สิทธิมนุษยชนที่คนไทยไม่ได้เลือก เมื่อภาษีคนในชาติ กลายเป็นสวัสดิการฟรีของคนต่างด้าว

วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์

ท่ามกลางวิกฤติงบประมาณที่ตึงตัวของไทย รัฐบาลมักจะพร่ำบอกให้ประชาชน “ประหยัด” และ “เจียมตัว” แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐกลับรับบทเป็น “ม้าอารี” แบกรับภาระ “สวัสดิการ” ให้แก่ประชากรข้ามชาติอย่างไม่มีขีดจำกัด จนถึงเวลาที่เราต้องตั้งคำถามว่า “นี่คือความเมตตาที่ถูกทาง หรือคือความผิดพลาดทางนโยบายที่กำลังสูบเลือดคนไทยกันแน่?”

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา (วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568) ได้มี “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย” เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคล (เด็ก) ที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่ “อาศัยอยู่ในประเทศไทย” ด้วย นั่นหมายความว่า “เด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยทั้งหลาย” จะมีสิทธิในการรับการศึกษาในประเทศไทย “ฟรี” เท่ากับ “เด็ก” ที่เป็นลูกหลานไทย โดยไม่สนใจว่า “การออกประกาศในครั้งนี้” จะเป็นภาระแก่ “งบประมาณ” ของชาติ และ “ภาษี” ที่คนไทยต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าไร

ผู้เขียนเข้าไปดูใน facebook ชื่อ “ศธ.360 องศา” ซึ่งเข้าใจว่าเป็นของ “กระทรวงศึกษาธิการ” ได้ให้เหตุผลสำคัญในการแก้ไขประกาศ ในครั้งนี้ โดยอ้างว่า “เป็นการคุ้มครองตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ” ซึ่งดำเนินการไปตาม (1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และ (2) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1 – ม.6) รวมทั้ง (3) พันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย (https://web.facebook.com/photo/?fbid=1338765631628016&set=a.635540611950525)

1. The Misinterpretation : กับดักการตีความที่ผิดเพี้ยน

เพื่อให้เข้าใจในข้อเท็จจริงและหลักฐานตามอ้าง ผู้เขียนเข้าไปค้นข้อมูลและพบข้อเท็จจริง ดังนี้

(1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 บัญญัติไว้ว่า “มาตรา 54 รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย……..”

(2) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 “มาตรา 10 การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” และ

(3) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) มี 2 ส่วนที่สำคัญ คือ ใน “มาตรา 28 และ 29” ได้ “รับรองสิทธิในการศึกษาของเด็กทุกคนอายุต่ำกว่า 18 ปี บนพื้นฐานความเสมอภาค โดยรัฐต้องจัดให้มีการศึกษาภาคบังคับระดับประถมฟรี ส่งเสริมการศึกษามัธยมและอุดมศึกษาที่เข้าถึงได้ มุ่งพัฒนาศักยภาพสูงสุดของเด็ก เคารพสิทธิมนุษยชน และปลูกฝังความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม”

ผู้เขียนเข้าใจว่า “ถ้าเราอ่านเฉพาะ “บทบัญญัติ” ที่เขียนไว้ข้างต้น โดยไม่เฉลียวว่า ทั้ง “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” และ “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542” นั้น เป็น “กฎหมายไทย” ที่กล่าวถึง “หน้าที่ของรัฐที่มีต่อ “คนไทย” หรือ “คนชาติ” ไม่ใช่ต่อ “คนทั้งโลก” (ไม่แน่ใจว่า “กฤษฎีกา” หรือ “นิติกร” ในหน่วยงาน จบกฎหมายมาจากสำนักใด ที่ตีความเอื้อไปยังคนทั้งโลกด้วย) ส่วนการอ้างถึง “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child)” ก็ไม่ได้อ่านทั้งฉบับ ซึ่งยังมีอีกมาตรา ที่กระทรวงฯ ไม่ได้อ้าง แต่ตามความเข้าใจของผู้เขียน คือ ทุกประเทศ (ทุกชาติ) เขาอ้างกันทั้งนั้น จนทำให้ไม่มีประเทศไหนเขาสนใจให้สิทธิของคนต่างชาติที่อยู่ในชาติของตนได้ “สิทธิ” เท่าเทียมกับ “คนชาติ” เลย นั่นคือ “มาตรา 4 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก “รัฐภาคีจะต้องดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมาย การบริหาร และมาตรการอื่นๆ ที่เหมาะสมทั้งหมด เพื่อให้เกิดการปฏิบัติสิทธิที่ได้รับการรับรองในอนุสัญญานี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รัฐภาคีจะต้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามทรัพยากรที่มีอยู่ และหากจำเป็น ให้ดำเนินการภายในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ” (Article 4 States Parties shall undertake all appropriate legislative, administrative, and other measures for the implementation of the rights recognized in the present Convention. With regard to economic, social and cultural rights, States Parties shall undertake such measures to the maximum extent of their available resources and, where needed, within the framework of international co-operation.)

