มากกว่าเงินทุน คือการเข้าใจธุรกิจ : EXIM BANK สู่บทบาท Business Partner ในวันที่ตลาดโลกเปลี่ยนเร็ว

ในวันที่โลกการค้าเปลี่ยนเร็วขึ้น ความท้าทายของผู้ประกอบการไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องต้นทุนหรือเงินทุน แต่ครอบคลุมตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กฎระเบียบทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ผันผวน ไปจนถึงการแข่งขันและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องบริหารทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยง และโอกาสทางธุรกิจไปพร้อมกัน คำถามสำคัญในเวลานี้จึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ธุรกิจต้องการเงินทุนเท่าไร” แต่คือ “ธุรกิจต้องการอะไรเพื่อเดินต่อ”

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ในฐานะ Export Co-pilot ของผู้ประกอบการไทย จึงเดินหน้าโครงการ EXIM เยี่ยมลูกค้า สร้างโอกาส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด และนำข้อมูลจากหน้างานมาพัฒนามาตรการและบริการทางการเงินให้ตอบโจทย์แต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างตรงจุด เพราะธุรกิจแต่ละประเภทได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน การสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจสถานการณ์จริงของลูกค้า

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า บทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่และพูดคุยกับผู้ประกอบการ SMEs ในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่องคือ ผู้ประกอบการแต่ละรายมีจุดแข็งและโจทย์แตกต่างกัน บางรายมีคำสั่งซื้อและต้องการเงินทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต บางรายมีสินค้าที่มีศักยภาพแต่ยังต้องการตลาดหรือคู่ค้าใหม่ ขณะที่บางธุรกิจกำลังมองหาวิธีรับมือกับความเสี่ยง กฎระเบียบทางการค้า หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า การสนับสนุน SMEs ในวันนี้ไม่สามารถใช้คำตอบเดียวกับทุกธุรกิจได้

ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของ EXIM BANK พบว่า ผู้ประกอบการเกือบทุกรายได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงและปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการทางการค้าและกติกาสากลที่เข้มข้นขึ้น ขณะที่กว่า 70% เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ พลังงาน และแรงงาน โดย 80% ของผู้ประกอบการต้องการการสนับสนุนด้านเงินทุนและสภาพคล่อง

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังคงมองหาโอกาสในการเติบโต โดยเกือบ 55% มีแผนขยายตลาดหรือหาฐานลูกค้าใหม่ และอีกเกือบ 50% ให้ความสำคัญกับการยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวทางความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การนำระบบอัตโนมัติและ AI มาใช้ ตลอดจนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้ความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการไม่ได้มีเพียงโจทย์เรื่อง “การอยู่รอด” แต่ยังมีโจทย์เรื่อง “การเติบโต” อยู่พร้อมกัน การสนับสนุนจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการช่วยให้ธุรกิจผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ต้องช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาศักยภาพและพร้อมคว้าโอกาสเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

“หนึ่งในสัญญาณที่เห็นชัดจากการออกเยี่ยมลูกค้าคือ แรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาพลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี และค่าระวางเรือที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ขณะที่เส้นทางขนส่งสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปยังส่งผลให้ทั้งต้นทุนและระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น แต่ท่ามกลางแรงกดดัน ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเดินหน้าปรับตัว ทั้งการตรึงราคาสินค้าเพื่อรักษาฐานลูกค้า การขยายตลาดใหม่ การขอให้คู่ค้าสั่งซื้อล่วงหน้านานขึ้น รวมถึงการบริหารกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ สิ่งเหล่านี้อาจไม่ปรากฏอย่างครบถ้วนในตัวเลขทางการเงินของบริษัท แต่นี่คือข้อมูลจากหน้างานจริงที่ช่วยให้เรามองเห็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสของลูกค้าได้ชัดเจนขึ้น” กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าว

จาก Financial Partner สู่ Business Partner

นายชลัช กล่าวอีกว่า เมื่อโจทย์ของผู้ประกอบการมีความหลากหลายมากขึ้น บทบาทของสถาบันการเงินจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียง Financial Partner หรือผู้สนับสนุนด้านเงินทุน ไปสู่การเป็น Business Partner ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เรามีอะไรให้ลูกค้า” แต่เริ่มจากคำถามว่า “ธุรกิจของลูกค้ากำลังขาดอะไร” สอดคล้องกับแนวคิด “3 เติม” ของ EXIM BANK ได้แก่ เติมความรู้ เติมโอกาส และเติมเงินทุน ซึ่งเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการให้ครอบคลุมมากกว่าการเข้าถึงสินเชื่อ

กรณีที่ผู้ประกอบการต้องการองค์ความรู้เพื่อยกระดับธุรกิจ EXIM BANK พร้อม “เติมความรู้” ผ่านหลักสูตรอบรม การให้คำปรึกษา และความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วน เพื่อเสริมศักยภาพและเพิ่มความพร้อมในการแข่งขัน เมื่อธุรกิจมีศักยภาพและพร้อมออกไปสู่ตลาดใหม่ EXIM BANK พร้อม “เติมโอกาส” ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่าย ตลาด และคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นช่องทางการเติบโตที่กว้างขึ้น และเมื่อโอกาสมาถึงแต่ธุรกิจยังต้องการแรงส่ง EXIM BANK พร้อม “เติมเงินทุน” ผ่านสินเชื่อและบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกิจการ

