การเงินสีเขียวเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของชุมชนและธรรมชาติ

กฤษฎา บุญชัย

วิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก กำลังผลักดันให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นภารกิจสำคัญของประชาคมระหว่างประเทศ ขณะที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณสาธารณะและภาระหนี้ทำให้ระบบการเงินมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการระดมและจัดสรรทรัพยากรเพื่อรับมือวิกฤตดังกล่าว

การสัมมนาเรื่อง Financing a Resilient Green Economy สะท้อนความก้าวหน้าของแวดวงการเงินในการพัฒนาเครื่องมือรองรับการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการจัดหมวดหมู่กิจกรรมเศรษฐกิจสีเขียว การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน การบริหารความเสี่ยง และการระดมทุนภาคเอกชน ความพยายามเหล่านี้มีความสำคัญต่อการขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาด การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และการฟื้นฟูระบบนิเวศ

หลักเกณฑ์ในการจัดสรรเงินทุนยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดว่ากิจกรรมใดมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ความรู้ของใครได้รับการยอมรับ และใครมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของพื้นที่และทรัพยากร การพัฒนาการเงินสีเขียวจึงสัมพันธ์กับคำถามเรื่องความเป็นธรรม สิทธิ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

เศรษฐกิจดำรงอยู่ภายในสังคม ขณะที่สังคมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างพึ่งพาระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวจึงขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความเข้มแข็งของชุมชน และความสามารถของผู้คนในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

ธรรมชาติมีคุณค่ามากกว่าที่ตลาดประเมินได้

ระบบการเงินอาศัยข้อมูลต้นทุน ผลตอบแทน กระแสเงินสด และความเสี่ยงเพื่อประเมินความเหมาะสมของการลงทุน แต่คุณค่าของธรรมชาติและความสัมพันธ์ทางสังคมมีความหลากหลายเกินกว่าจะสะท้อนผ่านราคาตลาดได้ทั้งหมด

ป่าต้นน้ำแห่งหนึ่งอาจได้รับการประเมินจากความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน การรักษาคุณภาพน้ำ หรือการลดความเสียหายจากน้ำท่วม ขณะที่ชุมชนซึ่งดำรงชีวิตสัมพันธ์กับป่ามาหลายชั่วอายุคนอาจให้ความสำคัญกับป่าในฐานะแหล่งอาหาร พื้นที่เรียนรู้ ระบบความรู้เกี่ยวกับพืชและสัตว์ ตลอดจนพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงความทรงจำของผู้คนเข้ากับธรรมชาติ

เมื่อป่าเสื่อมโทรม ความเสียหายจึงเกิดขึ้นทั้งต่อความมั่นคงทางอาหาร ความสัมพันธ์ทางสังคม และการสืบทอดความรู้ระหว่างคนรุ่นต่าง ๆ ความสูญเสียบางลักษณะไม่อาจฟื้นคืนได้ด้วยเงินชดเชย

ความแตกต่างของระบบคุณค่านี้มีผลต่อการเข้าถึงเงินทุน การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นบ้าน หรือการดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำ ล้วนสร้างประโยชน์สาธารณะในระยะยาว แต่กิจกรรมเหล่านี้อาจไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับชำระคืนเงินกู้ หากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเป็นเงื่อนไขหลัก กิจกรรมที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชีวิตและระบบนิเวศย่อมมีโอกาสได้รับการสนับสนุนน้อยกว่าที่ควร

การออกแบบเครื่องมือทางการเงินจึงต้องสอดคล้องกับลักษณะของคุณค่าที่ต้องการสร้างและรักษา โครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าอาจเหมาะสมกับสินเชื่อหรือเงินลงทุนภาคเอกชน ขณะที่การฟื้นฟูระบบนิเวศซึ่งสร้างประโยชน์สาธารณะสูงแต่มีรายได้เชิงพาณิชย์จำกัด จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนผ่านงบประมาณสาธารณะ เงินให้เปล่า หรือเงินทุนผสมที่เหมาะสมกับภารกิจ

เงินทุนกับอำนาจในการกำหนดอนาคต

การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นภายในสังคมที่มีระบบกรรมสิทธิ์ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอยู่ก่อนแล้ว ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านสีเขียวจึงขึ้นอยู่กับการถือครองทรัพยากร กระบวนการตัดสินใจ และการกระจายผลประโยชน์ควบคู่กับประสิทธิภาพของเทคโนโลยี

