ภาษีทรัมป์ 10-12.5% อ้างอิงเรื่อง “แรงงานบังคับ” ยากที่จะเอาชนะจากการสู้คดีคัดค้านต่อศาล

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : reason.com

ขณะที่โลกกำลังประสบวิกฤติน้ำมันที่ราคาพุ่งขึ้นมาเกือบ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัญหาภาษีทรัมป์ก็กลับคืนมาใหม่อีก ทรัมป์เรียกเก็บภาษีทั้งประเทศเป็นมิตรและคู่แข่ง ยิ่งทำให้เศรษฐกิจโลกแปรปรวนมากขึ้น การมีผลใช้ภาษีทรัมป์ครั้งใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐอเมริกาทำสงครามกับอิหร่าน เส้นทางลำเลียงน้ำมันหยุดชะงัก เดือนเมษายน 2025 เมื่อครั้งที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าครั้งแรก ราคาน้ำมันอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ภาษีทรัมป์ยังเล็งที่การค้าไม่เป็นธรรม

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม อัตราภาษีทรัมป์เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีการนำเข้าจากกว่า 80 ประเทศ ในอัตรา 10-12.5% เป็นอัตราที่มาแทนภาษี 10% ที่สหรัฐฯ เก็บจากการนำเข้าจากทั่วโลก หลังจากศาลสูงสหรัฐฯ มีคำพิพากษาว่า อัตราภาษีต่างๆ ที่ทรัมป์เรียกเก็บเป็นโมฆะ ส่วนภาษีทรัมป์ 10% ที่นำมาแทนโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ก็มีอายุแค่ 150 วัน

ภาษีทรัมป์ใหม่ที่ใช้กับประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ทรัมป์อ้างอิงมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษี หากมีหลักฐานว่าประเทศอื่นใช้วิธีการค้าไม่เป็นธรรม ตามปกติ กระบวนการสอบสวนจะใช้เวลานาน แต่รัฐบาลทรัมป์เริ่มไต่สวนเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา และมองกฎหมายนี้เป็นวิธีการนำอัตราภาษีกลับคืนมาใหม่หลังจากที่ศาลไม่เห็นชอบ

การสอบสวนของสหรัฐฯ พุ่งเป้าไปสิบกว่าประเทศรวมทั้งสหภาพยุโรป ต่อความกังวลที่ประเทศเหล่านี้ ไม่ได้ดำเนินการที่จะจำกัดการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งประกอบด้วยแรงงานทาสและการใช้แรงงานบังคับอื่นๆ อัตราภาษีที่ 10% หรือ 12.5% ขึ้นกับว่าประเทศนั้นได้ดำเนินการมากน้อยขนาดไหนเรื่องแรงงานบังคับ

ประเทศถูกเก็บภาษีแรงงานบังคับ อัตรา 10% และ 12.5% ที่มาภาพ : New York Times

แต่ Kaja Kallas กรรมธิการต่างประเทศชอง EU กล่าวว่า เรื่องแรงงานบังคับไม่สามารถนำมาใช้กับ EU หากเปรียบเทียบกฎหมายแรงงานของ EU กับสหรัฐฯ กฎหมาย EU ให้มีการจ่ายค่าจ้าง ในช่วงการลาพักงาน EU ได้กำหนดเงื่อนไขที่ดี แก่การทำงานของพนักงาน ดังนั้น ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯจึงไม่สมเหตุสมผล

ส่วนการไต่สวนเรื่องที่ 2 เกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯเรียกว่า “กำลังการผลิตล้นเกิน” (excess capacity) หรือกำลังการผลิตล้นเกินในบางอุตสาหกรรม จะเน้นประเทศคู่ค้าสำคัญ 16 ประเทศ เช่น จีน ประเทศในเอเชียและ EU แต่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องอัตราภาษี

ประเทศที่อาจถูกเก็บภาษีการผลิตล้นเกิน ที่มาภาพ : New York Times

จะชนะการสู้คดีทางศาลหรือไม่

Peterson Institute for International Economics (PIIE) ได้นำเสนอบทความชื่อ Trump’s new tariffs over forced labor are unlikely to survive a court challenge โดยกล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนเหตุผลการเรียกเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้า จากเดิมเป็นเรื่องภาวะฉุกเฉินของประเทศ มาเป็นปัญหาการขาดดุลการค้า ล่าสุด การเก็บภาษีทรัมป์มาจากเหตุผลเรื่องการใช้แรงงานบังคับ

การเก็บภาษีเพื่อต่อสู้กับการใช้แรงงานบังคับ ทำให้เกิดการหยิบยกคำถามขึ้นมาอีกครั้งว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯมีอำนาจทางกฎหมายหรือไม่ ในการกำหนดและดำเนินการเรื่องอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ให้อำนาจแก่รัฐสภาในเรื่องนี้

คำตอบคือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในเรื่องนี้ และตามรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐสภาก็ไม่สามารถโอนอำนาจเรื่องนี้ไปให้กับประธานาธิบดีด้วย เรื่องอัตราภาษีใหม่ล่าสุดจึงเป็นอีกกรณีหนึ่งของการดำเนินการในสิ่งที่ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจ หากมีการสู้คดีทางศาลเพื่อคัดค้าน ศาลสูงสหรัฐฯ คงจะตัดสินว่า อัตราภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เดือนเมษายน 2025 ทรัมป์พยายามครั้งแรกในการใช้อัตราภาษีกับประเทศทั่วโลกในสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า “ภาษีวันปลดปล่อย” (Liberation Day tariffs) โดยอ้างอิงกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Power) แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ศาลสูงตัดสินว่าผิดกฎหมาย ทรัมป์จึงประกาศเก็บภาษีอัตรา 10% ชั่วคราว โดยอ้างปัญหาขาดดุลการค้าภายใต้กฎหมาย Trade Act 1974 ภาษีนี้หมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา

เมื่อการหมดอายุของภาษีใกล้เข้ามา เดือนมิถุนายน 2026 รัฐบาลทรัมป์เสนอเก็บภาษี 10% และ 12.5% กับสินค้าจาก 60 ประเทศ ภายใต้ข้อกล่าวหาตามกฎหมาย Trade Act 1974 เรื่องประเทศเหล่านี้ ไม่สามารถป้องกันการนำเข้าสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับ แต่มีปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งจากภาษีนี้ นอกจากการขาดอำนาจทางกฎหมายแล้ว คือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการใช้อัตราภาษีที่ใช้กว้างขวาง นักวิจัยของ Federal Reserve Bank of New York ระบุว่า คนอเมริกันทั้งในฐานะผู้บริโภคและนักธุรกิจ เป็นฝ่ายแบกรับ 90% ของต้นทุนเพิ่มขึ้น

ที่มาภาพ : politico.com

นอกจากนี้ ไม่มีเหตุผลเชื่อได้ว่า อัตราภาษีใหม่จะช่วยลการใช้แรงงานบังคับในต่างประเทศ การมีอัตราภาษี 2 แบบ ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาเรื่องวัตถุประสงค์ของอัตราภาษีใหม่ ทำไม 60 ประเทศที่เป็นเป้าหมายของการเก็บภาษีจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศที่มีกฎหมายเรื่องแรงงานบังคับ ใช้อัตราภาษี 10% กับประเทศที่ไม่มีกฎหมายนี้ ใช้อัตรา 12.5%

การขาดความหลากหลายในการแบ่งกลุ่มประเทศแสดงว่า เป้าหมายหลักของภาษีรัฐบาลทรัมป์คือ การรักษาอัตราภาษีที่จะใช้กับทั่วโลก มากกว่าเรื่องปัญหาแรงงานบังคับ หากเป็นเรื่องแรงงานบังคับจริง คงต้องมีการจัดกลุ่มประเทศหลากหลายมากกว่านี้

นิตยสาร Forbes รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม มีธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ ได้ฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ แล้ว (US Court of International Trade) เรื่องภาษีทรัมป์ที่อ้างแรงงานบังคับ โดยกล่าวว่า การอ้างการอัตราภาษีตามกฎหมายมาตรา 301 เป็นการใช้ภาษีแบบครอบคลุม ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 301 ให้อำนาจแก่การแก้ไขปัญหาการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ของประเทศใดประทศหนึ่ง แต่ไม่ใด้ให้อำนาจแบบอิสระ ในการกำหนดภาษีนำเข้าแบบกว้างขวาง รัฐบาลทรัมป์ไม่สามารถอธิบายได้ว่า จะสามารถแก้ปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ และทำไมจึงใช้อัตราภาษีแทบจะเหมือนกันกับ 60 ประเทศ

การฟ้องร้องทางศาลนำโดยกลุ่มสนับสนุนทางกฎหมายชื่อ Liberty Justice Center ที่เคยเป็นหัวหอกการฟ้องคดีภาษีทรัมป์ครั้งแรกมาแล้ว จนศาลสูงสหรัฐฯ พิพากษาว่า ภาษีทรัมป์ผิดกฎหมาย

เอกสารประกอบ

New Tariffs as Old Ones Expire, July 24, 2026, nytimes.com

Trump’s new tariffs over forced labor are unlikely to survive a court challenge, July 23, 2026, Peterson Institute for International Economics

First Lawsuit Filed Against Trump’s New Tariff, Jul 24, 2026, forbes.com