ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์– “โกงตุ๊กตาเฟอร์บี้กว่า 5 ล้านบาท” และ “ภาพพระสงฆ์ดินเนอร์กับหญิงสาว”

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 3-9 กุมภาพันธ์ 2556

เรื่องแรก จากกรณีที่ดาราสาว แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ และมารดา นางนวลนง จามิกรณ์ ได้เข้าแจ้งความกับทางสถานีตำรวจมีนบุรี ว่ามีผู้ร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านพักย่านมีนบุรี และได้ทรัพย์สินไปกว่า 2 แสนบาท ประกอบด้วย นาฬิกาโรเล็กซ์, แหวนเพชร และตุ้มหูเพชร โดยมีร่องรอยของลายนิ้วมือบนขอบหน้าต่างและรอยเท้าเป็นหลักฐาน

หลังจากนางเอกสาวและมารดาเข้าแจ้งความก็ถูกชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กพูดถึงไปต่างๆ นานา บ้างก็มองว่าทั้งที่นางเอกสาวมีแฟนหนุ่มเป็นตำรวจแต่ก็ยังมีโจรกล้าเข้ามาขโมยของเช่นนี้ได้อย่างไร อีกทั้งบ้านของนางเอกสาวก็อยู่ใกล้ป้อมยามของหมู่บ้าน และแม้กระทั่งการที่นางเอกสาวเป็นพรีเซ็นเตอร์กล้องวงจรปิดยี่ห้อหนึ่ง

โดยหลังจากที่มีการแจ้งความ และเรื่องอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินงานตามกระบวนการของกฎหมาย นางเอกสาวและมารดาก็ออกมาพบสื่ออีกครั้งด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีนัก พร้อมทั้งแจ้งว่าจะดำเนินการขอถอนแจ้งความ เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจากความหลงลืมของมารดาที่วางของไว้ผิดที่ และบอกว่าเจอทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม คำขอโทษและคำแถลงของนางเอกสาวก็ยังสร้างความฉงนสงสัยให้กับสื่อมวลชนและผู้ที่รู้ข่าวสารไม่น้อย เพราะถ้าเป็นเรื่องของการหลงลืมจริง ทำไมภายในบริเวณที่ของหายกลับมีร่องรอยของรอยนิ้วมือและรอยเท้า ซึ่งจากการตรวจสอบจากบุคคลภายในบ้าน กลับพบว่าเป็นลายนิ้วมือของ นายภัทรนันท์ จามิกรณ์ หรือพัตเตอร์ น้องชายแพนเค้กนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการสืบหาความจริง แพนเค้กและมารดาได้ยืนยันให้การปฏิเสธว่า พัตเตอร์ไม่ใช่ผู้ที่นำทรัพย์สินไปอย่างแน่นอน พร้อมทั้งบอกอีกว่ากำลังเตรียมเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อขอถอนแจ้งความในคดีดังกล่าว แต่ก็ปล่อยเวลาไว้นานหลายวันกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะคลี่คลาย อีกทั้งพฤติกรรมของนางเอกสาวและการเลี่ยงการให้ปากคำของน้องชายก็ยิ่งสร้างความอยากรู้ข้อเท็จจริงจากผู้คนเพิ่มไปอีก

ตามกฎหมายแล้ว หากผู้ลักทรัพย์ไปเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน สามารถให้ยอมความกันได้ และมีกฎหมายที่ว่า คนในบ้านหากมีการลักทรัพย์กันทั้งจากสามี ภรรยา เอาทรัพย์สินไป หรือพ่อ แม่เอาของลูก หรือลูกเอาของพ่อแม่ หรือแม้แต่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ยกเว้นและไม่ต้องเอาเรื่องได้ ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ สรุปคือ หากทำผิดจริงก็ถอนแจ้งความได้ แต่หากลูกลักของแม่ แม่ลักของลูกไม่ต้องรับโทษได้เลย