โครงการพลังงานหมุนเวียนที่ดำเนินการโดยบริษัทขนาดใหญ่กับระบบพลังงานที่ชุมชนร่วมเป็นเจ้าของอาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เช่นเดียวกัน แต่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นแตกต่างกัน การลงทุนโดยบริษัทอาจสร้างงานและรายได้ผ่านการจ้างงานหรือการชดเชย ส่วนการลงทุนที่ชุมชนร่วมเป็นเจ้าของเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทในการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์จากรายได้ และการวางแผนพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว

สิทธิชุมชนจึงมีความสำคัญต่อการกำหนดอนาคตของพื้นที่ โดยครอบคลุมการจัดการทรัพยากร การรักษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ตลอดจนการตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อชุมชน สำหรับชนพื้นเมือง มาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศยังให้ความสำคัญกับสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง และหลักความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลครบถ้วน หรือ FPIC ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและดินแดนของชนพื้นเมือง

หลักการเหล่านี้สามารถนำมาพัฒนาเงื่อนไขการลงทุน ตั้งแต่การตรวจสอบสิทธิในที่ดินและทรัพยากร การประเมินผลกระทบทางสังคม กระบวนการตัดสินใจที่มีความหมาย ตลอดจนการกำหนดรูปแบบกรรมสิทธิ์และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

สถาบันการเงินยังสามารถสนับสนุนสหกรณ์พลังงาน กองทุนชุมชน เกษตรนิเวศ และวิสาหกิจที่ชุมชนบริหารจัดการ โดยพัฒนาเงื่อนไขเงินทุนให้สอดคล้องกับลักษณะกิจการและความสามารถของชุมชน พร้อมทั้งคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำภายในชุมชน เพื่อให้ผู้หญิง เยาวชน และกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองจำกัดเข้าถึงโอกาสและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างเท่าเทียม

เมื่อธรรมชาติมีคุณค่าในตัวเอง

การประเมินทุนธรรมชาติและบริการของระบบนิเวศช่วยทำให้คุณค่าของธรรมชาติปรากฏในกระบวนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติยังมีความหมายที่หลากหลายทางวัฒนธรรมและจริยธรรม

ในหลายสังคม แม่น้ำ ป่าไม้ ภูเขา และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มีความหมายในฐานะส่วนหนึ่งของความทรงจำ อัตลักษณ์ ความเชื่อ และข้อปฏิบัติที่กำหนดความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ความสัมพันธ์เหล่านี้สะท้อนวิธีคิดที่ให้ความสำคัญกับการดำรงอยู่ร่วมกันของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น

แนวคิดสิทธิของธรรมชาติ หรือ Rights of Nature เสนอให้ยอมรับว่าระบบนิเวศมีคุณค่าในตัวเอง และควรได้รับการคุ้มครองในการดำรงอยู่ การฟื้นฟู และการรักษากระบวนการทางนิเวศ แม้การรับรองสิทธิดังกล่าวยังมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่หลักคิดนี้ได้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบของสังคมต่อธรรมชาติให้ลึกซึ้งขึ้น

สำหรับการเงินสีเขียว การยอมรับคุณค่าของธรรมชาติในตัวเองมีผลต่อการกำหนดเงื่อนไขการลงทุน โครงการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากอาจก่อผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ หรือสิทธิของชุมชนในพื้นที่ดำเนินการ การประเมินความยั่งยืนจึงต้องพิจารณาผลกระทบหลายด้านร่วมกัน โดยเฉพาะความเสียหายรุนแรงหรือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจฟื้นคืนได้

ระบบจัดหมวดหมู่กิจกรรมเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Taxonomy ควรพัฒนาควบคู่กับหลักการไม่ก่ออันตรายอย่างมีนัยสำคัญ และมาตรการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนคำนึงถึงทั้งเป้าหมายด้านภูมิอากาศ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ

