ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – คลิปหลอกผีจากบราซิล และแอร์ฯ อยากเอากาแฟราด “แพทองธาร ชินวัตร”

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 24 พ.ย. – 1 ธ.ค. 2555

เรื่องแรก พฤติกรรมฮิต แปลก แหวกแนวของกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นจากอังกฤษมาอีกแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีพฤติกรรมฮิตอย่างการแพลงกิ้งระบาดไปทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์ก แทบทุกเพศ ทุกวัย ที่ออกมาถ่ายภาพ และทำท่านอนแข็งทื่อ หรือแพลงกิ้ง ในสถานที่ต่างๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเชยไปเสียแล้ว ล่าสุดนักเรียนวัยรุ่นทั่วเมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ได้สรรหาพฤติกรรมฮิตใหม่ที่เรียกว่า “มิลค์กิ้ง” เป็นการ “เทนมราดหัว” ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กลางถนน ในห้องน้ำ แล้วถ่ายภาพหรือคลิปลงตามโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ

อย่างไรก็ตาม จากการดูคลิปวิดีโอที่ใช้ชื่อว่า milking Newcastle ในเว็บไซต์ยูทูป จะสังเกตเห็นว่า สร้างความฉงนสงสัยให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก แต่คลิปนี้ก็ได้ถูกแชร์ต่อกันในเฟซบุ๊ก และมีผู้ชื่นชอบนำไปเลียนแบบทำต่อกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสรรหาวิธีที่แปลกประหลาดในการเทนมราดหัวให้ต่างออกไปอีก

มิลค์กิ้ง ท่าฮิตใหม่ของกลุ่มวัยรุ่นอังกฤษ  ที่มาภาพ: http://news.impaqmsn.comarticles_hn.aspxid=506613&ch=hn
มิลค์กิ้ง ท่าฮิตใหม่ของกลุ่มวัยรุ่นอังกฤษ ที่มาภาพ: http://news.impaqmsn.comarticles_hn.aspxid=506613&ch=hn

โดยเรื่องนี้เกิดเป็นกระแสขึ้นมาเพราะผู้ใหญ่และนักวิชาการต่างมองว่าเป็นการกระทำที่ไร้สาระ สิ้นเปลือง ต้องซื้อนมจำนวนมากมาราดตัวเอง อีกทั้งยังสร้างความสกปรก เลอะเทอะ ในสถานที่สาธารณะอีกด้วย

“แน่นอนจริง ทุก Shot ใช้ นมยี่ห้อเดียวกันหมดเลย เจ้าของนมเป็น Sponsor ป่าว”

“แบบนี้คนไทยไม่กล้าเลียนแบบ เพราะว่ามีต้นทุน”

“ในอุตสาหกรรมการผลิตนม แม่วัวจะโดนรีดเอานมออกไปแทบทุกวัน ยิ่งปริมานความต้องการของตลาดมากเท่าไหร่แม่วัวยิ่งลำบากมากขึ้นเพราะจะต้องโดนรีดนม ให้ได้มากพอส่งขาย บางตัวตายคาเครื่องรีดนมเลยด้วยซ้ำ ถ้าพวกมีความคิดซักนิดคงจะไม่ทำอะไรแบบนี้แน่นอน”

“คุณพวกฝรั่งชอบกินทิ้งกินขว้าง ประเทศที่เค้าอดอยากกว่าพวกมันยังมีอีกเยอะทำไมไม่คิดถึง”

“เบื่อพวกตามแฟชั่นแปลกๆ นึกว่าเท่ห์ เปลืองนมมาก”

“ไม่สนับสนุนเลย เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเลียนแบบ”

เรื่องที่สอง สร้างความตื่นตะลึง ประหลาด ให้กับผู้คนบริเวณชายหาดบอนได ในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียเป็นอย่างมาก เมื่อเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลกลายเป็นสีแดงแทรกตัวในสีน้ำทะเลปกติเป็นบริเวณกว้าง ก่อนจะถูกกระแสน้ำพัดเข้าชายฝั่ง ทางเจ้าหน้าที่ชายหาดได้ประกาศปิดชายหาด และแนะนำประชาชนไม่ให้ว่ายน้ำ เพราะเกรงว่ามีพิษอยู่ในน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อผิวหนังได้

