้ใช้ชื่อว่า “ไอรดา” ที่ประกาศตัวว่าเป็นศิษย์เอกของอาจารย์อมฤทธิ์ตา บอกว่าอาจารย์ผู้มีการการันตีจากเพจดังกล่าว ได้ฝึกวิชาจากประเทศสหรัฐอเมริกามากว่า 20 ปี ทั้งยังมีการอ้างว่าเคล็ดลับวิชาดังกล่าวนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากโยคีของลัทธิเต๋าในประเทศอินเดีย และในประเทศไทยมีเพียงอาจารย์อมฤทธิ์ตาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ได้โดยการมีเพศสัมพันธ์เพียง 1 ครั้ง จะทำให้สุขภาพแข็งแรงและผิวกายเปล่งปลั่งสดใสขาวเนียนขึ้นทันที

ทั้งนี้บน หน้าเพจของไอรดา ได้มีการโพสต์ภาพสาวสวยในชุดว่ายน้ำ และข้อความเชิญชวนฝึกเคล็ดวิชาดังกล่าว พร้อมระบุเงื่อนไข ตามข้อความดังนี้

“ขอเชิญเพื่อน ๆ สาว ๆ มาฝึกวิชาเคล็ดลับการมีเพศสัมพันธ์เพื่อความงามกันค่ะ โดยไอรดา เป็นศิษย์เอกของอาจารย์อมฤทธิ์ตา ซึ่งอาจารย์เป็นครูผู้ฝึกสอนเคล็ดลับวิชาการมีเพศสัมพันธ์เพื่อความงามนิรันดร์ให้กับไอรดาค่ะ และไอรดา เองก็เคยไปฝึกมาหลายครั้งแล้วนะคะ เห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องนำมาแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้ทราบกันทุกคน รับเฉพาะหญิงสาวอายุไม่เกิน 40 ปี หน้าตาต้องสวยงามพอใช้ได้ ยิ่งถ้าผิวสีขาวจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ และต้องกล้ามีเพศสัมพันธ์กับอาจารย์ผู้ฝึกสอน แต่ไม่ผูกพัน ถ้ามีคุณสมบัติครบตามนี้ก็ขอเชิญสมัครกันเข้ามาเรียนกันแบบฟรี ๆ เลย”

แต่อย่างไรก็ตาม เพจดังกล่าวก็ได้ปิดตัวไปแล้ว โดยที่ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กก็พาตั้งข้อสังเกตว่าภาพหญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นลูกศิษย์อาจารย์อมฤทธิ์ตาในเพจนั้นคือเน็ตไอดอลของประเทศเวียดนาม และมีความคิดเห็นว่า การฝึกวิชาดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงแค่การหลอกลวงให้ไปมีเพศสัมพันธ์ เพราะเงื่อนไขที่มีการจำกัดเพียงหญิงสาวหน้าตาบุคลิกดี หน้าตาสวยงาม และอายุไม่เกิน 40 ปี ทั้งยังมีค่ารถค่าเดินทาง ให้อีกด้วย

ทำให้ทางอธิบดีกรมสุขภาพจิต โดย นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ ต้องออกมาพูดเรื่องดังกล่าวกับสื่อ เพื่อเป็นการเตือนระวังไว้ว่า สิ่งที่พูดมานั้นไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ แต่คิดว่าการนำเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นเพราะรู้ว่าสัญชาตญาณดิบในตัวมนุษย์ 2 อย่าง คือ 1. ความก้าวร้าว ทำลายล้าง 2. เรื่องเพศ คือ ความหฤหรรษ์ ความตื่นเต้น และการดำรงเผ่าพันธุ์ ซึ่งการมีเซ็กส์เพื่อความงาม ไม่ใช่เหตุผลที่จำเป็น โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้รักและไม่รู้จัก ยกเว้นการมีเพศสัมพันธ์กับคนรัก เพราะจะสร้างความสุขที่มีได้มากกว่า จากสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขที่หลั่งออกมา

