สิบคำถามต่อหลักความชอบธรรม คำพิพากษาคดี ‘อากง SMS’

‘หมานิลมังกร’

คดีส่งข้อความสั้นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ คดีอากง หรือคดีลุงเอสเอ็มเอส เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 22 พฤษภาคม 2553 ท่ามกลางการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ ได้มีผู้ส่งข้อความดูหมิ่นสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเข้ามายังมือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขาฯ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น

นายสมเกียรติได้เข้าแจ้งความ และพนักงานสอบสวนได้อาศัยหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้จากนายสมเกียรติ ติดตามหาตัวผู้ส่งข้อความ และเข้าจับกุมนายอำพลในวันที่ 3 สิงหาคม 2553

วันที่ 18 มกราคม 2554 พนักงานอัยการสั่งฟ้องนายอำพล กล่าวหาว่าใช้โทรศัพท์มือถือพิมพ์ข้อความอันเป็นการจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ และดูหมิ่นหยาบคายต่อสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยส่งไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข

กระทั่งวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.311/2554 พิพากษาจำคุกนายอำพล วัย 61 ปี มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) และ (3) ลงโทษจำคุก 20 ปี ฐานดูหมิ่นสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และทำให้ราชวงศ์เสื่อมเสียพระเกียรติ

นับเป็นคำพิพากษาลงโทษจำคุกในกรณีที่เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

คำพิพากษาดังกล่าวก่อให้เกิดข้อถกเถียง ความสะเทือนใจ และความคับข้องใจเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ไม่พบการรายงานข่าวถึงผลกระทบดังกล่าวจากหนังสือพิมพ์กระแสหลักแต่อย่างใด โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ภาษาไทย

จากการสำรวจเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์รายวันในวันตัดสินคดีบนพื้นที่ออนไลน์ ไทยรัฐออนไลน์รายงานคำพิพากษาเป็นข่าวเบรกเพียงสั้น ๆ เดลินิวส์รายงานโดยให้รายละเอียดมากกว่า แต่จัดประเภทข่าวไปอยู่ในหมวด “สังคม” และมองไม่เห็นจากหน้าหลัก ไทยโพสต์ไม่รายงาน โพสต์ทูเดย์รายงานอย่างรวบรัด คมชัดลึกรายงานเพียงสั้น ๆ เน้นที่คำพิพากษาความผิด ผู้จัดการออนไลน์รายงานโดยใช้คำพาดหัวข่าวในท่วงทำนองสาแก่ใจ ไม่พบการรายงานในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ข่าวสดในวันดังกล่าว ฉบับที่ให้รายละเอียดของข่าวมากที่สุดและนำเสนอในหน้าแรกคือ มติชนออนไลน์ และลำดับถัดมาคือ กรุงเทพธุรกิจ ส่วนหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษของไทย คือ บางกอกโพสต์ และ เดอะ เนชั่น รายงานเพียงสั้น ๆ แต่นำเสนอในหน้าแรก มองเห็นได้ชัดเจน ในกรณีของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ยังมีบทความวิเคราะห์วิจารณ์ตามมาในอีกไม่กี่วันถัดมา

ทั้งที่คำพิพากษาคดีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นกระบวนการสืบสวนและไต่สวนที่เต็มไปด้วยคำถาม เมื่อรายละเอียดและความเห็นของผู้รู้ในกรณีที่เกี่ยวกับหมายเลขอีมี่ทยอยปรากฏขึ้นตามสื่อทางเลือกและกระดานสนทนา บทความและข้อเขียนจำนวนมาก อีกทั้งแถลงการณ์จากองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ล้วนแสดงออกไปในทิศทางที่คัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา

จากการสำรวจเบื้องต้น พบประเด็นคำถามสำคัญที่ศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุขต้องตอบกับสังคม อย่างน้อย 10 ประเด็นดังนี้