ครอบครัวจามิกรณ์ ที่มาภาพ: http://www.igossipy.comp=57589
ครอบครัวจามิกรณ์ ที่มาภาพ: http://www.igossipy.comp=57589

ล่าสุด เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เวลาประมาณ 23.00 น. ดาราสาว พร้อมด้วยบิดามารดา น้องชาย และ พ.ต.ต.ศักดิ์สุนทร เปรมานนท์ หรือสารวัตรหมี ได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจมีนบุรี เพื่อเข้าพบเจ้าหน้าที่สอบสวนและทำการถอนแจ้งความ และนำทรัพย์สินทั้งหมดที่แจ้งว่าหายมายืนยันต่อเจ้าพนักงาน และทางด้านนายพัตเตอร์ผู้เป็นน้องชายก็ได้เข้าไปให้ปากคำด้วย แต่ไม่มีการพูดหรือให้ข้อมูลใดกับสื่อมวลชนก่อนจะขอตัวกลับบ้านทันที

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ.ต.อ.สราวุธ จินดาคำ ผกก.สน.มีนบุรี ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีสำคัญผิดในข้อเท็จจริง เนื่องจากวันที่เกิดเหตุมีหลักฐานทำให้เชื่อได้ว่ามีคนร้ายมาขโมยทรัพย์สินจริง แต่เมื่อตำรวจได้เก็บลายนิ้วมือของทุกคนภายในบ้านก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้เจอทรัพย์สินที่หายไป สำหรับลายนิ้วมือที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุตรงกับบุคคลในครอบครัว คือ นายภัทรนันท์ หรือพัตเตอร์ ให้การว่า จุดดังกล่าวเป็นจุดที่บุคคลในครอบครัวสามารถเข้าไปได้ จึงอาจมีลายนิ้วมือของนายพัตเตอร์ได้ เป็นเรื่องปกติ

“ต่อไปถ้าใครของหายให้ไปแจ้งแม่แพนเค้กแล้วให้แม่แพนเค้กพาไปแจ้งความ ตำรวจจะได้ขยันทำงานครับ”

“ความรักของแม่ แต่ก็งงว่าไม่มีคนรับใช้เฝ้าบ้านเลยเรอะ? ลูกชายเข้าบ้านแม่ไม่ได้ ต้องปีนเข้า โทรศัพท์ก็ใช้ได้นี่นาว่าลูกชายจะมาหาแม่ คุณตำรวจจะได้ไม่เหนื่อย”

“แต่ไม่มีการสืบสวนต่อ อีกอย่างผู้เสียหายถอนแจ้งความ ซึ่งอาจเกิดจากการเข้าใจผิดเรื่องของหาย ว่าง่ายๆ ไม่มีใครเดือดร้อน ตำรวจก็ปิดคดีไป (สืบไปก็ไม่ได้อะไร ปล่อยจบไปดีกว่า)”

“การแจ้งความว่าของหาย โดยที่ของอยู่กับคนอื่น คนรับของไว้ต้องโวยวายเป็นธรรมดา เพราะไม่อย่างนั้น จะเข้าข่ายรับของโจร ในขณะเดียวกัน ถ้าให้การสืบสวนดำเนินการต่อไป ก็จะเป็นคดีอาญาและอาจถอนแจ้งภายหลังไม่ได้ การไถ่ของคืนมาแสดงเจตนาว่าของยังอยู่ ทุกฝ่ายก็ไม่เดือดร้อน เรื่องในครอบครัว สามารถยอมความกันได้ ถ้าไมปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป มีผู้รู้กฎหมายเป็นที่ปรึกษาก็ดีแบบนี้แหละ”

“บ้านโดนขโมย ก็ต้องแจ้งความ แต่ถ้าคนขโมยคือคนในครอบครัว และของก็ได้คืน แล้วถ้าเป็นคุณๆ จะทำอย่างไร เห็นใจมากกว่า หรือว่าสะใจมากกว่า”

