CIMB THAI มองไตรมาส 3 ผันผวน ชี้จังหวะเก็บ “หุ้นคุณภาพ-สินทรัพย์ทางเลือก” รับอานิสงส์เมกะเทรนด์ AI

จิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองไตรมาส 3 ผันผวน แต่เป็นจังหวะลงทุนหุ้นคุณภาพ กระจายสินทรัพย์ทางเลือก เสริมโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว ชี้ AI ยังหนุนการเติบโต

นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองการลงทุนในไตรมาส 3 ว่า ตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มผันผวนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และระดับมูลค่าประเมิน (Valuation) ของสินทรัพย์เสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง ส่งผลให้Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน พร้อมแนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของพอร์ต

สำหรับปัจจัยแรก ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก แต่คาดว่าไม่เกิน 1 ครั้งในปีนี้ จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นการบริหารจัดการเงินเฟ้อในระยะสั้น ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-side Inflation) ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายลงเมื่อห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ

อีกปัจจัยที่ต้องติดตาม คือระดับมูลค่าประเมินของสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง จากความคาดหวังต่อการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจทำให้ตลาดมีความผันผวนเป็นระยะ หากผลประกอบการหรือข้อมูลเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์

อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังไม่เกิดภาวะฟองสบู่ เมื่อพิจารณาจาก 3 ประเด็นหลักคือ หนึ่ง เทคโนโลยียังมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง สามารถลงทุนต่อได้ สอง แม้มีการกู้ยืมเพื่อนำเงินมาลงทุนรวมทั้งการออกตราสารหนี้ แต่ระดับหนี้สินยังไม่เกิน และสามยังไม่เปิดวงจร Easy Money หรือการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

“มุมมองการลงทุนไตรมาส 3 ธนาคารยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน เนื่องจากมองว่าการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลตอบแทนในระยะข้างหน้า พร้อมแนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อช่วยลดความผันผวนและเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุน นอกจากนี้ ไตรมาส 3 จะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ มีโอกาสที่รัฐบาลทรัมป์จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และอาจเป็นอีกแรงหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วงครึ่งปีหลัง” จิรไพบูลย์ กล่าว

ทั้งนี้ แม้ในไตรมาส 2 ตลาดการลงทุนจะได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและสร้างความกังวลต่อทิศทางเงินเฟ้อ จนทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ธนาคารมองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นผลกระทบในระยะสั้น และมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายตามการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์

ด้านปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจโลกยังคงมีความยืดหยุ่น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน แม้ว่าการบริโภคอาจเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะทยอยผ่อนคลายลง ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกเติบโตกว่า 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงหนุนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Supply Chain ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ดังกล่าว อาทิ AI Infrastructure, Connectivity, Smart Grid และ Alternative Energy

ส่วนตลาดหุ้นไทย นายจิรไพบูลย์ มองว่าครึ่งปีหลังปรับขึ้นได้อีกไม่มาก เนื่องจากราคาขึ้นไปสูงแล้ว หลังตลาดปรับตัวขึ้นมาเร็วรับข่าวดีราคาน้ำมันปรับลง และปีนี้คาดว่า EPS จะอยู่ที่ 97 บาท/หุ้น จากเดิมคาดไว้ 90 บาท/หุ้น จากการคำนวณบนค่าเฉลี่ย P/E 5 ปีที่ 17.9 เท่า ดัชนี SET ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1,700 จุด ขณะที่ EPS ที่ระดับ 90 บาท/หุ้น ประเมินดัชนี SET ไว้ที่ 1,620-1,615 จุด แต่หากตลาดมี P/E ที่ 15 เท่า คาดว่าดัชนี SET จะอยู่ระหว่าง 1,420-1,540 จุด ดังนั้นจึงให้กรอบ ดัชนีSET ไว้ที่ 1,540 -1,620 จุด ภายในสิ้นปีนี้

นายจิรไพบูลย์ กล่าวว่า กองทุนภายใต้การบริหารของธนาคารไม่ได้ลงทุนหุ้นไทย เนื่องจากกำไรผันผวนตามวัฎจักร ไม่ได้ต่อเนื่องเมื่อเทียบกับตลาดอื่น โดยผลประกอบการไม่มีแนวโน้มขยับขึ้น และกำไรในไตรมาส 1 ปีนี้แตะระดับสูงสุดไปแล้ว โดยกลุ่มน้ำมัน-ปิโตรเคมีได้รับ Stock Gain จากราคาน้ำมันพุ่งสูง และไตรมาสที่เหลือน่าจะเห็น Stock Loss ทั้งนี้ น้ำหนักหุ้นกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมีคิดเป็น 20 กว่า% ของตลาดหุ้นโดยรวม 

ราคาหุ้นปัจจุบันที่ปรับตัวขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เหลือเพียง 4% จึงแนะนำให้ Selective

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ธนาคารแนะนำกองทุน CIMB Signature Series ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การลงทุนภายใต้ภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน ประกอบด้วย SIGNATURE GINCOME กองทุนตราสารหนี้โลก และ SIGNATURE GINGRO กองทุนประเภท Multi-Asset โดยหากดูผลตอบแทนย้อนหลัง กอง SIGNATURE GINCOME สร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ที่ 6.8% ขณะที่กองทุน SIGNATURE GINGRO สร้างผลตอบแทนย้อนหลังนับจากวันจัดตั้งกองทุนเมื่อ 15 ต.ค.2568 ที่ 10.41% (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 18 มิ.ย.2569) ทั้งนี้ ทั้งสองกองทุนเปิดให้ลงทุนได้ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสรับผลตอบแทนและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

สำหรับผู้ที่สนใจการลงทุนและต้องการคำแนะนำเรื่องการลงทุนที่มาพร้อมเอกสิทธิ์เหนือระดับของสมาชิก CIMB Preferred https://www.cimbthai.com/th/preferred/why-us/preferred-banking.html หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ CIMB THAI Care Center 02 626 7777