ขออนุญาตขีดเส้นใต้ “รัฐภาคีจะต้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามทรัพยากรที่มีอยู่ (States Parties shall undertake such measures to the maximum extent of their available resources)” ซึ่งหมายความว่า “รัฐไทย” จะทำก็ได้ แต่เป็นไปตาม “ทรัพยากร (งบประมาณ)” ที่ประเทศไทยมีอยู่

ทั้งนี้ ไม่รวมถึงอีก 2-3 ประเด็นที่ประเทศไทย ติดอยู่ใน “กับดักการตีความที่ผิดเพี้ยน” เช่นเรื่องของ “แรงงาน” และการ “รักษาพยาบาล” ที่เป็นภาระของรัฐไทยอีกมหาศาล ทั้งในประเด็นของงบประมาณ การแย่งงาน การแย่งสิทธิ์ การใช้ทรัพยากร และการทำลายสิ่งแวดล้อมต่างๆ

รากเหง้าของปัญหาเริ่มจากการที่หน่วยงานรัฐ “หลงทาง” ในการตีความกติการะหว่างประเทศ (เช่น ICCPR และ ICESCR) เรามักถูกทำให้เชื่อว่าการให้สวัสดิการเท่าเทียมกันทุกคนคือหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน แต่ความจริงทางกฎหมายระบุชัดเจนใน ICESCR มาตรา 2 วรรค 3 ว่า ประเทศกำลังพัฒนาสามารถตัดสินใจได้ว่าจะให้สิทธิทางเศรษฐกิจแก่คนต่างด้าวในระดับใด

สิทธิมนุษยชนคือการไม่ละเมิดชีวิตและศักดิ์ศรี แต่ “สวัสดิการรัฐ” คือสิทธิเฉพาะพลเมืองที่เกิดจากภาษีของคนในชาติ การตีความแบบเหมารวมกำลังทำให้เราแบกรับภาระที่แม้แต่ประเทศร่ำรวยยังไม่ทำ ความสำคัญที่รัฐบาลมักมองข้าม คือ “การดูแลคนชาติตนเองเป็น “หน้าที่หลัก” (Primary Duty) ตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการดูแลคนต่างชาติเป็น “ทางเลือกตามทรัพยากรที่มี” (Optional based on resources) ตามอนุสัญญา CRC มาตรา 4”

2. ภาพลักษณ์สวยงามบนเวทีโลก : ราคาที่คนไทยต้องจ่าย

รัฐบาลไทยมักห่วง “หน้าตา” ในเวทีโลก อยากได้คำชมว่าเป็นศูนย์กลางมนุษยธรรมเพื่อสร้าง Soft Power แต่คำชมเหล่านั้นกลับแลกมาด้วยภาษีของประชาชน โดยไม่มีองค์กรสากลใดควักงบประมาณมาช่วยหารแบ่งภาระ เรากำลังเอาเงินที่ควรนำไปเพิ่มสวัสดิการครูและหมอไทย ไปจ่ายเป็น “ค่าตั๋ว” เพื่อให้ผู้นำได้ไปยืนยิ้มหน้ากล้องในที่ประชุมสหประชาชาติเท่านั้น

ความสับสนที่เกิดขึ้นในไทยมักมาจากคำว่า “ไม่เลือกปฏิบัติ” (Non-discrimination) ในอนุสัญญาต่างๆ ซึ่งบางฝ่ายนำไปตีความว่าต้องให้ “สวัสดิการ” เท่ากันทุกคน แต่มันมีเส้นแบ่งตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศดังนี้