คำถามที่หนึ่ง นายอำพลเป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำ และมีอายุมากแล้ว อาศัยเงินที่ลูกส่งมาเลี้ยงดู ไม่เคยมีประวัติยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแม้แต่น้อย และไม่น่าจะอยู่ในฐานะที่สามารถหาเบอร์โทรศัพท์มือถือของเลขาฯ นายกรัฐมนตรีได้โดยง่าย อยู่ ๆ ทำไมพนักงานสอบสวนตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ของนายอำพล โดยที่ยังไม่ได้รับหมายเลขอีมี่ของผู้ก่อเหตุจากข้อมูลการจราจรของ DTAC

คำถามที่สอง หมายเลขอีมี่ (IMEI) ที่ได้จากข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ (log file) ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีใด ๆ ก็ตามจริงหรือไม่

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ถ้าโทรศัพท์หาย ผู้ให้บริการก็จะไม่สามารถล็อกเลขอีมี่ไม่ให้โทรศัพท์เครื่องดังกล่าวใช้งานในเน็ตเวิร์คได้ แสดงให้เห็นว่าผู้ให้บริการมีข้อจำกัดในการระบุเครื่องโทรศัพท์เป็นการเฉพาะเจาะจง

คำถามที่สาม ทำไมตำรวจและศาลจึงเชื่อว่าเลขอีมี่สามารถยืนยันว่าเครื่องโทรศัพท์ของนายอำพลเป็นเครื่องที่ใช้ก่อเหตุ ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าหมายเลขอีมี่สามารถแก้ไขได้ และปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่ทั่วไป เฉพาะในกรณีของศาล คำให้การของทั้งพยานโจทก์และทนายจำเลย ก็ระบุถึงข้อบ่งชี้หรือยืนยันว่าหมายเลขอีมี่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ทำไมศาลไม่พิจรณา และยกให้เป็นภาระของจำเลยต้องหาพยานผู้เชี่ยวชาญมาให้การทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันทั่วไปในหมู่ผู้สนใจเทคโนโลยีและร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือ

คำถามที่สี่ ในเมื่อตำรวจยังไม่ได้รายงานข้อมูลการจราจรจากบริษัท เอไอเอส เหตุใดศาลจึงเชื่อว่าหมายเลขอีมี่ที่ได้จากข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์เพียงพอแล้ว ทำไมจึงใช้ข้อมูลที่ได้มาเป็นหลักฐานโดยที่ยังมิได้ตรวจสอบข้อมูลการจราจรของผู้ให้บริการอย่างครบถ้วนทุกบริษัท

คำถามที่ห้า เหตุใดศาลจึงเชื่อว่าเครื่องโทรศัพท์ของจำเลยเป็นเครื่องที่ใช้ก่อเหตุ ทั้งที่เบอร์โทรศัพท์ไม่ตรงกัน และโจทก์สามารถพิสูจน์ได้เพียงยี่ห้อของโทรศัพท์ว่าตรงกับยี่ห้อของจำเลย

คำถามที่หก นายอำพลไม่เคยมีประวัติในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในทางตรงข้ามนายอำพลเคยไปลงนามถวายพระพรพระมหากษัตริย์ และได้ไปร่วมงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา และร้องไห้ในศาลเมื่อได้ทราบข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เหตุใดศาลจึงเห็นว่าประจักษ์พยานแวดล้อมสามารถนำสืบเพื่อชี้เจตนาภายในให้เห็นว่านายอำพลต้องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คำถามที่เจ็ด ในเมื่อศาลระบุว่า เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน แล้วในกรณีที่นายอำพลให้การว่าตนเองใช้โทรศัพท์เครื่องดังกล่าวอยู่ผู้เดียว เหตุใดศาลจึงเชื่อและอาศัยเพียงคำให้การนี้เพียงลำพังในการสรุปว่า “ยากที่จะมีผู้อื่นนำไปใช้”