สำหรับผู้ประกอบการที่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และต้องการการสนับสนุนด้านเงินทุนและสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง EXIM BANK
มีมาตรการและเครื่องมือทางการเงินเพื่อช่วยรองรับความจำเป็นของแต่ละธุรกิจ ทั้งการขยายระยะเวลาชำระหนี้สูงสุด 365 วัน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิมในช่วงที่ได้รับการขยายเวลา รวมถึงสนับสนุนสินเชื่อเพิ่มเติมด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษไม่เกิน 3.99% ต่อปี

“เป้าหมายของเราไม่ได้อยู่เพียงการช่วยให้ผู้ประกอบการผ่านวิกฤต แต่คือการรักษาสภาพคล่องให้ธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อได้ และมีแรงเพียงพอที่จะกลับมามองหาโอกาสใหม่ในตลาดโลก เพราะบทบาท Export Co-pilot สำหรับเราไม่ได้หมายถึงผู้ที่จะเข้ามาขับเครื่องบินแทนนักบิน แต่คือคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองเห็นเส้นทางเดียวกัน ช่วยประเมินสถานการณ์ เตือนเมื่อมีความเสี่ยง และช่วยมองหาเส้นทางใหม่เมื่อมีโอกาส” นายชลัช กล่าว

เสียงของลูกค้า คือบทเรียนของทั้งองค์กร

นายชลัช กล่าวว่า สิ่งที่ EXIM BANK ได้รับกลับมาจากการลงพื้นที่จึงไม่ได้มีเพียงข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของลูกค้า แต่คือ “ความเข้าใจ” ที่สามารถนำกลับมาพัฒนาการทำงานของทั้งองค์กร ทั้งความเข้าใจว่าแต่ละอุตสาหกรรมกำลังเผชิญอะไร ผู้ประกอบการกำลังตัดสินใจเรื่องใด และธุรกิจต้องการการสนับสนุนแบบไหนในแต่ละช่วงเวลา

ข้อมูลจากหน้างานเหล่านี้สามารถนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และแนวทางการทำงานของธนาคารให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว เพราะการเป็น Business Partner ที่ดีไม่ได้หมายถึงการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำสิ่งที่ได้ยินจากลูกค้ามาเปลี่ยนเป็นการสนับสนุนที่เกิดขึ้นจริง

ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อ EXIM BANK ก็ไม่ได้เกิดจากบุคลากรเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งองค์กร ตั้งแต่ทีมที่ดูแลลูกค้า ทีมสินเชื่อ ไปจนถึงหน่วยงานสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง เพราะ Export Co-pilot ไม่ใช่เพียงบทบาทของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ที่ออกไปพบลูกค้า แต่คือวิธีคิดในการทำงานของทั้งองค์กร

วัดความสำเร็จจากการเติบโตของลูกค้า

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการ “EXIM เยี่ยมลูกค้า สร้างโอกาส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ไม่ได้วัดเพียงจำนวนลูกค้าที่ได้รับการสนับสนุน หรือวงเงินสินเชื่อที่ธนาคารเข้าไปช่วยเหลือ แต่มองไปถึงผลลัพธ์ว่า สิ่งที่ EXIM BANK ทำสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องที่แข็งแรงขึ้น เพิ่มกำลังการผลิต เข้าถึงตลาดใหม่ และยกระดับศักยภาพในการแข่งขันได้จริงเพียงใด

โจทย์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อมองไปที่ศักยภาพของ SMEs ไทย ซึ่งมีอยู่ราว 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ แต่มีเพียงประมาณ 23,000 ราย หรือไม่ถึง 1% ที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกได้จริง แม้ในไตรมาสแรกของปีนี้ มูลค่าส่งออกของ SMEs จะเติบโตกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 15% ของมูลค่าส่งออกรวมของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่ายังมี SMEs อีกจำนวนมากที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดและเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้เต็มที่

ขณะเดียวกัน โครงสร้างการส่งออกของไทยยังสะท้อนช่องว่างดังกล่าวอย่างชัดเจน เมื่อ SMEs มีสัดส่วนเกือบ 80% ของจำนวนผู้ส่งออกทั้งหมด แต่สร้างมูลค่าส่งออกได้เพียงประมาณ 10% ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ซึ่งมีสัดส่วนราว 20% กลับสร้างมูลค่าส่งออกได้มากกว่า 90% ของประเทศ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่บทบาทของ EXIM BANK ต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้สนับสนุนเงินทุน จากการช่วยให้ธุรกิจ “เข้าถึงเงินทุน” สู่การช่วยให้ธุรกิจ “เข้าถึงโอกาส” จากการแก้โจทย์ของวันนี้ สู่การเตรียมความพร้อมสำหรับโจทย์ของวันข้างหน้า และจากการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน สู่การเป็นพันธมิตรที่พร้อมเดินหน้าไปกับผู้ประกอบการในทุกจังหวะของการเติบโต

“เราจะไม่วัดความสำเร็จเพียงว่า EXIM BANK สนับสนุนเงินทุนไปเท่าไร แต่มองต่อไปว่า เงินทุน ความรู้ และเครื่องมือของเรา ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต แข่งขัน และก้าวออกไปคว้าโอกาสใหม่บนเวทีโลกได้มากขึ้นเพียงใด เพราะเมื่อธุรกิจเติบโต แข่งขันได้ และก้าวออกไปสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นคง นั่นคืออีกหนึ่งความสำเร็จของ EXIM BANK” นายชลัช กล่าว