“เป็นดารา ก็มีทั้งคนว่าและคนชม ต่อให้ดีแค่ไหนถ้าคนไม่ชอบก็ไม่ชอบอยู่ดี เมื่อทำอะไร ต่อให้ดีหรือไม่ดีก็ต้องถูกว่าอยู่ดีแหละ”

เรื่องที่สอง โซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งเครื่องมือในการสร้างทั้งเรื่องราวดีๆ และความเสื่อมเสียได้อย่างร้ายกาจ ล่าสุด มีเรื่องให้สาวๆ ในโลกออนไลน์ ต้องระแวงระวัง ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า มีผู้จัดทำเว็บไซต์ชาวอเมริกัน วัย 28 ปี ชื่อว่า เคร็ก บริทเทน เปิดบริการเว็บไซต์เพื่อให้หนุ่มๆ ที่ถูกแฟนสาวทิ้ง นำรูปเซ็กซี่-โป๊ เปลือย ของแฟนเก่ามาโพสต์เพื่อเป็นการแก้แค้น

ตามรายงานข่าวมีการบอกไว้ว่า เว็บไซต์ดังกล่าวจะมีภาพของหญิงสาวหลายร้อยคน พร้อมทั้งข้อมูล ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ อีกทั้งยังมีการเล่นเกม เป็นข้อเสนอให้เงินรางวัลแก่ผู้ที่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญิงสาวที่อยู่เว็บไซต์ ส่งผลให้หญิงสาวที่มีภาพอยู่ในเว็บไซต์ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และยังสร้างความอับอายอีกด้วย

โดยเจ้าของเว็บไซต์สุดอื้อฉาวนี้กล่าวว่า เว็บดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อความบันเทิง และมองว่าเป็นธุรกิจอีกอย่างหนึ่ง โดยเขาสามารถทำเงินจากเว็บไซต์นี้ เดือนละกว่า 3,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 90,000 บาท ซึ่งถ้าหญิงสาวเจ้าของภาพมาเห็นภาพของตัวเองบนเว็บไซต์และต้องการจะลบออก สาวๆ ต้องจ่ายเงินค่าลบประมาณ 250 ดอลลาร์ หรือประมาณ 7,500 บาท เพื่อเป็นค่าบริการในการลบภาพดังกล่าว

ที่มาภาพ : http://thailandtoo.blogspot.com201302blog-post_6755.html
ที่มาภาพ: http://thailandtoo.blogspot.com201302blog-post_6755.html

“นับเป็นอุทาหรณ์ให้กับสาวๆ ที่ชอบถ่ายรูปโป๊ลงมือถือ และลงอินเทอร์เน็ต”

“จริงอยู่ที่ผู้หญิงไม่ควรถ่ายภาพเปลือยตัวเอง หลุดเข้าอินเทอร์เน็ตครั้งเดียว กระจายไวกว่าแบคทีเรีย แต่ทางกลับกัน ผู้ชายก็ไม่ควรเอาภาพผู้หญิงมาเผยแพร่เหมือนกัน บอกว่าผู้หญิงผิดที่เลิกกันกับผู้ชาย ใครจะรู้ ผู้ชายอาจจะไม่ใช่คนดีจริงก็ได้ คนดีที่ไหนเอาภาพเปลือยคนอื่นมาเผยแพร่แบบนี้ ”

“สมัยนี้ ไม่ว่าผู้ชาย หรือ ผู้หญิง นิสัยดีๆ หายากครับ ผู้หญิงบางคนชอบบอกผู้ชายไม่เคยให้เกียรติ แล้วผู้หญิงหลายคน เวลามีแฟนเคยให้เกียรติแฟนกันมั้ยล่ะครับ ผู้ชายอย่างมากก็เรื่องเจ้าชู้ แต่ผู้หญิงหลายคน สมัยนี้เจ้าชู้ไม่ต่างกับผู้ชายนะครับ เพียงแต่ทำเนียนกว่าผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงบางคนรักผู้ชายจริง รักเพียงคนเดียว แต่นิสัยส่วนตัว แทบจะอยู่ร่วมกับสังคมไม่ได้เลย คนเราสมัยนี้อยู่ด้วยกัน ต้องรักษาเกียรติซึ่งกันและกันครับ อย่าเอาแต่ใจตัวเองมากไป เพราะบางทีผู้หญิงบางคนเวลาอยู่รวมสังคมใหญ่ๆ มันยากขึ้น เพราะความที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจซึ่งผิดกับผู้ชาย”