ศาลใช้หลักการใดในการตัดสินว่าคำให้การของจำเลยข้อใดน่าเชื่อถือ ข้อใดไม่น่าเชื่อถือ ถ้าจำเลยพยายามปกปิดการกระทำผิดของตนตามที่ศาลเชื่อ เหตุใดจำเลยจึงให้การกับศาลว่าตนเองใช้โทรศัพท์เครื่องดังกล่าวอยู่ผู้เดียว ทั้งที่อาจจะเป็นคำให้การที่ผูกมัดตนเอง และเหตุใดศาลจึงเลือกที่จะเชื่อคำให้การนี้ ในเมื่อศาลเชื่อว่าจำเลยย่อมจะต้องปกปิดการกระทำผิดของตน

พฤติการณ์ในการพิพากษาของศาลดังกล่าว ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ศาลเลือกเชื่อคำให้การของจำเลย เฉพาะในส่วนที่จะผูกมัดจำเลยว่าเป็นผู้กระทำผิด และละเลยไม่พิจารณาคำให้การของจำเลยในส่วนที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิด

คำถามที่แปด ทำไมศาลจึงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในกรณีของกฎหมายอาญาที่ระบุว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กลับมีพฤติการณ์ตัดสินคดีไปในทางตรงกันข้ามกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

คำถามที่เก้า เหตุใดศาลจึงพิพากษาจำคุกจำเลยถึง 20 ปี ซึ่งเป็นการลงโทษที่สูงที่สุด ทั้งที่พฤติการณ์ของการกระทำผิดเป็นการส่งเอสเอ็มเอสถึงบุคคลเพียงคนเดียวเป็นการเฉพาะเจาะจง ข้อความดังกล่าวหาได้เป็นที่รับรู้แก่สาธารณะ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม และเผยแพร่ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจำกัดกว่าหลายคดีที่ผ่านมาในอดีต แต่กลับลงโทษสูงกว่า ศาลใช้มาตรฐานใดในการพิจารณาว่าควรลงโทษจำเลยมากน้อยเท่าใด

คำถามที่สิบ ถ้าอำพลกลายเป็นแพะ และถูกจำคุก 20 ปี โดยที่เป็นผู้บริสุทธิ์ และปรากฏว่าเขาเป็นผู้ที่มีความผูกพันจงรักภักดีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถอย่างลึกซึ้ง นายสมเกียรติจะรู้สึกอย่างไร รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นนักการเมืองที่กล่าวอ้างประชาชนและสถาบันกษัตริย์มาตลอดจะรู้สึกอย่างไร

ใครจะรับผิดชอบต่อการกระทำที่ละเมิดทั้งร่างกายและจิตใจของเขาอย่างร้ายแรงเช่นนี้ คำถามนี้ บรรดาผู้ที่อ้างความจงรักภักดีซึ่งฉวยโอกาสในการก่นด่าประนามและแสดงความเกลียดชังต่อนายอำพลและครอบครัวโดยไม่ใช้เหตุผลและดุลพินิจพิจารณา อยู่ ณ ขณะนี้ ล้วนแต่จำเป็นต้องตอบ

อ่านเพิ่มเติม
รายงานและข่าวเกี่ยวกับคำพิพากษา และรายละเอียดคดี
http://ilaw.or.th/node/1229
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322032768&grpid=&catid=03&subcatid=0305
http://www.prachatai3.info/journal/2011/11/37991
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000149340
http://thaienews.blogspot.com/2011/11/20sms-101.html

ความเห็นเรื่องหมายเลขอีมี่
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322233300&grpid=01&catid=&subcatid=
http://www.mydrmobile.com/shopmobile/sumsung.html
http://www.geocities.ws/phonethai/nkimei.htm
http://hitech.sanook.com/mobile/news_01614.php
http://www.pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=375068&PN=1
http://forums.macrumors.com/showthread.php?t=441185
http://en.wikipedia.org/wiki/International_Mobile_Equipment_Identity
http://www.gsm-security.net/faq/imei-international-mobile-equipment-identity-gsm.shtml
http://atcloud.com/stories/56404
http://community.siamphone.com/viewtopic.php?p=40684
http://www.nokiagang.com/forums/imei-t43358.html
http://www.pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=464079&PN=1&TPN=1
http://www.thaipoetsociety.com/index.php?topic=4040.0