ทางด้านนายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ก็ออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าวกับสื่อว่า ได้ประสานงานไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้ปิดเพจดังกล่าว และให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดูเรื่องข้อกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ทั้งยังฝากเตือนประชาชนหากพบเห็นความไม่เหมาะสมทางวัฒนธรรมสามารถแจ้งที่สายด่วนวัฒนธรรม 1765 ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ชาวโซเชียลมีเดียก็มีความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวกันมากมาย ด้วยเพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีและสื่อต่างสามารถใช้ได้ทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดี ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นการใช้สื่อในทางที่ผิด และอาจก่อให้เกิดมีผู้ได้รับความเสียหายจากเรื่องดังกล่าวได้เช่นกัน

“คนเรามีปัญญาไม่เท่ากัน เวลามีสิ่งใหม่ ให้เราเรียนรู้ ก็จงใช้สติเมื่อสติมาปัญญาเกิด สิ่งที่เกิดจึงไม่ผิดพลาด”

“ปัญหาคือ คนไทยเป็นพวก ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด ไม่เคยวิเคราะห์ข้อมูลเลยนี่ครับ ใช่มั๊ย”

“เรื่องนี้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์นะผมว่า เกี่ยวกันเรื่องของฮอร์โมนเพศ ดูอย่างเด็กวัยรุ่นพอมีแฟนแล้วมีอะไรกันหน้าตาก็จะสดใสขึ้นมาทันตา ภาษาวัยรุ่นเค้าเรียกว่า “ให้น้ำ” เรื่องนี้ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายมีความเห็นว่าไงครับ แล้วอีกอย่างมีเซ็กทำให้เกิดความสุข ก็ต้องมีการหลั่งสารความสุขออกมาก็จะทำไม่ให้แก่เร็ว เหมือนเวลาหัวเราะอ่ะ ทำให้ไม่แก่เร็ว แล้วเวลามีเซ็กจะทำให้เราได้บริหารกล้ามเนื้อ ทำให้คลายเส้นได้ ไม่ปวดไม่เมื่อย จะเห็นว่ามันมีประโยชน์มากมาย เพราะธรรมชาติเค้าสร้างมาแบบนี้อยู่แล้วให้มันสมดุล แต่มนุษย์พยายามจะฝืนธรรมชาติ”

“คนที่ด้อยปัญญาต้องตกเป็นเหยื่อ ถ้ามันดีจริงประชาชนคงต้องเลิกเข้าวัดไทย อิสลาม จะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มั่วเซ็กส์ และโรคภัยตามอีก ซึ่งเราก็ยังค้นคว้าวิธีรักษาเอดส์ยังไม่ประสบผลเท่าที่ควรเลย จริงอยู่คนมีสันดานดิบกันทุกคนและคนเราก็รู้ถึงต้องตั้งกฏเพื่อไม่ให้ก้าวข้ามเส้นกฎกติกา”

“มีความสุขกับคนที่เรารักเท่านั้น ที่ช่วยกระตุ้นให้บำรุงความงามเสมอ มีความสุขทั้งกายใจ และทำให้สวยเปล่งปลั่ง”

เรื่องที่สอง เป็นคลิปที่สร้างความตกใจและความฉงนให้บรรดาแฟนคลับที่พบเห็น เมื่อนางเอกสาววัยน่ารัก ออม สุชาร์ มานะยิ่ง มีคลิปหลุดที่เหวี่ยงแฟนคลับ อย่างเกรี้ยวกราด กลางห้างดัง เซ็นทรัลพระราม 9 โดยเนื้อหาภายใน คลิป มีว่า นางเอกออมเจอบรรดาแฟนคลับรุมในขณะที่เธอกำลังถ่ายรายการ ทั้งยังส่งเสียงดังจนไม่สามารถถ่ายรายการได้ ทำให้สาวออมถึงกับปรี๊ดแตกใส่บรรดาแฟนคลับ ว่าให้ช่วยเงียบเสียง เพราะถ่ายรายการไม่ได้ งานก็ไม่เสร็จ ทั้งยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า ซึ่งภายในคลิปหลังจากน้องออม แสดงอาการปรี๊ดแตกแล้ว เธอก็เดินออกไป ทั้งยังผลักแฟนคลับที่ยืนถือป้ายไฟขวางทางอยู่