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบได้คำตอบว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดจากสาหร่ายทะเลขนาดเล็กจิ๋วจำนวนมหาศาลรวมกลุ่มกันอยู่ในทะเล และมีการขยายตัวในระดับที่ผิดปกติ จึงทำให้เห็นน้ำทะเลเป็นสีแดง สามารถพบเห็นได้หลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเล บางที่อาจเป็นสีชมพู น้ำตาล หรือเขียว แล้วแต่สภาพภูมิศาสตร์และปัจจัยเกื้อหนุนของน้ำทะเล หากมีสาหร่ายทะเลจิ๋วนี้อาศัยรวมกันหนาแน่นมาก จะทำให้น้ำขาดออกซิเจน และทำให้สัตว์น้ำในพื้นที่ตาย

เหตุการณ์ที่หาดูได้ยาก ทะเลสาบสีเลือดในประเทศออสเตรเลีย ที่มาภาพ: http://board.postjung.com644039.html
เหตุการณ์ที่หาดูได้ยาก ทะเลสาบสีเลือดในประเทศออสเตรเลีย ที่มาภาพ: http://board.postjung.com644039.html

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบหรืออันตรายใดต่อมนุษย์ แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังคงห่วงความปลอดภัย เพราะสาหร่ายทะเลจิ๋วนี้มีปริมาณของแอมโมเนียสูง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังหรือดวงตาได้

“โลกเรามีอะไรแปลกๆ เยอะขึ้นทุกวันเลยนะ”

“เค้าเรียกว่า red tide สาเหตุเกิดมาจากมีสารอาหาร เช่น ไนโตรเจน หรือ ฟอสฟอรัส แน่นอนว่าไม่เป็นผลดีต่อแหล่งน้ำแน่นอน เพราะในเวลากลางคืน ออกซิเจนจะต่ำลดเป็น 0 ทำให้สิ่งมีชีวิต เช่น ปลา ตายหมด และกลายเป็นแหล่งน้ำเสีย”

“ปรากฏการณ์นี้สามารถบ่งบอกได้ว่ามวลมนุษยชาติมีการล้มตายลงไปและการฆ่าตายกันเองอย่างไร้มนุษยธรรมคนดีๆ ถูกฆ่าตายอย่างไม่เป็นธรรม นี่เป็นบทลงโทษของพระเจ้าที่ชี้ให้เห็น”

“สาหร่ายแดงเป็นเพียงแค่ส่วนที่ถูกพัดพาเข้ามาอยู่บริเวณริมฝั่งเท่านั้น ในทะเลก็ยังปรกติ ไม่ได้เป็นสีแดงทั้งทะเล พาดหัวข่าวแล้วหากไม่เห็นภาพคงอาจเข้าใจผิดว่าแดงทั้งทะเล น่าจะเป็นคำว่า “ปรากฏการณ์หาดสีแดง ในออสเตรเลีย” ตรงกับภาวะสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง”

“แปลกดี แต่อยากรู้จังว่า ที่ว่าหาดูยากเนี่ย เคยเกิดขึ้นกี่ครั้งแล้ว แล้วทำไมจู่ ๆ เพิ่งเกิด ถ้าบอกว่าเป็นเพราะการเจริญเติบโตมากผิดปรกติของสาหร่ายสีแดงในน้ำ แล้วปัจจัยหรือสาเหตุอะไรที่ทำให้มันเจริญมากกว่าปรกติ น่าสนใจ อยากรู้จัง”

เรื่องที่สาม เป็นอีกคลิปในยูทูบที่มียอดเข้าดูสูงมาก อีกทั้งยังพูดถึงกันในโลกออนไลน์ จากรายการทีวี “ซิลวิโอ ซานโตส” ของบราซิล ที่สร้างคลิปวิดีโอผีหลอกในลิฟต์ โดยเจตนาสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่หลายกระแสมองว่าอาจทำให้เกิดอันตราย จากอาการอกสั่นขวัญแขวนของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์นั้นได้

โดยคลิปนี้มีชื่อว่า Extremely Scary Ghost Elevator Prank in Brazil เป็นการนำเสนอเหตุการณ์จำลอง ที่มีคนมาขึ้นลิฟต์จากการแนะนำของพนักงานต้อนรับที่เป็นผู้เปิดให้เข้าไป หลังจากนั้นไฟภายในลิฟต์ก็จะดับ และเมื่อไฟติด ก็จะเห็นผีเด็กหญิงผมยาวสีบลอนด์ทองหน้าซีด ยืนกอดตุ๊กตาโผล่ออกมา ทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตกใจเป็นอย่างมาก แต่ละคนแสดงพฤติกรรมความกลัวออกมาต่างกันไป ทั้งกระโดดหนีด้วยความกลัว บางคนถึงกับเข่าทรุดลงไปกองที่พื้น ขณะที่บางคนมีสติมากพอที่จะขอความช่วยเหลือจากปุ่มฉุกเฉิน