“บางคนบอก ทำไมต้องเอารูปโป๊คนอื่นมาลง สงสารเขา แล้วไม่ถามสาเหตุหรือต้นตอล่ะว่า สาวๆ พวกนี้ถ่ายทำไม? บางคนถ่ายแล้วก็เอาไปให้แฟนดู แจกจ่ายเพื่อนรักบ้าง แทนที่จะเป็นรูปส่วนตัว ของพวกนี้มันต้องถามพวกสาวๆ ถ่ายแล้วเก็บไว้หรือถ่ายแล้วเอาไปให้คนอื่น แล้วอย่าลืมนะว่า ในเมือรูปไปอยู่กับคนอื่นแล้วไปทำให้คนอื่นเขาแค้น มันจะเกิดอะไรขึ้น”

“หากคบกันมีอะไรที่ไม่ดี คุยกัน ลากันด้วยเหตุผลดีๆ เราเชื่อว่าทุกอย่างไม่เกิด แต่พฤติกรรมของคนบางคน มันเกินกว่าที่จะ อมิตตาพุธ เอาไว้ได้ แล้วอีกอย่าง ผู้หญิงถ่าย ผู้ชายเป็นคนขอ แต่ผู้ชายกลับไม่ให้เกียรติผู้หญิง แบบนี้”

เรื่องที่สาม เป็นที่ฮือฮาทั่วโซเชียลมีเดีย เมื่อมีผู้นำภาพเจ้าสุนัข “โทนิค” มาแชร์ต่อกันจนสร้างความอัศจรรย์ใจให้ผู้พบเห็น เพราะว่าเจ้าสุนัขตัวนี้มีหน้าตาละม้ายคล้ายมนุษย์ เรื่องนี้ถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าวต่างประเทศ ที่รายงานว่า เจ้าโทนิค สุนัขพันธุ์ผสมระหว่างพูเดิลและชิสุ สุนัขร่อนเร่ที่กำลังหาที่อยู่ใหม่ และได้รับการช่วยเหลือจากการถูกทิ้งจากหน่วยงานดูแลคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์โฮมวาร์ด บาวด์ ในรัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ตามรายงานข่าวยังบอกอีกว่า เจ้าโทนิคเป็นสุนัขที่น่ารัก ร่าเริง ชอบคลุกคลีกับคน และเข้ากันได้ดีกับสุนัขตัวอื่น ไม่เป็นอันตราย ฝังไมโครชิพแล้ว สุขภาพแข็งแรงดี โดยตอนนี้ก็ได้แต่รอว่าจะมีผู้ใจบุญท่านใดมารับสุนัขน้อยหน้ามนุษย์ไปเลี้ยงดูด้วยความรัก แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เจ้าโทนิคก็ครองใจชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กจนเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว

เจ้าโทนิค สุนัขหน้าคล้ายคน ที่มาภาพ : http://www.talkystory.comp=50199
เจ้าโทนิค สุนัขหน้าคล้ายคน ที่มาภาพ: http://www.talkystory.comp=50199

“ผสมกันไปมา หน้าตาเปลี่ยนหมดเลย”

“อยู่ประเทศไทยจะรับเลี้ยงได้ไหม ถ้าได้ส่งมาเลยครับผม ขอทราบรายละเอียด อยากเลี้ยงจริงๆ ต้องติดต่อ อย่างไรครับ”