  • สิทธิที่ต้องให้ทุกคน : คือสิทธิในชีวิต การไม่ถูกซ้อมทรมาน การได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (สิทธิพลเมือง)
  • สิทธิที่รัฐจัดให้ตามทรัพยากร : คือสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ซึ่งรวมถึง “สวัสดิการรัฐ” โดยอนุสัญญานี้ (ในมาตรา 2 วรรค 3) ระบุไว้ชัดเจนว่า “ประเทศกำลังพัฒนา… อาจตัดสินใจได้ว่าจะให้การรับรองสิทธิทางเศรษฐกิจแก่ผู้ที่ไม่ใช่คนในบังคับของตน (คนต่างชาติ) ในขอบเขตระดับใด”
  • หมายความว่า “กฎหมายระหว่างประเทศ “ไม่ได้บังคับ” ให้รัฐต้องแบกรับสวัสดิการคนต่างชาติเท่าคนไทย”

3. นโยบายที่ผิดพลาด : เมื่อ “กระทรวงแรงงาน” กลายเป็น “กระทรวงแรงงานต่างด้าว”

จากข้อมูลสถิติพบว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวในไทย (ที่ขึ้นทะเบียน) ประมาณ 2.7 – 3 ล้านคน แต่คาดการณ์ว่ามีประชากรแฝงรวมครอบครัวจริงสูงถึง 4-5 ล้านคน โดยจุดผิดพลาดประการสำคัญ คือ การอนุญาตให้แรงงานนำ “ผู้ติดตาม” เข้ามาได้โดยไม่มีระบบประกันสุขภาพรองรับตั้งแต่วันแรก ทำให้เกิดภาระงานที่โรงเรียนและโรงพยาบาลต้องแบกรับโดยไม่มีงบประมาณรายหัว (On-top) จากกระทรวงแรงงานสนับสนุน นอกจากนี้ ยังมีความล้มเหลวที่เห็นชัดที่สุดคือการกำหนดนโยบายที่เอื้ออาทรเกินขอบเขต เช่น

  • การอนุญาตให้พ่วงครอบครัว : เรายอมให้แรงงานนำบุตรและคู่สมรสเข้ามาอยู่ด้วย ทั้งที่กลุ่มนี้ไม่ได้เป็นหน่วยสร้าง GDP แต่กลับเข้าใช้ทรัพยากรไทยฟรีๆ
  • สิทธิที่ล้นเกิน : การให้สิทธิเปลี่ยนนายจ้างได้อิสระและการผ่อนผันสถานะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดแรงงานลอยลำที่ไหลไปแย่งอาชีพสงวนของคนไทย
  • สิทธิในการประกันตนเท่าเทียมคนไทย : การให้ได้รับ “สิทธิประกันสังคม” ที่ในต่างประเทศให้เฉพาะ “คนชาติ” เท่านั้น
  • กระทรวงแรงงาน วันนี้ถูกตั้งคำถามว่ากำลังทำงานเพื่อคุ้มครอง “แรงงานไทย” หรือเป็น back up ให้ “แรงงานต่างด้าว” จนอยู่สบายกว่าเจ้าของบ้าน

4. “ม้าอารี” บนกองซากปรักหักพังของระบบสวัสดิการ

ในขณะที่ข้าราชการไทยและครูไทยต้องเผชิญกับภาระงานที่ล้นมือและสวัสดิการที่ย่ำแย่ รัฐกลับเปิดประตูให้คนต่างด้าวเข้าถึงระบบประกันสังคมและรักษาพยาบาลเสมือน “คนไทย” ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงทะเบียน โดยไม่มีระยะเวลาสะสมเงินสมทบที่นานพอเหมือนคนท้องถิ่น

หากดูประเทศอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือยุโรป เขาบริหารจัดการเรื่องนี้ต่างจากที่เรากำลังเผชิญ

เปรียบเทียบ “สวัสดิการ” ไทยกับต่างชาติ

ประเภทสวัสดิการประเทศพัฒนาแล้ว (ส่วนใหญ่)ประเทศไทย (ปัจจุบัน)
การศึกษาให้สิทธิเด็กทุกคน (ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก) แต่พ่อแม่ต้องเสียภาษี/มีสถานะสะท้อนรายได้เรียนฟรี 15 ปี” ครอบคลุมถึงเด็กไม่มีสัญชาติ โดยใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง
การรักษาพยาบาลต้องมีประกันสุขภาพ (Private หรือ Social Insurance) รัฐไม่จ่ายให้ฟรีถ้าไม่ใช่พลเมืองมี “บัตรทอง” สำหรับคนไทย และมีกองทุนเฉพาะสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะ/แรงงานต่างด้าวบางกลุ่มที่รัฐแบกรับภาระ
เงินอุดหนุนเด็ก/ผู้สูงอายุจ่ายเฉพาะพลเมือง หรือผู้ถือใบถิ่นที่อยู่ถาวร (PR) ที่เสียภาษีถึงเกณฑ์เริ่มมีการเรียกร้องให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรแฝงมากขึ้น