ภาพหนึ่งจากในคลิป ที่มาภาพ: http://www.bangkokvoice.com20121128news-2
ภาพหนึ่งจากในคลิป ที่มาภาพ: http://www.bangkokvoice.com20121128news-2

จากที่ได้ดูจากคลิป ก็จะเห็นว่านั่นคือลิฟต์ที่ถูกสร้างขึ้น มีช่องให้เด็กหญิงคนนี้มุดเข้าออกได้ขณะไฟปิดอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม หลายความคิดเห็นมองว่าการล้อเล่นแบบนี้อาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะอาจทำให้หัวใจวายไปก็ได้ หรือแม้แต่กับเด็กหญิงที่ยืนกอดตุ๊กตาอยู่ ด้วยความตกใจ อาจทำให้เด็กหญิงถูกทำร้ายร่างกายก็ได้

“สนุกดีแต่เด็กเสี่ยงอันตรายมาก เพราะมีความคิดเสมอว่าถ้าผีโผล่มาให้เห็นจะๆ แบบไม่ได้มาอำ และเราขยับได้จะสู้หรือถีบผี เหมือนสุภาษิตที่ว่าเข้าตาจน”

“แล้วถ้าใครเป็นโรคหัวใจ ช็อคไปจะว่าไงเนี่ย เล่นอะไรก็ไม่รู้เนอะ”

“เล่นแบบนี้ ควรเล่นกับ หนุ่มๆ สาวๆ คนแก่อย่า แล้วน่าจะตรวจสอบด้วยว่ามีโรคหัวใจไหม”

“สมมุติว่าเกิดมีใครตกใจแล้วกระโดดเตะผีเด็กปลอมคนนั้นจนคอหักตายจริง เค้าจะมีความผิดร้ายแรงมั๊ย”

“จะตลกกว่านี้ ถ้ามีคนช็อคตาย แล้วญาติเค้าฟ้องเรียกค่าเสียหาย”

“ถ้าเกิดคนที่โดนแกล้ง เป็นโรคหัวใจหรือมีอาการช๊อค จะกลายเป็นตลกร้ายทันที”

เรื่องที่สี่ และนี่คืออีกหนึ่งคลิปที่เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ ดูแล้วให้ความรู้สึกสลดใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการแชร์คลิปของแม่ใจร้ายชาวมาเลเซีย ที่กระหน่ำตีลูกน้อยให้หยุดร้องไห้ด้วยอารมณ์โมโห แม้ลูกจะร้องไห้แค่ไหน ก็ไม่ทำให้หญิงในคลิปมีสติและหยุดใช้ความรุนแรงได้

ในคลิปเห็นได้ว่า หญิงคนดังกล่าวใช้ทั้งมือ ทั้งเท้า และหมอน หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ กระหน่ำทุบตีไปที่ลำตัวและศีรษะของเด็ก อีกทั้งยังหยิกตามลำตัว ซึ่งทำให้ชาวมาเลเซียพากันวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีแม่ใจร้ายคนนี้ หลังจากคลิปนี้ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยตามรายงานข่าวบอกว่า เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกโดยเพื่อนบ้าน และทางตำรวจมาเลเซียก็ได้รับการร้องเรียนถึงเหตุการณ์นี้ มีผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก ทำให้ให้แม่ใจร้ายรายนี้ถูกตำรวจเข้าจับกุม และถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 18 เดือน

ที่มาภาพ: http://www.facebook.comphoto.phpv=427067070646246
ที่มาภาพ: http://www.facebook.comphoto.phpv=427067070646246

“น่าสงสารเหลือเกิน ดูแล้วน้ำตาจะไหล ทำไมทำลงคอได้เนอะเด็กไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ ลูกเราไม่สบายเรายังอยากเป็นแทนสามารถตายแทนลูกได้ นี่อะไรกัน โทษที่รับนั้นน้อยจริงๆ อย่าให้ผู้หญิงคนนี้ได้เลี้ยงลูกอีกเลยถ้าพ้นโทษออกมาคงจัดหนักกับลูกของตัวเองอีกแน่ๆ กรรมจริงๆ เจ้าเด็กน้อย”