“ผมคิดว่าสุนัขตัวนี้น่าตาช่างน่ารักจริงๆ เป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้านาย เมื่อผมได้สบกับแววตาของเค้า ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า เค้าช่างเป็นสุนัขที่น่าสงสารมากๆเลย”

“พ่อเป็นคน หรือเปล่าอะ โลกยุคนี้ยิ่งมีอะไรแปลกๆ อยู่นะ”

“หน้าตา น่ารักจริงๆ ใครปล่อย ให้หนุ่มน้อย ต้องโดดเดี่ยวกันเนี่ย”

“นับวัน ยิ่งมีอะไรแปลกๆ นะเนี่ย แต่ก็น่ารักมากเลย”

เรื่องที่สี่ เพราะความน่ารัก แสนรู้ และพูดมากของเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้ ทำให้เป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากในท้องตลาด หรือสำหรับบุคคลขี้เหงา ต้องการมีสัตว์เลี้ยงที่สามารถพูดคุยอยู่เป็นเพื่อนได้ แต่ไม่ต้องการยุ่งยากในเรื่องการเลี้ยงดู ส่งผลให้ทุกวันนี้ เจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตทั้งในต่างประเทศและบ้านเรา

จนล่าสุด เกิดเหตุการณ์ที่มีผู้ร้องทุกข์เป็นจำนวนหลายร้อยคนเข้าแจ้งความว่า ได้มีการสั่งซื้อเฟอร์บี้ผ่านอินเทอร์เน็ตในราคาตัวละ 3,000-3,500 บาท ทั้งยังโอนเงินไปแล้ว แต่กลับไม่ได้รับสินค้า คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมของเจ้าทุกข์ทั้งหมดกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ยังมีการพาดพิงถึงพระเอกหนังชื่อดังจากภาพยนตร์เรื่อง คุณนายโฮ อาเล็ก นายธีรเดช เมธาวรายุทธ ว่าเป็นผู้นำเข้าเฟอร์บี้ และให้น้องพลอย เด็กสาววัย 16 ปี เป็นคนช่วยขายผ่านทางอินสตาแกรม ซึ่งนอกจากอาเล็กแล้ว ยังมีชื่อของนางเอกสาว ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ร่วมอยู่ด้วย แต่ทั้งสองก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีส่วนรู้เห็น พร้อมทั้งขอโทษผู้เสียหายด้วย ในกรณีที่มีชื่อของพวกตนเข้าไปเกี่ยวข้อง

ทางด้านน้องพลอยได้มีการให้สัมภาษณ์ว่าตัวเธอเองก็ถูกหลอกเช่นกัน เพราะมีการติดต่อผ่านทางหญิงสาวรายหนึ่ง ชื่อว่า นางสาวชนนิกานต์ ไตรศิลาสุนทร เพื่อเป็นตัวแทนในการขายเฟอร์บี้ โดยนางสาวชนนิกานต์บอกว่าตนเป็นนางแบบ และต้องการให้น้องพลอยช่วยขายเฟอร์บี้ที่พระเอก-อาเล็ก และนางเอก-ชมพู่ อารยา นำมา ซึ่งน้องพลอยเห็นว่าเป็นดาราดังที่ตนเองชื่นชอบและน่าไว้ใจ จึงหลงเชื่อและช่วยประกาศขาย โดยมีการโอนเงินจากผู้สั่งจองเข้าบัญชีของนางสาวชนนิกานต์ ไตรศิลาสุนทร แต่เมื่อถึงกำหนดวันส่งของกลับไม่ได้ของที่สั่ง

ตุ๊กตา Furby ที่มาภาพ : http://teen.mthai.comvariety54983.html
ตุ๊กตาเฟอร์บี้ที่มาภาพ: http://teen.mthai.comvariety54983.html

อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์ออกรายการเจาะข่าวเด่น มีการเปิดเผยข้อมูลของผู้เสียหาย 3 คน ได้แก่ คุณสุวรรณี สั่งซื้อเฟอร์บี้ 40 ตัว รวมค่าเสียหาย 112,000 บาท, น้องอิ๊ง สั่งซื้อเฟอร์บี้ 750 ตัว รวมค่าเสียหาย 1,900,000 บาท และคุณแพร สั่งซื้อเฟอร์บี้ 3 ตัว มูลค่า 9 พันกว่าบาท