คำแถลงปิดคดี
http://prachatai.com/journal/2011/11/38032

  • “คำถามที่สาม ทำไมตำรวจและศาลจึงเชื่อว่าเลขอีมี่สามารถยืนยันว่าเครื่องโทรศัพท์ของนายอำพลเป็นเครื่องที่ใช้ก่อเหตุ ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าหมายเลขอีมี่สามารถแก้ไขได้ และปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่ทั่วไป เฉพาะในกรณีของศาล คำให้การของทั้งพยานโจทก์และทนายจำเลย ก็ระบุถึงข้อบ่งชี้หรือยืนยันว่าหมายเลขอีมี่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ทำไมศาลไม่พิจรณา และยกให้เป็นภาระของจำเลยต้องหาพยานผู้เชี่ยวชาญมาให้การทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันทั่วไปในหมู่ผู้สนใจเทคโนโลยีและร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือ..”

  • Webbb

    ข้อ ๙ คลาดเคลื่อนครับ

    ศาลไม่ได้ลงโทษสูงสุด โทษของคดีนี้คือ ๓ ถึง ๑๕ ปี

    ศาลลงโทษ ๕ ปี จำนวน ๔ กระทง

  • Webbb

    https://www.facebook.com/Against.Pardon.Thaksin/posts/301394179882493

    คัดค้านการช่วย “ทักษิณ” พ้นโทษ
    ข้อเท็จจริง กรณีอากง SMS

    จากการที่มีการพูดถึงกันมาก เกี่ยวกับอากงSMS
    ผมขอแชร์ความรู้คราวๆ เกี่ยวกับระบบมือถือเท่าที่ผมรู้เพื่อเป็นข้อมูลอีกด้าน นอกจาก ดราม่า
    “อากงผู้น่าสงสารที่นั่งอยู่ดี ๆ ที่บ้าน ก็โดน ตร. บุกมารวบเข้าซังเต 20 ปี ด้วยข้อหาหมิ่น และ ศาลก็มีหลักฐานที่อ่อนอย่าง IMEI ที่สามารถปลอมแปลงได้”

    ปกติแล้ว โทรศัพท์ที่พร้อมใช้งาน จะมีข้อมูลสำคัญ 2 อย่างคือ
    1) IMEI ซึ่งเป็น รหัสที่ระบุ ตัวตนของโทรศัพท์ซึ่งตามหลัก โทรศัพท์แต่ละเครื่องควรจะมี IMEI ไม่ซ้ำกันถึงแม้จะเป็น ยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกันก็ตาม

    2) IMSI ซึ่งเป็น รหัสที่ระบุใน SIM

    หลังจากที่ เปิดโทรศัพท์แล้ว โทรศัพท์ จะรอคลื่นจาก Cell Site ที่มีรหัส SID(รหัสค่ายมือถือ) ตรงกับที่ระบุใน SIM

    หากพบคลื่นจาก Cell Site โทรศัพท์มือถือจะทำการ “ลงทะเบียน” กับ Cell Site นั้น
    โดยส่ง IMEI/IMSI ไปให้ Cell Site

    Cell Site ก็จะจดจำ IMEI/IMSI เข้าในเครือข่าย เพื่อว่า ใครโทรมาหาเรา เครือข่ายจะได้รู้ว่า เราสังกัดอยู่ Cell Site ไหน
    แล้วทำให้โทรศัพท์เราดัง ได้ถูก ซึ่ง Cell Site นี้ มีระยะทำการตั้งแต่หลัก ไม่กี่ร้อยเมตร จนถึงหลายกิโลเมตร
    ทำให้ข้อมูล Cell Site สามารถบ่งชี้ สถานที่ของผู้ใช้โทรศัพท์แบบคราว ๆ ได้ (ถ้าใครใช้ GoogleMap บน Smart Phone คงจะเคยเห็น วงฟ้าๆของระยะ Cell Site เวลา GPS ยังรับคลื่นไม่ได้)

