
ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์
‘ACT’ กางงบป้องกันน้ำท่วม กทม. 10 ปี พบมีมากกว่า 9,500 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 8.6 หมื่นล้านบาท “ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ” จี้ผู้ว่า กทม.เร่งตรวจสอบความคุ้มค่า – เคลียร์โครงการค้างท่อก่อนตั้งงบใหม่
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดยนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรฯ เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กเพจส่วนตัว ในหัวข้อ “งบป้องกันน้ำท่วม กทม. กว่า 7.8 พันล้านบาทต่อปี : โกงกิน – ทิ้งขว้างหรืออะไรกันแน่?” สาระสำคัญโดยสรุป ว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2559-2569) กรุงเทพมหานคร หรือ “กทม.” ใช้งบประมาณเพื่อป้องกันน้ำท่วมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท เฉลี่ย 7.8 พันล้านบาทต่อปี รวมทั้งหมด 9,536 โครงการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอุโมงค์ เขื่อน/ทางเท้า/ราวกันตก หรือ ระบบระบายน้ำ แนวป้องกันน้ำท่วม สร้างสถานี/บ่อ/เครื่องสูบน้ำ ขุดลอกคลอง แก้มลิง ฯลฯ วัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เช่น รถ เรือ ฯลฯ
ข้อมูลจาก ACT Ai พบว่า งบประมาณป้องกันน้ำท่วมของ กทม.ในยุค พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ ช่วงปี 2559 – 2565 ใช้งบประมาณโดยเฉลี่ยปีละ 6.7 พันล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 8.6 ของงบประมาณประจำปี ขณะที่ยุคนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ ช่วงปี 2566 – 2569 ใช้งบประมาณ เฉลี่ยปีละ 1.15 หมื่นล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 12.2 ของงบประมาณประจำปี โดยแยกประเภทโครงการได้ตามตารางภาพด้านล่าง

“ผมเชื่อว่าการใช้จ่ายจริงของ กทม. จะมากกว่านี้ แต่การรวบรวมให้ครบถ้วนทำได้ยาก เพราะ ชื่อเรียกโครงการถูกตั้งขึ้นแตกต่างหลากหลายมาก อีกทั้งแต่ละภารกิจยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และค่าบริหารจัดการแฝงอีกจำนวนหนึ่ง ผลจากน้ำท่วมครั้งนี้ กทม.จะต้องลงทุนเพิ่มอีกนับแสนล้านบาทในเร็ววัน แต่ทำอย่างไรให้ชาว กทม.มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เช่นปีนี้อีกในอนาคต” นายมานะ กล่าว
นายมานะ กล่าวต่อว่า เมื่อเผชิญน้ำท่วมหนัก มักมีคำถามเสมอจากชาว กทม. เช่น ทำไมน้ำยังท่วมแม้อยู่ในพื้นที่แนวอุโมงค์ระบายน้ำ แก้มลิง ทำไมไม่สร้างเพิ่ม เครื่องสูบน้ำซื้อบ่อย แต่พอน้ำท่วมใช้งานจริงได้ไม่กี่เครื่อง ไม่เห็นทำจริงตามที่บอกว่าพร่องน้ำในคลองก่อนฝนหนัก เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นความทุกข์ที่มาพร้อมความกังวลของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จากปัญหานี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจากปัญหาซ้ำซาก ในเมื่องบประมาณเหล่านี้คือเงินภาษีของประชาชน ทุกคนย่อมต้องการคำตอบและการแก้ไข สิ่งจำเป็นคือการชี้แจง และเปิดเผยให้กระจ่างอย่างทันท่วงทีจากผู้บริหาร กทม. แต่ที่จะขาดไม่ได้ คือ ต้องมีการตรวจสอบจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อ “ป้องปราม” มิให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่า เพราะคอร์รัปชัน ความด้อยประสิทธิภาพ หรือ ความไม่ทุ่มเทใส่ใจของผู้มีอำนาจใน กทม.

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ยังได้เสนอแนะ “แนวปฏิบัติ” ให้ภาคประชาชนร่วมติดตามตรวจสอบ โดยเริ่มจากการตั้งเป็นประเด็นเรียนรู้ร่วมกันถึงโครงการ และงบประมาณที่ใช้จ่ายไปอย่างน้อยใน 6 ข้อต่อไปนี้
(1) เกิดประโยชน์คุ้มค่าตามเป้าหมายหรือไม่
(2) ได้ดำเนินไปแล้วเสร็จตามแผนหรือไม่
(3) เกิดประสิทธิภาพตามแผนของโครงการหรือไม่
(4) การซ่อมบำรุงได้ทำอย่างถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่
(5) การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ประสิทธิภาพ ทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่
และที่เป็นหัวใจสำคัญยิ่ง (6) ที่กล่าวมาทั้งห้าข้อนั้น มีข้อกังวลว่ามีคอร์รัปชัน หรือ เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในขั้นตอนใดหรือไม่ ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงการซ่อมบำรุง และการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลากรเพราะหากปรากฎว่ามีโครงการที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หรือมีการใช้งานอย่างไม่เต็มความสามารถ ผลย่อมหมายถึงความไม่คุ้มค่า และความเสียหายเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชน
ข้อมูลและคำถามทั้งหมดนี้ควรมีการวิเคราะห์ ถอดบทเรียน และกำหนดมาตรการป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องว่างจากการคอร์รัปชัน ก่อนที่จะลงทุนอีกมหาศาลต่อไป และยังประโยชน์ย่อมเกิดกับทุกฝ่ายแน่นอน หากมาร่วมมือกันคิดแก้ไขเสียแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้ทุกคนเดือดร้อนเสียก่อนแล้วมาชี้หน้าหาคนผิด

“การที่ท่านผู้ว่าฯจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก และเลือกทิศทางการลงทุน ย่อมสะท้อนความตั้งใจของผู้บริหารกทม.ว่าให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วมในทางป้องกัน แต่จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลจริงในแง่การใช้เงิน และดำเนินการแล้วเสร็จ ไม่ค้างคา จนประชาชนต้องเดือดร้อนเมื่อน้ำท่วม ถึงเวลาที่ผู้บริหาร กทม.จะต้องเร่งติดตามตรวจสอบโครงการเหล่านี้ด้วย ก่อนตั้งงบประมาณใหม่ เพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในอีกไม่นานวันนี้” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าว