ออม สุชาร์ มานะยิ่ง ที่มาภาพ: https://www.facebook.comphoto.phpfbid=448565948572041&set=o.137110916341635&type=1&theater
ออม สุชาร์ มานะยิ่ง ที่มาภาพ: https://www.facebook.comphoto.phpfbid=448565948572041&set=o.137110916341635&type=1&theater

คลิปนี้เป็นประเด็นให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยหลายฝ่ายไม่เชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่น้องออมจะทำจริงๆ เพราะเท่าที่ผ่านมาน้องออมเป็นเด็กน่ารัก และมีแฟนคลับให้ความเอ็นดูจำนวนมาก โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์ของโฆษณาสินค้า ที่มีดาราหลายคนเคยทำมาก่อน อาทิ เต๋า สมชาย เหวี่ยงนักศึกษา และอนันดาเหวี่ยงใส่ทีมงาน

และเพียงวันเดียวเท่านั้น หลังจากกระแสคลิปดังนี้ออกมา ก็มีการแง้มออกมาว่า นี้เป็นกลยุทธ์การโฆษณา จริงๆ ซึ่งเป็นการโฆษณาช็อคโกแลตยี่ห้อหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ภาพที่เห็นในคลิปจะดูแรงและสะเทือนต่อภาพพจน์นางเอกวัยใสไปบ้าง ก็ถือว่าเป็นกระแสการโฆษณาที่แรงจริง สมกับความต้องการของผู้ผลิต และก็มีผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แตกต่างกันไป ทั้งในทางที่ไม่เห็นด้วยและให้กำลังใจตัวน้องออม

“ว่าแล้วเชียวว่าต้องเป็นการแสดง ออมน่ารักอย่างนี้ ไม่ทำแบบนั้นหรอก สู้ๆน่ะจ๊ะ จะรอติดตามผลงานต่อไปเรื่อยๆ”

“เบื่อคนที่รู้ว่ามันเป็นการโฆษณาแล้วมาบอกว่า “คุณจะโปรโมทหรือแสดงอะไรก็ตาม การแสดงกริยาแบบนั้นต่อหน้าสาธารณชนมันก็เป็นเรื่องไม่ควรอยู่ดี ” คือบอกตรงๆ นะไม่รู้จัก ออมสุชาร์หรอกเพิ่งจะรู้จักก้อเพราะคลิปนี้ละ แต่คือเข้าใจปะว่า การแสดงอะยังไง คุณออมกะบรรดาแฟนคลับทีมงานต้องรู้กันอยู่แล้วอะ คงไม่มีใครบ้าทำลายอนาคตตัวเองหรอก ส่วนเหตุการณ์ในคลิปที่ปัดป้ายไฟนั้นอะนะ น้องคนนั้นต้องรู้กันอยู่แล้วละ คือเข้าใจมั้ยว่าทุกคนแถวนั้นรู้กันหมดว่าคือการแสดง ถ้าเราเป็นคุณออมนะคงไม่ทำร้ายหรือทำกิริยากับแฟนคลับคนที่ชื่นชมตัวเราหรอก เราว่าแฟนคลับร่วมแสดงด้วยเชื่อดิ ถ้าทำแบบนั้นอะถือว่าฆ่าตัวตายชัดๆ ดาราใครๆ ก็อยากเป็นจิงมะ ถึงเดี๋ยวนี้จะเป็นกันง่ายๆ กว่าสมัยก่อน แต่มันก็ไม่ได้เป็นกันง่ายๆเหมือนกัน เป็นให้ดัง กับเป็นให้ดับ อยู่ที่ตัวเราเลือก จะรอดูผลงานนะคะคุณออม ”