ตัวอย่างในประเด็นของการเป็น “ม้าอารี” ในด้าน “การศึกษา” ผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่ม “ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา” คือ (1) งบประมาณถูกหารเฉลี่ย เมื่อต้องดูแลประชากรแฝงจำนวนมหาศาล งบที่จะนำมาเพิ่มสวัสดิการหรือค่าตอบแทนเพื่อให้ “คนเก่ง” อยากเป็นครูจึงมีจำกัด (2) ภาระงานหน้างาน โดยโรงเรียนในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวมาก ครูต้องรับภาระดูแลเด็กที่ไม่มีพื้นฐานภาษาไทย โดยที่ไม่มีงบประมาณหรือบุคลากรสนับสนุนพิเศษ ทำให้ครูแบกรับ “ภาระงานบริหารและธุรการ” เพิ่มขึ้นไปอีก (ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า “การแก้ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ” ที่กล่าวถึง มาจากนโยบายที่ต้องการจะแก้ปัญหา “ไม่มีนักเรียน” เพราะการเกิดของ “เด็กไทย” ที่ลดลงหรือไม่ “เพื่อเลี้ยง” โรงเรียนที่มีอยู่ไม่ต้องถูกปิดลง)

ส่วนกรณีของ “การรักษาพยาบาล” หากเรานึกถึงเมื่อเงิน 2,300 ล้านบาทหายไปเพื่อการรักษาพยาบาลคนต่างด้าว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ (1) บุคลากรสมองไหล เพราะเมื่อโรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง สวัสดิการและค่าตอบแทนหมอ/พยาบาล/เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถปรับขึ้นได้ หรือภาระงานหนักขึ้นเพราะทรัพยากรเท่าเดิมแต่คนไข้เพิ่มขึ้น (คล้ายกับปัญหาครูที่คุณกังวล) และ(2) คุณภาพบริการลดลง เพราะคนไทยที่เสียภาษี (Taxpayers) กลับต้องมาแย่งคิวหรือใช้เครื่องมือที่เสื่อมสภาพ เพราะงบประมาณถูกดึงไปใช้ในส่วนที่ไม่ได้วางแผนไว้ ฯลฯ

หากจะถามว่า “นานาอารยประเทศ” เขาทำกันอย่างไร?

  • สิงคโปร์ : ใช้ระบบ Work Permit Conditions อย่างเคร่งครัด แรงงานไร้ฝีมือห้ามพาครอบครัวมา ห้ามตั้งครรภ์ (ถ้าท้องต้องส่งกลับ) และนายจ้างต้องซื้อประกันสุขภาพเอกชนที่มีวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำอย่างน้อย 15,000 SGD (ราว 4 แสนบาท) ต่อปี
  • ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ : การจะเข้าเมืองต้องผ่านการตรวจสุขภาพ (Health Check) และต้องพิสูจน์ได้ว่า “จะไม่เป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ” (Not a burden on public health system)

5. The Budget Leak : รูรั่วที่ทำให้ประเทศเลือดไหลไม่หยุด

ตัวเลขเชิงประจักษ์ในปี 2567 ระบุว่า โรงพยาบาลรัฐต้องแบกหนี้สูญจากการรักษาคนต่างด้าวเรียกเก็บเงินไม่ได้สูงถึง 2,300 ล้านบาท โดยเฉพาะตามแนวชายแดน เงินจำนวนนี้คือเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ถูกซื้อ คือค่าตอบแทนพยาบาลที่หายไป

นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณรายหัวจากการ “เรียนฟรี 15 ปี” ที่ต้องหารแบ่งไปให้เด็กต่างด้าวหลายแสนคน ทำให้งบประมาณพัฒนาเด็กไทยถูกเจือจางลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจ กล่าวคือ หากรวมทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน (ทั้งในระบบการศึกษา ผู้ติดตามแรงงาน และเด็กนอกระบบ) ตัวเลขเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยในประเทศไทยคาดว่าจะมี ไม่ต่ำกว่า 300,000-500,000 คน ส่วนเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษา (มีรหัส G-Code) ซึ่งเด็กกลุ่มนี้คือเด็กที่ไม่มีเลขบัตรประชาชนไทย แต่เข้าเรียนในโรงเรียนสังกัดต่างๆ เช่น สพฐ. หรือ อปท. รัฐจะออกรหัสประจำตัวผู้เรียน (G-Code) ให้เพื่อจัดสรรงบประมาณรายหัว ตามสถิติล่าสุด คาดการณ์ว่ามีประมาณ 150,000 – 200,000 คน ทั่วประเทศ ซึ่งหากมีเด็กต่างด้าว 200,000 คน ที่รัฐไทยต้องควักเงินภาษีจ่ายโดยตรงคนละ 10,000 บาท ต่อคน/ต่อปี นั่นย่อมหมายถึงเราต้องจ่ายประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมงบประมาณด้าน “เงินเดือนครู” และ “ค่าก่อสร้างอาคาร” ซึ่งเป็นงบลงทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่ต้องขยายตัวตามจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นด้วย

เงินจำนวน 2,000 ล้านบาท ที่ใช้ในงบรายหัวเด็กต่างด้าว เมื่อรวมกับหนี้สูญสาธารณสุข 2,300 ล้านบาท รวมแล้วเกือบ 4,500 ล้านบาทต่อปี คือเม็ดเงินมหาศาลที่หายไปจากระบบสวัสดิการของคนไทยโดยตรง

6. นานาอารยประเทศ : เขาไม่ทำแบบไทย

หากมองไปที่ประเทศอย่าง สิงคโปร์ หรือ เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสองประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการจัดการแรงงานอย่างเป็นระบบและปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติเป็นอันดับหนึ่ง เขาชัดเจนว่า “แรงงานคือผู้มาทำงาน” ไม่มีการอนุญาตให้พ่วงครอบครัวไร้ทักษะเข้ามาเป็นภาระรัฐ ระบบสาธารณสุขของเขาใช้หลัก “User Pays” หรือ “Employer Pays” คือนายจ้างต้องซื้อประกันเอกชนให้ 100% ไม่มีการมาดึงเงินภาษีคนในชาติไปใช้เป็นกองกลางแบบบ้านเรา

ตารางเปรียบเทียบการจัดการสวัสดิการแรงงานของ “สิงคโปร์” และ “เกาหลีใต้”

ประเทศสิงคโปร์ : ระบบ “No Welfare for Non-Citizens”ประเทศเกาหลีใต้ : ระบบ EPS (Employment Permit System)
สิงคโปร์แยกประเภทแรงงานชัดเจน กลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ (Work Permit) จะถูกควบคุมด้วยกฎเหล็กเพื่อไม่ให้เป็นภาระทางสังคมในระยะยาว ห้ามพ่วงครอบครัว (No Dependents) : แรงงานกลุ่ม Work Permit ไม่มีสิทธิ พาคู่สมรสหรือบุตรมาพำนักในสิงคโปร์ รัฐมองว่าการมาทำงานคือการมาเพื่อหารายได้ชั่วคราว ไม่ใช่การย้ายถิ่นฐานกฎเหล็กเรื่องการตั้งครรภ์ : หากแรงงานต่างด้าวตั้งครรภ์ จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและส่งกลับประเทศทันที (ยกเว้นกรณีแต่งงานกับชาวสิงคโปร์ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลก่อน)Employer Pays 100% : นายจ้าง “ต้อง” ซื้อประกันสุขภาพภาคบังคับ (Compulsory Insurance) ให้แรงงาน โดยมีวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 15,000 SGD หรือราว 4 แสนบาทต่อปี) รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ควักเงินภาษีมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แม้แต่เหรียญเดียวLevy (ภาษีแรงงานต่างด้าว) : นายจ้างต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือนให้กับรัฐ (Foreign Worker Levy) เพื่อเป็นการควบคุมจำนวนแรงงานและนำเงินส่วนนี้มาเป็นงบประมาณบริหารจัดการคนต่างด้าวโดยเฉพาะเกาหลีใต้ใช้ระบบรัฐต่อรัฐเพื่อควบคุมแรงงานอย่างเข้มงวดภายใต้เงื่อนไขที่ “แฟร์กับภาษีคนเกาหลี” สัญญาจ้างแบบจำกัด : แรงงานมาทำงานได้ตามระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 4 ปี 10 เดือน) เมื่อครบกำหนดต้องกลับประเทศทันที เพื่อป้องกันการแฝงตัวอยู่อาศัยระยะยาวจนได้รับสิทธิผู้พำนักUser Pays (National Health Insurance) : แรงงานต่างด้าว “ต้อง” จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติในอัตราที่สูง (เท่ากับคนเกาหลีหรือสูงกว่าในบางกรณี) และหากใครอยู่นอกระบบประกัน รัฐจะเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลในราคา “นักท่องเที่ยว” ซึ่งสูงกว่าราคาปกติ 2-3 เท่าไม่มีสิทธิเรียนฟรี : หากลูกของแรงงานต่างด้าว (ที่แอบพาเข้ามาหรือเกิดผิดกฎหมาย) จะเข้าโรงเรียน รัฐไม่สนับสนุนงบประมาณรายหัวให้เหมือนเด็กเกาหลี พ่อแม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