“ใจร้ายมาก ถ้าฉันอยู่ในเหตุการณ์ คงไม่ปล่อยให้ทำอย่างนี้หรอก คนถ่ายคลิปก็สุดยอด ไม่คิดจะห้ามเลยหรือไงกันนะ เด็กยังเล็กอยู่แท้ๆ เห็นแล้วทำใจไม่ได้เลยจริงๆ เศร้าใจมากกก บทลงโทษน้อยไปหรือป่าว ถ้าเป็นที่มาเลเซีย ทำไมโทษน้อยจัง ไหนว่ากฎหมายบ้านเมืองของประเทศมาเลเซียแรงไง”

“ดูแล้วหดหู่สงสารเด็กน้ำตาไหลดูต่อไม่ได้เลย แม่ใจยักษ์ ให้มันตกนรก น่าจะให้มันติดคุกตลอดชีวิต ไม่ต้องให้มันผุดมันเกิดเลย”

“น่าสงสารเด็กจัง ไม่น่ามีแม่อย่างนี้ ดูคลิปแล้วน้ำตาไหล สงสารเด็กมาก เด็กยังไม่รู้เดียงสาเลย มันเหมือนไม่ใช่มนุษย์ เป็นเช่น สัตว์เดรัจฉานมากกว่า หมามันยังรักลูกมากกว่าเลย”

“เราเคยโดนนะ เด็กที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรัก มักถูกกระทำเช่นนี้เสมอ ๆ ถึงจะให้ข้าวให้น้ำเรากินแต่ ก็ทุบตีเราเยี่ยงหมูเยี่ยงหมาแบบนี้ สุดท้ายเด็กก็ทนแบกรับความเจ็บปวดทุกทรมานอย่างแสนสาหัส เติบโตขึ้นมาพร้อมกับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ ถ้าใครมีลูกมีหลาน อย่าให้เค้าไปอยู่กับคนที่ได้ขึ้นชื่อ ว่าเป็นแม่เลี้ยงเลยนะ แม้จะเป็นสายเลือดโดยตรงก็เหอะ จริง ๆ แล้วต้องบอกว่า ถ้าผู้ใหญ่ไม่ได้มีความรักความเป็นมิตรต่อกัน ก็อย่างเอาเด็กตัวน้อย ๆ ไปเป็นที่รองรับอารมณ์ของผู้ใหญ่ตรงนั้นเลย เด็กก็เป็นคน วันข้างหน้าก็ต้องโต แต่เค้าจะมีคุณภาพได้อย่างไร ถ้าพวกคุณเลี้ยงดูเค้าแบบนี้”

เรื่องที่ห้า กระแสการเมืองแบ่งฝ่ายแบ่งสียังคงรุนแรง ล่าสุด มีหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นแอร์โฮสเตสประจำสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค เขียนข้อความระบายอารมณ์ความรู้สึกลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับเรื่องราวที่ต้องทำงานในเที่ยวบินวีไอพี เส้นทางกรุงเทพมหานครไปยังประเทศฮ่องกง ซึ่งรายชื่อผู้โดยสารมีชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง บุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยสารไปด้วย

เนื้อหาที่ถูกเขียนนั้น บอกว่าแอร์โฮสเตสผู้นี้รู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมากที่จะต้องให้บริการคนในตระกูล “ชินวัตร” จนไม่อยากจะทำงานในไฟลท์นี้ การได้พบหน้าคนตระกูลชินวัตรทำให้แอร์โฮสเตสผู้นี้ต้องนั่งสงบสติอารมณ์อยู่นาน เพราะไม่พอใจที่คนตระกูลชินวัตรทำลายความสุขของคนไทยมานานแล้ว ขนาดม็อบของ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ก็ยังพ่ายแพ้ สร้างความรู้สึกเจ็บปวดแก่แอร์โฮสเตสผู้นี้มาก แต่การที่ตัดสินใจไม่ทำอะไรลงไปในวันนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ตัวเองสามารถเอาชนะความโกรธความเกลียดอย่างรุนแรงของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง พร้อมกับประกาศด้วยว่า แม้วันนี้นางสาวแพทองธารจะไม่ถูกกาแฟราดหน้า แต่แอร์โฮสเตสผู้นี้ก็จะต่อสู้เพื่อไม่ให้พวกเขาอยู่บนแผ่นดินไทยอีกต่อไป