ใครก่อวิกฤติ ใครรับความเสี่ยง

ความสามารถในการรับมือความเสี่ยงจากวิกฤติภูมิอากาศแตกต่างกันตามฐานะทางเศรษฐกิจ สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร และอำนาจต่อรองในสังคม เกษตรกรรายย่อยอาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งหรือน้ำท่วมโดยมีเงินออมและหลักประกันจำกัด ชุมชนชายฝั่งอาจสูญเสียพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ขณะที่ผู้คนจำนวนมากซึ่งมีส่วนก่อวิกฤติในระดับต่ำกลับต้องแบกรับความเสียหายสูง

ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Justice ให้ความสำคัญกับความแตกต่างด้านความรับผิดชอบต่อการก่อวิกฤติและขีดความสามารถในการรับมือ ทั้งระหว่างประเทศและระหว่างกลุ่มคน การจัดสรรเงินทุนเพื่อการปรับตัว รวมถึงการรับมือความสูญเสียและความเสียหาย จึงควรพิจารณาภาระหนี้และความสามารถในการชำระคืนของผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการใช้เงินให้เปล่าและเงินทุนสาธารณะเพื่อสนับสนุนผู้ที่มีทรัพยากรจำกัด

การเงินเพื่อการปรับตัวควรสนับสนุนการจัดการน้ำ ระบบอาหาร การฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่ง และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยให้ชุมชนมีบทบาทกำหนดความต้องการและวิธีใช้เงินทุนตามสภาพความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่

การประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินควรครอบคลุมทั้งผลกระทบจากวิกฤติภูมิอากาศที่มีต่อฐานะทางการเงิน และผลกระทบจากกิจกรรมที่ได้รับเงินทุนต่อผู้คนและระบบนิเวศ แนวคิดการพิจารณาสาระสำคัญสองด้าน หรือ Double Materiality สามารถช่วยให้การเปิดเผยข้อมูลครอบคลุมผลกระทบทั้งสองลักษณะ ควบคู่กับการตรวจสอบความรับผิดชอบและการเยียวยาผลกระทบอย่างมีประสิทธิผล

ออกแบบการเงินใหม่บนฐานความเป็นธรรมและนิเวศ

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และระบบนิเวศ ความร่วมมือด้านการเงินสีเขียวจึงควรพัฒนามาตรฐานและเครื่องมือที่คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละประเทศและพื้นที่ พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการลงทุน

การพัฒนาระบบการเงินสีเขียวสามารถต่อยอดผ่านการรับรองสิทธิชุมชน การคุ้มครองระบบนิเวศ การสนับสนุนกลไกการเงินระดับชุมชน และการลงทุนด้านการเรียนรู้ของเยาวชน เกษตรกร และผู้ดูแลรักษาทรัพยากร โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน ภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม

แนวทางดังกล่าวสามารถพัฒนาสู่กรอบการเงินเพื่อความเป็นธรรมทางภูมิอากาศและนิเวศ หรือ Just and Ecological Finance ซึ่งเชื่อมโยงความเป็นธรรมในการกระจายผลประโยชน์และความรับผิดชอบ สิทธิของชุมชนในการกำหนดอนาคต และการยอมรับคุณค่าของธรรมชาติในตัวเอง เข้ากับการจัดสรรเงินทุนและการตัดสินใจลงทุน

การพัฒนากรอบคิดนี้สามารถต่อยอดเครื่องมือ Green Finance ที่มีอยู่ผ่านมาตรฐานการลงทุนที่เคารพสิทธิ เงินทุนที่เหมาะสมกับกิจกรรมสร้างประโยชน์สาธารณะ กลไกการเงินที่ชุมชนมีส่วนเป็นเจ้าของ และการเปิดเผยข้อมูลผลกระทบที่ตรวจสอบได้

ความก้าวหน้าของการเงินสีเขียวได้ทำให้เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมมีบทบาทในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจมากขึ้น การพัฒนาต่อจากนี้จำเป็นต้องขยายความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าและความมั่งคั่งให้ครอบคลุมความเป็นธรรมทางสังคม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

ความมั่งคั่งของสังคมในระยะยาวขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษารากฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิต ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ความสัมพันธ์ทางสังคม และสิทธิของผู้คนในการกำหนดอนาคตของตนเอง การเงินสีเขียวจะมีความหมายต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง เมื่อการจัดสรรทุนช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาความเป็นธรรมระหว่างผู้คน ชุมชน ธรรมชาติ และคนรุ่นอนาคต