    ดังนั้น log จาก โอเปอเรเตอร์ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในชั้นศาล จะมีข้อมูลสำคัญถึง 4 ด้าน คือ
    1) IMEI (รหัสที่ระบุ โทรศัพท์)
    2) IMSI (รหัสที่ระบุ SIM)
    3) Cell Site ที่เชื่อมต่อ ซึ่งจะบ่งชี้ถึงสถานที่
    4) ช่วงเวลา ที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย

    ซึ่งข้อมูล log จาก โอเปอเรเตอร์ บ่งชี้ว่า ช่วงเวลา เชื่อมต่อกับ True หยุดไป ไปเชื่อมต่อกับ DTAC แล้วส่งข้อความหมิ่นฯ ก่อนจะกลับมา เชื่อมต่อกับ True อีกครั้ง ใน cell site สถานที่เดียวกันคือ บ้านลุง

    นั่นคือ โทรศัพท์อากง มีการเปลี่ยน SIM เพื่อหมิ่นฯ ก่อนจะเปลี่ยน SIM กลับ นั่นเอง!!!!

    ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงว่า “มีโปรแกรมเฉพาะที่สามารถเข้าไปแก้ไขเลข IMEI ได้อย่างอิสระ” แต่ log จะไม่มีทางที่จะหน้าตาแบบนี้ อย่างน้อย cell site และ เวลาควรจะแตกต่างกันมากกว่านี้ ไม่ใช่สถานที่เดียวกัน แล้วช่วงเวลาสลับการเชื่อมต่อ SIM กันแบบนี้

    สรุปง่ายๆคือ
    1) โทรศัพท์มือถือสามารถปลอมแปลง IMEI หรือไม่?
    คำตอบคือ “ใช่”
    .
    แต่
    .
    2) อากงถูกปลอมแปลง IMEI ไปหมิ่น หรือไม่?
    คำตอบกลับเด่นชัดว่า “ไม่”
    เพราะ ข้อเท็จจริงของ log จาก โอเปอเรเตอร์ นั้นครอบคลุมชัดเจนกว่า เพียงด้าน IMEI
    —–
    แสดงให้เห็นว่า “จำเลยกระทำความผิดจริง อย่างมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อกลบเกลื่อนความผิดด้วยการซื้อ SIM DTAC แบบใช้แล้วทิ้ง มาก่อการ”

    หน่ำซ้ำ จำเลยยังไม่สำนึกผิด ยังพยายามกลบเกลื่อนต่อในชั้นศาล เพื่อให้ตนพ้นข้อกล่าวหาว่า โดย

    1) ตอนแรกพยายามจะบอกว่า เดือนพฤษภาคมนั้นตนเอามือถือไปซ่อม (จะโบ้ยว่าร้านมือถือเป็นคนส่ง) แต่หลักฐาน log มีสถานที่กำกับ จำเลยจึงเปลี่ยนคำให้การ อ้างว่าจำผิด อาจส่งซ่อมเดือนเมษายน

    2) จากนั้นจึงอ้างว่า IMEI นั้นสามารถปลอมแปลงได้ ดังนั้น อากงอาจถูกปลอมแปลงตอนไปซ่อมมือถือ แต่คำให้การก็มีพิรุธ อ้างว่าจำร้านซ่อมมือถือไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ ถ้าส่งซ่อมจริงต้องจำได้เพื่อไปเอามือถือคืน นอกจากนี้ log ก็ ชี้ชัดอยู่แล้วว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

    3)อากงจึงดิ้นรนเฮือกสุดท้ายว่า อากงลืมมือถือไว้ที่บ้านบ่อย ๆ โดยให้คนใกล้ชิดมาเป็นพยาน (จะโบ้ยว่ามีใครบุกเข้ามาในบ้านเปลี่ยน SIM แล้วส่ง??) ซึ่งไม่ make sense เลยคือ ถ้าบุกถึงในบ้านจะมาเปลี่ยน SIM ทำอาแป๊ะอะไร??