เปรียบเทียบจัดการสวัสดิการแรงงานต่างชาติของ “สิงคโปร์” และ “เกาหลีใต้” กับ “ไทย”

หัวข้อเปรียบเทียบสิงคโปร์ / เกาหลีใต้ประเทศไทย (ปัจจุบัน)
การพ่วงครอบครัวไม่อนุญาต (ป้องกันภาระแฝง)อนุญาต (นำไปสู่ภาระการศึกษา/สาสุข)
งบรักษาพยาบาลนายจ้าง/แรงงาน จ่ายเอง 100%รัฐแบกหนี้สูญปีละ 2,300 ล้านบาท
งบการศึกษาต่างชาติจ่ายเองรัฐอุดหนุนรายหัว 9,000-10,000 บาท/คน/ปี
สิทธิในชาติสงวนไว้ให้พลเมืองอย่างเด็ดขาดตีความ “สิทธิมนุษยชน/สิทธิเด็ก” จน “งบประมาณ” สวัสดิการไหลออก

“ในขณะที่นานาอารยประเทศอย่างสิงคโปร์มองแรงงานเป็น “ปัจจัยการผลิต” ที่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบของนายจ้างและตัวแรงงานเอง แต่ประเทศไทยกลับมองแรงงานเป็น “ภาระในนามมนุษยธรรม” เราใจดีให้เขาพาครอบครัวมาอยู่ ให้เรียนฟรี/รักษาฟรี โดยที่นายจ้างไม่ต้องรับผิดชอบส่วนต่าง และรัฐบาลก็ไม่กล้าเรียกเก็บคืนจากประเทศต้นทาง ผลที่ได้คือเราเป็น “ม้าอารี” ที่กำลังแบกตะกร้าซึ่งรั่วซึม จนคนในชาติไม่มีน้ำจะกิน”

7. ทางออกของประเทศไทย: เลิกเป็นม้าลำปาง/หยุดเลือดไหลก่อนจะล้มละลาย

รัฐบาลใหม่ต้องกล้า “ผ่าตัด” นโยบายนี้อย่างจริงจัง โดยกล้าเปลี่ยนนโยบายจาก “มนุษยธรรมแบบสงเคราะห์” มาเป็น “มนุษยธรรมแบบบริหารจัดการ” ดังนี้