“สมมุติว่า ถ้าคลิปเป็นของจริงไม่ได้แสดง หลายคนคงคิดว่าไม่สมควร แต่ถ้าเป็นการแสดง ก็สมจริงมากคะ สมจริงเกิน จนคิดว่าทำจริง”

“คนไหนดีก็ดีไป คนเรามันไม่เหมือนกัน นิอย่าเอามาเปรียบเทียบคนที่เค้าไม่เเสดงออกอาจจะวีนในความคิดก็ได้ ดารา ก็เป็นคนเค้าก็มีสิทธิ์ ผมว่าเค้าพูดดีดีกับแฟนคลับแล้วนะแต่ไม่มีใครฟังเลย จะขอถ่ายรูป อีกอย่างทำงานอยู่ด้วย แล้วเด็กที่เดินเคียงของของแฟนคลับ ก็เดินมาตอน ดาราอารมณ์เเสียอยู่ ลองคุณอาราณ์เสียดิ คุณจะมาขอทางหน่อยค่ะ ความคิดเล็กน้อย จร้า”

“มีคนมากมายที่ทำงานเหนื่อยกว่า และมีคนมากมายที่เหนื่อยเพียงลำพัง ไม่มีแฟนคลับคอยให้กำลังใจ ขอออกความเห็นว่าถึงเหนื่อยยังไง แฟนคลับคือคนสำคัญในชีวิตสำหรับดารา ยกตัวอย่างพี่บี้ สุกฤษณ์ วิเศษแก้ว ดูแลแฟนคลับดีมากๆ ขวัญใจมหาชนอย่างแท้จิง”

“มันพลาดตั้งแต่คิดจะเอานิสัยเหวี่ยงออกมาโปรโมทแล้วล่ะค่ะ ต่อให้คุณจะโปรโมทหรือแสดงอะไรก็ตาม การแสดงกริยาแบบนั้นต่อหน้าสาธารณชน มันก็เป็นเรื่องไม่ควรอยู่ดี คิดว่าคนทั้งประเทศที่ได้เห็นโง่กันหรอคะ”

เรื่องที่สาม คลิปดังช่วงเทศกาลรับน้องใหม่ เมื่อมีคลิปที่มีชื่อว่า “รุ่นน้องอย่างงี้เอาออกไปจากคณะเหอะ!!” เผยแพร่จนเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก เกี่ยวกับพฤติกรรมและการแสดงออกของรุ่นพี่ ที่กำลังสอนรุ่นน้องในการซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ในมหาวิทยาลัย

ที่มาภาพ: http://www.naewna.comlocal58466
ที่มาภาพ: http://www.naewna.comlocal58466

โดยภายในคลิป เป็นภาพของกลุ่มนักศึกษากำลังซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ ในขณะที่รุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งก็ด่ารุ่นน้องอย่างรุนแรงด้วยถ้อยคำหยาบคาย พร้อมกับสั่งให้ยิ้มด้วยลักษณะของการบังคับ และนำมือไปบีบที่แก้มของรุ่นน้องที่เป็นผู้ชาย จนเหมือนอีกฝ่ายก็หมดความอดทน ทั้งที่สะกดกั้นอารมณ์อยู่นาน จนเกิดการปะทะคารมกัน โดยที่รุ่นน้องก็ตะโกนออกมาว่า “เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว ซ้อมมาตั้งนานแล้วนะเว้ย!” ทำให้คลิปนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำของรุ่นพี่ ว่าเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด ไม่เคารพในสิทธิเสรีภาพ

“รุ่นพี่อย่างนี้ ลาออกไปดีกว่า น้องเค้ามีใจสมัครเข้าช่วยคณะ เรียนจบกรุณาอย่ารับรุ่นพี่คนนี้เข้าทำงานนะคะ เป็นลูกน้องใครก้อไม่ได้ เป็นหัวหน้าใครก้อลูกน้องหนีหมด เพราะฉะนั้นอยู่บ้านเลี้ยงควายดีกว่า”