โดยจากการสัมภาษณ์ ผู้เสียหายทั้ง 3 คนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เชื่อคำพูดของน้องพลอย เพราะการค้าขายไม่น่าปล่อยให้มียอดสูงมากขนาดนี้ และถึงแม้ว่าน้องพลอยยังอายุน้อย แต่จากประสบการณ์การขายมีสูงมาก คาดว่าน้องพลอยน่าจะเป็นหนึ่งในขบวนการ และต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิด เพราะก่อนหน้าที่ตำรวจจะจับได้ น้องพลอยก็โกหกไปเรื่อย

ทางนางสาวนันทวรรณ หวังสันติพร ผู้จัดการฝ่ายผลิตของเล่น บริษัท แมพ แอคทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายตุ๊กตาเฟอร์บี้ลิขสิทธิ์แท้ในประเทศไทย ก็ได้ออกมากล่าวว่า ถ้ามีการนำมาตุ๊กตาเฟอร์บี้มาขาย เพียง 1–2 ตัว คงไม่เป็นไร แต่ถ้าลักลอบมาขายเป็นบริษัท เป็นกลุ่มบุคคล จำนวนมากนั้น จะต้องมีการดำเนินคดีกับกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะบางรายมีบวกราคาขายสูงถึง 6 พันบาท ต่อตัว เลยทีเดียว

“จ่ายเงินเป็นล้านโดยที่ไม่เห็นหน้าคนขาย หรือหลักฐานอะไรเนี่ยเเปลกครับ จ่ายไปได้ไงกัน”

“เมื่อความโลภเข้าบังตา ไม่ใช่ว่าการขายของบน net จะไม่ดีไปเสียทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งเราต้องพึงนึกไว้เสมอคือ ทำไมมันถูกกว่าราคาตลาดนัก บางคนที่ทุ่มเงินซื้อไปเป็นร้อย ๆ ก็พอเดาเจตนาได้ว่าจะเอาไปขายต่อทำกำไร ซึ่งก็แปลกไม่ไปซื้อผ่านตัวแทนจำหน่าย หรือไม่ก็ ติดต่อไปผู้ผลิตเลย นี่ดูนะเดี๋ยวจะโดนเรื่องภาษี กับ ศุลกากรอีก”

“ผมว่าคนไทยมีศักยภาพผลิตตุ๊กตาพวกนี้นะครับ ตัว code มีอยู่แล้วเอามาปรับเป็นตัวขยับหู ขา แค่ดุ๊กดิ๊กไปมา สำคัญแค่ผลิตหน้าจอแบบมือถือถูกๆมาอันนึงมาแนวนอนแล้วตัดตามรูปขึ้นเป็นลูกตาเหมือนเจ้าเฟอร์บี้ แล้วเขียนกราฟฟิกขยับตาใน แปะตานอกเข้าไปเปิดปิดได้ เจ้ามือถือก็เชื่อมต่อ ส่งเสียงได้รับ code ได้ผ่านระบบ ไร้สาย ทุนต้นแบบอาจแพง แต่ถ้าคนไทยสนใจลงทุนผลิตชิ้นส่วนเองเผลอๆ ดังกว่าถูกกว่าเฟอร์บี้อีกครับ ช้างไทยเงี้ย น่ารักกว่านกฮูกขี้เหล่ หาความสวยงามไม่เจออีก ไทยเราอย่าเอาแต่ไปพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยคนแก่หรือเสริฟอาหารอยู่เลย ตัวละเป็นล้าน กันน้ำก็ไม่ได้เจอคนทำน้ำหกใส่ก็ดับแล้ว”