นโยบายรายละเอียด
ระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ “ราคาจริง” (Real-Cost Health Insurance)เลิกใช้ราคาสงเคราะห์ : ปัจจุบันบัตรประกันสุขภาพต่างด้าวของกระทรวงสาธารณสุขขายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง (Subsidized Rate)ข้อเสนอ : บังคับให้นายจ้างหรือแรงงานต้องซื้อประกันสุขภาพใน “ราคาต้นทุนจริง” (Actuarial Rate) ที่ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน และค่าจัดการศพ/ส่งกลับประเทศ โดยราคาประกันต้องสะท้อนภาระงานจริงของโรงพยาบาล ไม่ใช่เอาเงินภาษีคนไทยไปช่วยจ่ายสมทบให้
กองทุนประกันความเสียหายชายแดน (Border Liability Fund)เก็บค่าธรรมเนียมผ่านแดน : สำหรับกลุ่มที่เข้ามาแบบเช้าไป-เย็นกลับ หรือกลุ่มที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานแต่ข้ามมารับบริการสาธารณสุข รัฐต้องเก็บค่าธรรมเนียม “สิทธิการเข้าถึงบริการ” ตั้งแต่ด่านพรมแดนการจัดการหนี้สูญ : เงินจากกองทุนนี้จะถูกโอนไปจ่ายให้โรงพยาบาลชายแดน (เช่น แม่สอด, ระนอง) ทันทีที่มีคนต่างด้าวไร้สัญชาติมารักษาและไม่มีเงินจ่าย เพื่อไม่ให้กระทบ “เงินบำรุง” ของโรงพยาบาลที่ควรเอาไว้ดูแลคนไทย
สวัสดิการการศึกษาแบบ “ผู้สมทบ” (Educational Contribution Fee)จัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา : แม้จะให้เด็กต่างด้าวเรียนร่วมกับเด็กไทยตามหลักสิทธิเด็ก แต่รัฐต้องเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมการจัดการศึกษา” จากผู้ปกครองต่างด้าวหรือนายจ้าง เพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าอาหารกลางวันและอุปกรณ์การเรียน แทนการดึงเงินจากงบประมาณรายหัวของเด็กไทยงบ On-top สำหรับครู : เงินที่เก็บได้นี้ต้องถูกนำมาจ่ายเป็น “เงินพิเศษ” หรือค่าตอบแทนภาระงานเพิ่มให้แก่ครูที่ต้องสอนเด็กต่างด้าว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ไม่ใช่ให้ครูทำภาระเพิ่มฟรีๆ ภายใต้คำว่าเมตตาธรรม
ระบบ “No Link, No Stay” (ผูกพันสถานะกับประกัน)หากตรวจพบว่าแรงงานหรือผู้ติดตามคนใดไม่มีประกันสุขภาพที่ยังมีผลคุ้มครอง หรือไม่มีสถานะการจ่ายค่าสมทบสวัสดิการ “ใบอนุญาตให้อยู่ในอาณาจักรต้องสิ้นสุดลงทันที” เหมือนระบบของสิงคโปร์ เพื่อป้องกันการแฝงตัวอยู่อาศัยนานจนกลายเป็นภาระสะสม
การปฏิรูปที่พักอาศัย : จาก “สลัมต่างด้าว” สู่ “หอพักมาตรฐาน” อันเป็นเงื่อนไขสำคัญในการออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่นายจ้างจะต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบภาระทางสังคม ไม่ใช่ทิ้งภาระไว้กับชุมชนและสาธารณสุขไทยปัจจุบันประเทศไทยปล่อยให้การอยู่อาศัยของแรงงานเป็นแบบ “กระจัดกระจาย” ตามห้องเช่าราคาถูกหรือแคมป์คนงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดปัญหา (1) ด้านสาธารณสุข : กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์โรค (เช่น วัณโรค ไข้เลือดออก) ซึ่งรัฐต้องเสียเงินงบประมาณมาระงับการระบาดในภายหลัง (2) ด้านสิ่งแวดล้อม : การจัดการขยะและน้ำเสียที่ไม่มีประสิทธิภาพในชุมชนหนาแน่น (3) ด้านสังคม : เกิดความเหลื่อมล้ำและข้อพิพาทกับคนไทยในพื้นที่จากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความแออัดโมเดลที่ควรจะเป็น (อ้างอิงสไตล์สิงคโปร์):นายจ้างต้องรับรองที่พัก (Employer-Provided Housing) : รัฐต้องกำหนดเป็นกฎหมายว่า นายจ้างที่นำเข้าแรงงานต้องระบุ “พิกัดที่พัก” ที่ถูกสุขลักษณะให้ชัดเจน หากไม่มีที่พักที่ได้มาตรฐานตามที่กรมอนามัยกำหนด จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าแรงงานเขตพื้นที่เฉพาะ (Foreign Worker Dormitories) : ส่งเสริมการสร้างหอพักขนาดใหญ่ที่มีระบบจัดการส่วนกลาง (Centralized Management) มีระบบคัดกรองโรค ระบบกำจัดขยะ และระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งช่วยให้รัฐควบคุมและดูแลได้ง่ายกว่าการปล่อยให้อยู่ปะปนในชุมชนค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม (Environmental Fee) : หากแรงงานพักอาศัยในชุมชนทั่วไป นายจ้างหรือแรงงานต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งแวดล้อมเพิ่มให้แก่ “ท้องถิ่น” (อบต./เทศบาล) เพื่อนำเงินมาจ้างพนักงานเก็บขยะและบำบัดน้ำเสียเพิ่ม ไม่ใช่ให้คนพื้นที่ต้องแบกรับภาระและมลพิษไปฝ่ายเดียว