“ไม่เข้าใจว่าทำไม ต้องแว๊กๆ อะไรขนาดนั้น คนเราพูดกันดีๆ ไม่ได้เหรอ ยึดอำนาจถือว่าตัวเองเป็นรุ่นพี่ แต่สิทธิมนุษย์เท่าเทียมกันนะ ใครมาทำแบบนี้กับใคร มันก็ไม่ดี แล้วตามคลิป น้องผู้ชายก็พยายามสะกดอารมณ์ตลอด เรายังโกรธได้ คนอื่นเขาก็ต้องโกรธ ทำไรไม่คิดเลยเด็กๆ ”

“เหมือนสร้างกระแส เดี๋ยวนี้ชอบทำแคมเปญแปลกๆ ไม่สร้างสรรค์ รอสักพักอาจมีเฉลยตามออกมา”

“ผมไม่รู้ว่ารุ่นพี่คนนั้น เค้าใช้อารมณ์อยู่รึเปล่า แต่ในสถานการณ์จริง ลีด ต้องมีหน้าตาที่ชื่นชมยินดี ตลอดเวลา แม้แดดจะร้อนแค่ไหน ข้าวจะไม่ได้กิน ก็ต้องดูหน้าตาว่า สวยเริ่ด หล่อเฟี้ยว ตลอดเวลา ซึ่งการฝึกซ้อมเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่ง ถ้าเค้ายิ้มตอนนี้ได้ งานจริงก็ยิ้มได้ ส่วนวิธีการผู้ฝึกสอน จะผิด จะถูก อันนี้ไม่ขอก้าวล่วง เพราะไม่ได้อยู่ด้วยกับการฝึกสอนตลอดเวลา ไม่อาจประมาณพฤติกรรม และ วิธีการของผู้ฝึกสอนได้ แต่ขอให้ข้อคิดเห็นว่า การถูกเนื้อต้องตัว รุ่นน้องขณะทำการฝึกซ้อมเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ เพราะนอกจากประเด็นชู้สาวแล้ว ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์เยี่ยงนี้ได้ ปล. อย่าลืมว่านี่คือการซ้อมลีด ไม่ใช่การบังคับรับน้อง ทุกคนยินดีมาซ้อมเค้าไม่ได้บังคับไม่ใช่เหรอ”

“น้องทำด้วยความเต็มใจ แต่พวกรุ่นพี่ชอบทำลายความตั้งใจ พูดจาดีดีก็ได้ แต่ที่ให้แร่งกระตุ้นในทางที่ดี แต่ให้แรงกระตุ้นด้านลบ เป็นไงล่ะ”

“ชั่งกล้าตั้งชื่อ คลิปเนอะ รุ่นน้องอย่างี้เอาออกไปจากคณะเหอะ ผมว่าเปลี่ยนเป็นรุ่นพี่อย่างนี้เอาออกไปจากโลกเถอะดีกว่ามั้ง”

เรื่องที่สี่ ยังเป็นประเด็นดัง ที่ค่อยๆ มีเรื่องขุดคุ้ยและหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีของ พระวิรพล สุขผล หรือ “หลวงปู่เณรคำ” ที่นอกจากจะมีภาพการใช้ชีวิตที่หรูหราผิดวิสัยพระสงฆ์แล้ว ล่าสุดยังมีภาพที่ให้เห็นพฤติกรรมเช่นบุคคลธรรมดา คือ มีภาพเล่นเครื่องเล่นคล้ายเรือเหาะ และยังมีภาพหลุดที่มองว่าหน้าคล้ายพระวิรพล สุขผล นอนอยู่กับสีกา โดยที่กรณีข่าวอื้อฉาวเรื่องสีกานั้น ระบุว่าหลวงปู่เณรคำมีภรรยามากถึง 8 คน

โดยยังมีการเปิดเผยถึงความสัมพันธ์จากบิดาของเด็กสาวชั้น ม.4 อีกว่า หลวงปู่เณรคำได้มาหาและมีความสัมพันธ์กับลูกสาวของตนจริง และยังวางแผนจะสึกและมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างบ้านให้ลูกสาวตน หมดเงินไปแล้วกว่า 2 ล้านบาท และเงียบหายไปทั้งที่ยังสร้างบ้านต่อไม่เสร็จ นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวที่ว่า หลวงปู่เณรคำซื้อบ้านให้ภรรยาคนที่ 3 อีกกว่า 15 ล้านบาท