ข้อความจากแอร์โฮสเตส ที่มาภาพ: http://news.mthai.comheadline-news205608.html
ข้อความจากแอร์โฮสเตส ที่มาภาพ: http://news.mthai.comheadline-news205608.html

อย่างไรก็ตาม หลังจากแอร์โฮสเตสผู้นี้โพสต์ข้อความไปไม่นาน ก็มีผู้นำข้อความนี้ไปแชร์กันทั้งในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการกดไลค์ถูกใจอย่างมากมาย บางกลุ่มก็มองว่าเป็นความคิดที่ไม่เหมาะสม เพราะแอร์โฮสเตสต้องทำหน้าที่บริการ ไม่ควรคิดต่อผู้โดยสารเช่นนี้

ทางคาเธ่ย์แปซิฟิก สายการบินต้นสังกัด ได้ชี้แจงขอโทษและระบุว่า ทางสายการบินกำลังทำการตรวจสอบในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และยืนยันในการมุ่งให้การบริการที่ดีที่สุด รวมถึงการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้โดยสารเป็นสิ่งที่ทางสายการบินถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในกรณีที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ละเมิดข้อบังคับ สายการบินจะดำเนินการต่อบุคคลดังกล่าวตามกฎของบริษัทฯ

ทางด้านนางสาวแพทองธาร ก็มีการโพสต์ข้อความของแอร์โฮสเตส พร้อมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผ่าน อินสตาแกรมส่วนตัว “ingshin21” ว่า แค่เดินทางไปหาพ่อเพราะคิดถึง และเดินทางไปทำงานเพราะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ถ้าเคยทำอะไรให้โกรธก็ขอโทษด้วยละกันนะคะ ไม่คิดเลยว่าจะมีความคิดแบบนี้ เพราะเดินทางบ่อยก็เจอแต่แอร์น่ารักๆ ทั้งนั้น

now I feel uncomfortable that the person who was supposed to be a hostess actually wanted to pour coffee on my face….tea or coffee????”

ที่มาภาพ: Instagram ingshin21
ที่มาภาพ: Instagram ingshin21

“หน้าที่บริการก็คือหน้าที่ ความคิดเห็นส่วนตัวก็คือความเห็นส่วนตัว อย่าเอามาปนกับงานที่ตัวเองทำ ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่แอร์คนนี้ ออกแนวไม่แยกแยะ งานกับความรู้สึกส่วนตัว”

“คุณเป็นพนักงานต้อนรับไม่ควรทำอย่างนี้เสียภาพพจน์การเป็นแอร์บนเครื่องหมดส่อถึงภาวะจิตสำนึกของพนักงานต้อนรับหมดจะทำให้คนอื่นเสียไปด้วย จะเกลียดจะชังยังไงก็ให้เก็บไว้ในใจ”

“คุณเป็นคนดีของสังคม จนกระทั่งคุณ เอาความคิดแย่ ๆ ของคุณที่แอบปกป้องตัวเองด้วยการพูดเพื่อประเทศ คุณเอาสมอง ๆ น้อย ๆ ของคุณมาคิดก่อนมั้ยแค่คุณ มาโพสต์ มันอาจจะเกิดประเด็นได้หลายอย่าง ประเทศเราต้องการความสงบ แต่คุณก็ยังอยากจะสร้างเรื่องขึ้นมา แต่ถ้าคุณไม่ไหวกับการ ทำหน้าที่บริการ ก็ลาออกไปทำงานตามสิ่งที่คุณถนัดจะง่ายกว่านะ”

“คนไทยแตกแยกกันก็เพราะคำพูดของพวกคุณ ปากบอกอยากให้คนไทยรักกันแล้วคนไทยอย่างคุณแอร์ทำไมถึงทำแบบนี้ ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ต้องทำตามหน้าที่ของตัวเอง ใช่อยู่มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะรักจะชอบหรือจะเขียนวิจารณ์อะไรก็ได้ แต่ข้อความแบบนี้คนที่มีสมองมีความคิดเค้าไม่เขียนกันหรอกคะ”

“แอร์ส่วนใหญ่ เขาจะระบายอารมณ์กับครอบครัวหรือเพื่อนสนิท ในอาชีพที่ต้องคอยให้บริการคนอื่นจนเครียด แต่ต้องระมัดระวังการระบายอารมณ์กับสาธารณะ เพราะมันอาจจะกระทบกับอาชีพ และกับองค์กรเป็นส่วนรวมอย่าให้เขาว่าได้สวยอย่างเดียว”