    ศาลจึง จัดเต็ม ไป 4×5 = 20 ปี คุก 20 ปีของอากง จึงไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย!!
    —–
    4) ข้อน่าสังเกตอันนึงคือ หลังจากจนต่อหลักฐานโจทก์ อากงยังเลือกที่จะสู้ต่อ ด้วยดราม่าน่าสงสาร ว่าตนจงรักภักดี, แก่แล้วหลงๆลืมๆ, ส่ง SMS ไม่เป็น ฯลฯ และ ยังเอาหลานมาเป็นพยาน เพื่อให้บันทึกในศาลอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ถ้าใครรู้เรื่องนิติศาสตร์ จะรู้ว่าการต่อสู้แบบนี้จะไม่มีผลต่อคดีในศาลเลย เหมาะกับจัดตั้งมวลชนนอกศาลมากกว่า เพราะคนปกติ มักจะคิดว่า คนใกล้ชิดให้การ ศาลควรให้น้ำหนัก เพราะน่าเชื่อถือ แต่จริงๆแล้ว ตามหลักนิติศาสตร์ คนใกล้ชิดฝ่ายใดฝ่ายนึง จะมีน้ำหนักน้อยมาก ในศาล เพราะมีแนวโน้มสูงว่าจะให้การช่วยเหลือ โจทก์/จำเลย (ดูความหมาย ผู้หญิงปิดตา ถือตาชั่งและดาบ) ยิ่งอากงให้การขัดกับหลักฐานมาก่อนหลายครั้งยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าจะเหลือน้ำหนักเท่าไหร่

    พูดง่ายๆคือ การสู้แบบนี้ มันไม่ได้คิดชนะในศาลแต่แรกแล้ว
    แต่จะใช้การดึงอารมณ์ร่วมจากประชาชนปกติที่ไม่รู้ตรงนี้ เพื่อจัดตั้งมวลชนนอกศาลมากกว่า!!