และยังมีกรณีที่นางสาวสลักจิต อ่ำพิพัฒน์ อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดศรีสะเกษ ออกมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่าตนเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสำนักสงค์วัดป่าขันติธรรม สมัยเรียนอยู่ชั้น ม.2 ทั้งยังมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน อายุ 11 ขวบ และที่ผ่านมาพระส่งเงินค่าเลี้ยงดูบุตรชายทุกเดือนแต่ไม่สม่ำเสมอ จนกระทั่งเงียบหายไปนานกว่า 6 เดือน และยืนยันพร้อมที่จะนำลูกชายไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความจริง เพราะที่ผ่านมาผู้หญิงคนอื่นซึ่งเป็นภรรยาของพระได้ใช้ชีวิตอยู่กันอย่างสุขสบาย ยกเว้นตนเองและลูกชาย

อีกยังมีรายงานข่าวเรื่องการเงินที่ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้เผยข้อมูลการตรวจสอบ 16 บัญชีของหลวงปู่เณรคำ พบว่ามี 3 บัญชี ที่มีความผิดปกติมาก มีความเคลื่อนไหวในช่วงปี 2553 จนถึงปัจจุบัน มียอดเงินหมุนเวียนสูงถึง 197 ล้านบาท มีการทำธุรกรรมกว่า 100 รายการ ส่วนตัวบุคคลมีเงินหมุนเวียน 150 กว่าล้านบาท มีการทำธุรกรรมกว่า 70 รายการ ซึ่งมีการสันนิษฐานอาจเข้าข่ายการฟอกเงิน และฉ้อโกงประชาชน

ที่มาภาพ: http://picpost.postjung.com231027.html
ที่มาภาพ: http://picpost.postjung.com231027.html

โดยยังได้มีการเปิดเผยจากนายชัยรัตน์ ผู้ซึ่งระบุว่า หลวงปู่เณรคำว่าจ้างให้บริษัทดังกล่าวออกแบบสำนักปฏิบัติธรรมสูง 4 ชั้น มีเฟอร์นิเจอร์หรูหรา ทันสมัย ภายในห้องนอนหลวงปู่เณรคำมีอ่างอาบน้ำที่เป็นอ่างจากุซซี่ มองเห็นวิวโดยรอบ มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนดาดฟ้า และมีห้องจอดรถจากัวร์ อีกด้วย ซึ่งในช่วงแรกๆ หลวงปู่เณรคำจะเดินทางมาดูการก่อสร้างด้วยตนเอง แต่ช่วงหลังโครงการเริ่มสะดุดเพราะต้องใช้พื้นที่มาก ชาวบ้านแถวนั้นไม่ยอมขายที่ดินให้เพิ่มเติม ทำให้บริษัทออกแบบแห่งนี้สูญเงินไปกว่า 600,000 บาท ที่ยังไม่รวมค่าออกแบบ เพราะโครงการไม่เดินหน้า โดยได้มีภาพหลุดของโครงการดังกล่าวออกมา จนชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะถ้าสำเร็จจริง จะมีมูลค่าถึง 500 ล้านบาท

“สรุปพระ (หรือเปล่า) คนนี้มีเมียหลายคน ผู้หญิงทุกคน ก็ยินยอมที่จะมีความสัมพันธ์ กับคนที่เป็นพระ สังคมสมัยนี้ ทำไมมันเปลี่ยนไปแล้วขนาดนี้ หรือเพราะผู้ชายดีในสังคม หมดแล้ว อยากได้คนดี จึงต้องมีสามีเป็นพระ”

“พระสงฆ์ นี้เป็นอาชีพไปแล้วเหรอ ได้เงินเยอะแยะมากมายขนาดนี้ โธ่สังคม ไม่อยากจะทำบุญเช้าวัดเลย อย่าทำร้ายพระศาสนากันไปมากกว่านี้เลย ขอร้อง”