“หากเราเปลี่ยนจากระบบ‘ม้าอารี’ มาเป็นระบบ‘ผู้ใช้จ่ายเอง’ (User Pays) รัฐไทยจะประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี (จากค่ารักษาพยาบาลและค่าอุดหนุนการศึกษาแฝง) ซึ่งเงินก้อนนี้เพียงพอที่จะนำมาสร้าง ‘กองทุนปฏิรูประบบครูไทย’ เพื่อปรับสวัสดิการและจ้างบุคลากรสายสนับสนุนมาช่วยงานธุรการให้ครูทั่วประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องรอเบิกงบประมาณใหม่”

8. บทสรุป: ถึงเวลาคืน “สวัสดิการ” ให้คนไทย และจัดระเบียบใหม่เพื่อความเท่าเทียม

การที่ประเทศไทยยอมเป็น “ม้าอารี” แบกรับภาระสวัสดิการให้แก่คนทั้งโลกโดยไม่คำนึงถึงขีดความสามารถของตนเอง ไม่ใช่เครื่องหมายของอารยประเทศที่เจริญแล้ว แต่คือสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติ รัฐบาลต้องตระหนักว่า “ภาษีของประชาชน” มีไว้เพื่อสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนในชาติเป็นอันดับแรก การปล่อยให้งบประมาณสวัสดิการไหลออกอย่างไร้ทิศทางเพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์บนเวทีโลก คือการละเลยความกินดีอยู่ดีของข้าราชการ ครู หมอ พยาบาล และประชาชนชาวไทยที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง

ข้อเรียกร้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการ คือ

  1. ยุติการสงเคราะห์แบบ “ฟรีไร้เงื่อนไข” : เปลี่ยนสู่ระบบ “ผู้ใช้จ่ายเอง” (User Pays) โดยบังคับให้นายจ้างหรือแรงงานต่างด้าวต้องสมทบค่าประกันสุขภาพและค่าธรรมเนียมการศึกษาในราคาต้นทุนจริง เพื่อหยุดเลือดที่ไหลออกจากงบประมาณแผ่นดินปีละหลายพันล้านบาท
  2. จัดระเบียบสิทธิพ่วงครอบครัว : ต้องมีความชัดเจนในการจำกัดสิทธิผู้ติดตามสำหรับแรงงานไร้ทักษะ เพื่อลดภาระแฝงในระยะยาวที่รัฐไทยต้องแบกรับทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุข
  3. คืนงบประมาณสู่การปฏิรูป : นำเงินภาษีที่ประหยัดได้จากการจัดระเบียบใหม่ กลับมาสร้าง “กองทุนปฏิรูประบบสวัสดิการคนไทย” เพื่อดึงดูดคนเก่งเข้ามาสู่ระบบการศึกษาและสาธารณสุข และจ้างบุคลากรสนับสนุนเพื่อลดภาระงานให้แก่ครูและบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ

ความเมตตาต้องมาพร้อมกับวินัยทางการเงินการคลัง และสิทธิมนุษยชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเบียดเบียนเจ้าของประเทศ เงินทุกบาทที่รั่วไหลไปกับนโยบาย “ใจดีเกินฐานะ” คือเงินที่ควรจะนำมาใช้ในการปฏิรูประบบการศึกษา/ระบบสาธารณสุขและสวัสดิการต่างๆ ที่ยั่งยืนและเพียงพอของคนไทยอย่างจริงจังเสียที!

ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเลิกสวมบท “ม้าลำปาง” ที่มองเห็นแต่คำชมในเวทีสากล แล้วหันกลับมามองหน้าคนเสียภาษีและบุคลากรในชาติที่กำลังแบกรับภาระจนจะล้มละลาย สิทธิมนุษยชนต้องเริ่มที่คนในชาติก่อนเสมอ!