  • Mike

    ขอตอบคำถามดังนี้ครับ
    1. อากงเป็นคนอย่างไร มีพฤติกรรมอย่างไร เป้นแค่ background มิใช่สิ่งบ่งชี้ว่าแกทำหรือไม่ได้ทำ
    2. บริษัทมือถือ ไม่ lock imei เนื่องจากยังสามารถได้เงินจากซิมอยู่ ตราบใดที่ยังสามารถได้เงินจากค่าบริการ เรื่องอะไรจะไป lock ให้ขาดรายได้ และเดี๋ยวนี้เค้าไม่ lock imei กันแล้ว
    3. ทนายน่าจะลองขอ imei ของศาล แล้วไปแก้ imei ของโทรศัพท์เครื่องอื่นให้ตรงกับเบอร์ของศาล แล้วนำมาเป็นวัตถุพยานให้ศาลเชื่อว่า imei มันแก้ได้จริง
    4. เบอร์ที่เกี่ยวข้อง เป้นเบอร์ DTAC กับ TRUE จะเอา log จาก AIS มาทำไม
    5. จาก log ของ 2 บริษัท แสดงให้เห็นว่ามีการถอดซิมนึงออกจากโทรศัพท์ แล้วใส่อีกซิมเพื่อทำการ จากนั้นก็เอาซิมเดิมใส่กลับคืน โดยดูจากเวลาที่ซิม active เทียบกีบ eimi ที่ active
    6. ดูจากการเปลี่ยนซิม ถ้ามีผู้ร้ายก็อป imei น่าจะเจอว่ามี imei active อยู่ 2 ซิม ในเวลาเดียวกัน แต่ในคดีนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ถ้ามีผู้ร้ายแอบใช้เครื่องอากง ผู้ร้ายจะเปลี่ยมซิมไปทำไม ใช้เบอร์อากงส่งเองไม่ดีกว่าหรือ จะได้สาวไม่ถึงตัวเอง ศาลจึงสรุปว่า เบอร์ที่โดนถอดออกก่อนส่งคือเบอร์ของผู้ร้าย และเบอร์นั้นเป็นเบอร์ที่อากงใช้อยู่ ศาลจึงสรุปว่าอากงเป็นผู้ร้่ายด้วยประการฉะนี้ ส่วนพฤติกรรมของอากง ไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ว่าแกทำหรือไม่ทำ
    7. จริงแล้วเครื่องของอากง ไม่ได้เป็นการยากที่ผู้อื่นจะเอาไปใช้ แต่ถ้าผู้อื่นเอาไปใช้ ผู้อื่นทำไมต้องเปลี่ยนซิมด้วยล่ะ แต่ที่ศาลไม่ได้เอาคำพูดของอากงที่บอกว่าตัวเองไม่ได้ทำมาพิจารณานั้น เพราะเกือบทุกคนที่ถูกฟ้อง ไม่ว่าจะทำจริงหรือไม่ ก็บอกว่าตัวเองไม่ได้ทำทั้งนั้น
    8. ในคดีฆ่าคนตาย เกือบร้อยทั้งร้อย ไม่มีรูปถ่ายยืนยัน ถ้าอย่างนั้นผู้ร้ายฆ่าคนตายก็คงหลุดกันทุกคน เค้าพิสูจน์กันอย่างนี้ คือ ชันสูตรก่อน ว่าผู้ตาย ตายด้วยสาเหตุใด ด้วยอาวุธใด จากนั้นหาอาวุธอันนั้นให้เจอ แล้วพิสูจน์ว่าเป็นอาวุธที่ใช้ฆ่า เช่นขนาดเหมือน รูปร่างเหมือน เลือดที่อยู่บนอาวุธเป็นเลือดผู้ตาย แล้วจากนั้นมีลายนิ้วมือหรือ dna ใคร อยู่บนอาวุธ ถ้าพบว่ามีคนเดียวคือ นาย X ก็สรุปว่า นาย X ฆ่า แบบนี้ ไม่ต้องมีรูปถ่ายตอนกำลังฆ่าก็ได้ ในตดีนี้ศาลพบว่าจาก log ของ DTAC/TRUE ผู้ร้ายได้เปลี่ยนเอาซิมที่ตัวใช้อยู่ออกใส่ซิมใหม่ลงไป แล้วส่ง sms ผู้ร้ายจึงเป็นเจ้าของซิมเดิมนั่นเอง
    9. มีคนตอบแล้ว
    10. ถ้าใครเป็นแพะ ก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน แต่ใครจะรู้สึกอย่างไร ไม่มีผลในการตัดสินคดี ข้อเท็จจริงต่างหากที่มีผล

    อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าคดีนี้ไม่มีจุดอ่อน

    จำเลยให้การว่าตัวเองใช้โทรศัพท์อยู่คนเดียว ศาลเชื่อเลยหรือ ทุกคนในบ้านที่ก็ต้องนำมาสอบให้หมด ลูกสาว ลูกเขยซึ่งเป็นผู้ให้โทรศัพท์อากงก็ต้องสอบ อย่างน้อยตำรวจก็ต้องสอบเพื่อตัดความน่าจะเป็นอื่นออกให้หมด สืบในทางลับบ้างก็ได้ เพราะถ้าจะมีคนเปลี่ยนซิมก็น่าจะเป็นคนในบ้าน
    ส่วนร้านซ่อมโทรศัพท์ก็น่าส่งสัย แต่อากงไม่น่าจะให้การว่าจำร้านไม่ได้ แต่อย่างว่าแหละ ถ้าร้านซ่อมเป็นคนส่ง จะเปลี่ยนซิมออกทำไม
    อากงแกเพิ่งจะทำความผิดครั้งแรก รอการลงอาญาไว้ได้ไหม แกก็น่าสงสารอยู่นะ

  • Pingback: เรื่องของอากง: Freedom of Speech และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม | Thai Alliance for Human Rights()