“สังคมไทยทุกวันนี้ อ่อนแอมากครับ นับถือกัน ที่ความร่ำรวย จะรวยมาจากไหนไม่สน ถ้ารวยถือว่าเป็นคนดี น่านับถือทั้งนั้น เรื่อง บ้านหลังใหญ่ นี้ ก็เหมือนกัน จะมี พวก ที่หลงไอ้โล้น มาแถ ว่า ขัดผลประโยชน์ บ้างล่ะ ไถเงินไม่ได้ บ้างล่ะ เขา หรือ ก็ อุตส่าห์ สงสาร ช่วยเหลือ มาทำกันแบบนี้ มันจะกลายไปเป็นแบบนั้นล่ะ ผลประโยชน์ ไม่เข้าใครออกใครครับ พี่น้อง ที่ ดูแลกันมาตลอด พอขัดผลประโยชน์ ยังฆ่ากันได้”

“โลกธรรมแปด สุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา มียศ เสื่อมยศ มีลาภ เสื่อมลาภ หนีไม่พ้นไปได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในโลกมนุษย์ โลกมันวุ่นวายอยู่อย่างนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่ต้องการอยู่ในโลก ไม่ต้องการโลกสวรรค์ ไม่ต้องการพรหมโลก ท่านอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ พระองค์เห็นการเกิดเป็นทุกข์ แต่พวกเราเห็นเป็นสุข จัดงานวันเกิดกันทั้งเมือง เฉลิมฉลองความทุกข์กันอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อเราต้องการอยู่ในโลกก็ต้องประสบโลกธรรมแปดอยู่อย่างนี้เอง เป็นธรรมดา ใครว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ ไม่จริงเลย เพียงแต่เราไม่ยอมปฏิบัติตนให้ถึงความหลุดพ้นเอง ธรรมของพระพุทธเจ้ารู้ได้เฉพาะตน ผู้ปฏิบัติรู้ได้เองเห็นเอง ไปเป็นทีมเหมือนทีมฟุตบอลไม่ได้ พระองค์หรือพระอริยสงฆ์ทั้งหลายท้าให้เราปฏิบัติ ก็ลองทำดูสิ เรารู้จักภาวนาหรือยัง ดูกาย ดูจิต ของตนเองเป็นหรือยัง อย่าเที่ยวแต่ดูคนอื่น คนอื่นไปแก้เขาไม่ได้หรอก เขาเป็นของเขา เรานี่แหละแก้ไขตัวเราเอง หมดจากสมมุติแล้ว จิตเป็นอิสระ มันมีแต่สุข ทำดูสิ”

“ไม่เข้าใจว่ากลุ่มคนที่นำเงิน นำทอง ที่มีมาบริจาคเพื่อสร้างพระแก้วมรกต ทำเครื่องประดับตกแต่งพระพุทธรูปเพื่ออะไร ?? เพื่อความสวยงามหรอ ทำไมในเมื่อพวกที่นำมาบริจาคมีกำลังทรัพย์พอขนาดนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไม ไม่นำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือชีวิตคน สิ่งเป็นสิ่งมีชีวิต เพื่อต่ออายุให้กับพวกเค้าให้มีลมหายต่อไปได้ อย่างเช่นการนำเงินไปบริจาคช่วยเหลือ คนพิการ คนป่วย คนที่ขาดแคลนอาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค หรืออีกที่ที่จะแนะนำคือ วัดพระบาทน้ำพุ บริจาคให้กับหลวงพ่อที่อุทิศตนเพื่อคนป่วยโรคเอดส์ ทั้งลำบาก เหน็ดเหนื่อย เพื่อคนที่ป่วยไม่มีใครเหลียวแล เด็กที่ติดจากผู้ใหญ่อีก ส่วนเงินที่บริจาคให้กับพระที่ไม่ละทางโลกให้พวกเค้าเอาเงินบริจาคไปบำเรอความสุขส่วนตัว มันถูกหรือไม่”