“สมัยก่อนไม่เห็นต้องมีตุ๊กตาราคาแพงแบบนี้เลย เด็กก้อเล่นตุ๊กตากระดาษ ไม่แพงด้วย จะมีจะจนมันก้อแค่ตุ๊กตา”

“คนไทยรวยมากเลยนะเนี่ย ของฟุ่มเฟื่อย ซื้อได้กันง่าย ตามกระแส ไม่เคยตกเทรนด์”

“คนเราอย่าไปตามกระแส อะไรมากเลย รู้จักหาจุดยืน ของตนเองบ้าง ถ้ารู้จักคำว่าพอเพียง ในบางเรื่อง ชีวิตแต่ละวันก็มีความสุขได้”

เรื่องที่ห้า เป็นภาพที่ถูกแชร์ต่อกันอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังได้ขึ้นเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ กับภาพ “พระสงฆ์ทานดินเนอร์กับหญิงสาว” จากภาพที่เห็นว่าพระสงฆ์กำลังนั่งทานอาหารแบบปิ้งย่างในร้านบาบีคิวชื่อดังกับหญิงสาวเพียง 2 คนบนโต๊ะอาหาร ซึ่งเป็นภาพที่ผู้อยู่ในร้านถ่ายมาได้ พร้อมทั้งระบุว่าเป็นการดินเนอร์หรือทานอาหารเย็นภายในร้านบาบีคิวบนห้างดังย่านสามเสน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก จนมีกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อพระพุทธศาสนาอย่างมาก เพราะเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการติเตียนจากผู้คนในสังคม ซึ่งเรื่องนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบต่อไป

พระสงฆ์ดินเนอร์กับหญิงสาว ที่มาภาพ: http://swww.facebook.comNerkooTH
พระสงฆ์ดินเนอร์กับหญิงสาว ที่มาภาพ: http://swww.facebook.comNerkooTH

“พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โปรดเข้าวัดทำบุญกันเยอะๆ นะ พระสงฆ์ท่านจะได้ไม่ต้องลำบากออกมาทาน dinner ข้างนอก”

“หญิงสาวอาจนิมนต์ ไปฉันท์ก็เป็นได้ ดูที่เจตนาดีกว่า แต่ที่ผิดแน่ๆ เพราะเป็นพระ จะปรุงหรือ ประกอบอาหาร เพื่อนำมาฉันไม่ได้ ต้องยาดโยมทำ แล้วถวาย ที่คีบตะเกียบ ปิ้งหมู เนี่ย ผิด นะ”

“คนไม่งงกันทั้งร้านหรือครับ ความจริงร้านควรนิมนต์ให้ออกไปนะครับ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

“น่าจะเข้าไปถ่ายต่อหน้าเลย ไม่ต้องกลัว และไม่ต้องอาย เขาต่างหากที่ต้องอาย จริงมั้ย”

“คิดไม่เป็นว่าเหมาะสมหรือไม่ทั้งสีกาและพระ ทำให้คนทั่วไปเสื่อมศรัทธาในพระสงฆ์ทั่วไปด้วย”

“ไม่เหมาะไม่ควรด้วยประการทั้งปวง ฆราวาสต้องไม่นั่งเสมอเท่าพระสงฆ์และไม่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน”

“เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมในแง่ของโลกสามารถติเตียนได้ (โลกะวัชชะ)และเป็นสถานที่อโคจรที่ภิกษุไม่พึงเข้าไป ดูอย่างไรก็ไม่งดงามแต่ก็ไม่ถึงกับผิดพระวินัยเสียทีเดียวเพราะน่าจะมีลูกค้าหรือพนักงานดูแลลูกค้าอยู่ในร้านด้วยหากอยู่กันสองต่อสองนั่นแหละอาบัติแน่นอนอย่าเพิ่งตัดสินกันด้วยภาพๆ เดียวโดยไม่ทราบหลักพระวินัยแล้วรีบวิจารณ์ด่วนสรุปใจก็จะเป็นอกุศลเปล่าๆ โดยใช่เหตุ”