เรื่องที่ห้า เป็นภาพโปสการ์ดที่มีลักษณะคล้ายกับธนบัตรไทย เผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย ถึงความไม่เหมาะสมของการนำภาพบุคคลในคณะราษฏรมาพิมพ์ลงโปสการ์ดที่มีลักษณะคล้ายธนบัตรเช่นนี้

ทั้งนี้ตามรายงานข่าวมีการแจ้งว่า โปสการ์ดชุดดังกล่าวจัดทำขึ้น โดยกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ในการจัดกิจกรรมงานรำลึกวันชาติไทยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการฟื้นฟูคุณค่าประชาธิปไตยในเชิงสัญลักษณ์ และเป็นการเตือนความจำไม่ให้วันชาติราษฎร 24 มิถุนาฯ เลือนหายไปจากสังคมไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานทางการเมืองของกลุ่มด้วย

ที่มาภาพ : http://www.gotcha.co.thnews-updatehot-news1307056378
ที่มาภาพ: http://www.gotcha.co.thnews-updatehot-news1307056378

ตามรายงานข่าวยังมีการบอกว่า กลุ่มดังกล่าวระบุไว้ว่า หากใครต้องการร่วมรำลึกถึงวันชาติในแบบฉบับ 2475 รวมทั้งสนับสนุนกลุ่มกิจกรรมทางการเมืองเล็กๆ ของนักศึกษาที่เชิดชูเสรีภาพนี้ สามารถมีส่วนร่วมได้โดยมีรายละเอียดดังนี้ ชุดโปสการ์ดธนบัตรวันชาติ ประกอบด้วยโปสการ์ดภาพ 4 บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย 1. ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบุรุษ ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน และผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง 2. พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้นำคณะราษฎรและอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ภาพในโปสการ์ดเป็นภาพการอ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง 3. จอมพล ป พิบูลสงคราม สมาชิกคณะราษฎรผู้ร่วมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัย ผู้สร้างนิยามความเป็นไทย วางรากฐานสู่ความเป็น “รัฐสมัยใหม่” 4. กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ที่มีบทบาทในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ประชาธิปไตย ผู้ต่อสู้เพื่อราษฎรและมนุษยธรรมด้วยปลายปากกา

“ไม่เหมาะสมแน่นอนเพราะไม่มีระบอบประชาธิปไตยที่ไหนจะมาเน้นภาพปัจเจกชนแบบนี้”

“คล้ายธนบัตร แต่ไม่ได้เอามาใช้ทดแทนธนบัตร หรือปลอมแปลงธนบัตรนะ ประเทศนี้เป็นเสรีประชาธิปไตย ทำโปสการ์ดคณะราษฎรผิดกฎหมายข้อไหน ท่านทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติใหญ่หลวง ประเทศนี้มี รธน.ทุกวันนี้ เพราะท่านเหล่านี้”

“เครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ ???? ต้องถามว่าสถาบันในระบอบอะไร สถาบันในระบอบประชาธิปไตยหรือสถาบันในระบอบเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

“ที่ใดมีแรงกดที่นั่นย่อมมีแรงต้าน ที่ใดมีตัวเร่งที่นั่นก็จะเกิดปฎิกิริยาเร็วขึ้น ทฤษฎีนี้เป็นจริงโดยไม่ต้องพิสูจน์อีกต่อไป เครือข่ายเฝ้าระวังฯและวงศ์วานสร้างแรงกด ยิ่งกดมาก แรงต้านก็ยิ่งต้องมากกว่าเพื่อให้รอด ยังเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์สุกงอมและวิกฤติเร็วขึ้น”

“จะไปสรรหารูปบุคคลสำคัญหรือคนเก่งมาพิมพ์ลงในธนบัตรเพื่ออะไรครับ ในเมื่อเรามีรูปพ่อซึ่งเป็นบิดาแห่งทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้และเป็นอัจฉริยะในทุกๆ ด้านอยู่แล้ว”