ประสาท มีแต้ม
สงครามสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มขึ้น แต่ราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นในประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ในขณะที่ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจพลังงานจำนวนมากกลับมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปีก่อนเกิดสงครามบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของโลก 5 แห่งมีกำไรรวมกันกว่า 88,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2022 พวกเขากลับมีกำไรรวมกันเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 126% โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 5 โรงของไทยก็มีกำไรพุ่งในลักษณะคล้ายกันกับบริษัทน้ำมันโลก
คำถามคือ กำไรที่พุ่งขึ้นนี้ มาจากความสามารถของบริษัทหรือมาจากวิกฤติของสังคม?
ข้อมูลและแหล่งอ้างอิง
สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมแหล่งอ้างอิง ผมได้นำเสนอไว้ใน 2 สไลด์แรกครับ

ในภาพแรกเราจะเห็นว่าในช่วง 24 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก เปรียบเสมือน “คอขวด” ของระบบพลังงานฟอสซิล เหตุการณ์เพียงเหตุการณ์เดียวสามารถทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อราคาพลังงานในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ค่าการกลั่น” คือตัวแปรสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบไม่ใช่ปัจจัยเดียว “ค่าการกลั่น” หรือ Gross Refinery Margin (GRM) เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่กำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูป
โดยหลักการ ค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่างมูลค่าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับมูลค่าน้ำมันดิบ แต่ในทางปฏิบัติ วิธีคำนวณมีความแตกต่างกัน ในตลาดสิงคโปร์ ใช้ราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่สิงคโปร์และใช้ราคาน้ำมันดิบที่ดูไบที่ยังไม่รวมค่าขนส่ง
ขณะที่ประเทศไทยใช้ราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่สิงคโปร์ แต่ใช้น้ำมันดิบที่ส่งมอบถึงหน้าโรงกลั่นไทย ซึ่งรวมค่าขนส่งแล้ว ผลที่เกิดขึ้นคือ ในหลายช่วงเวลา ค่าการกลั่นของไทยสูงกว่าตลาดสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง
ผมมีคำอธิบายและข้อมูลประกอบอยู่ในสไลด์ที่ 3 และ 4

ในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน ค่าการกลั่นของไทยเพิ่มขึ้นสูงถึงประมาณ 400% จากปีก่อนนั้น และในสถานการณ์ล่าสุด(สงครามสหรัฐอเมริก-อิหร่าน) ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 เท่าตัว (เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 12 เดือนก่อน) ภายในเวลาเพียง 16 วัน เมื่อค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำไรของธุรกิจโรงกลั่นจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในประเทศไทย ในปี 2022 โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 5 แห่งมีกำไรรวมกันประมาณ 77,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 60% จากปีก่อนหน้า ในขณะที่ช่วงโควิด โรงกลั่นเหล่านี้ขาดทุนรวมกันกว่า 31,000 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าในช่วงวิกฤติราคาพลังงานผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันกลับได้รับกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างผิดปกติ
รัฐต้องมีหน้าที่ในการเก็บ “ภาษีกำไรส่วนเกิน”
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงใช้มาตรการที่เรียกว่า “ภาษีกำไรส่วนเกิน” หรือ Windfall Tax
คำว่า windfall หมายถึงผลไม้ที่หล่นจากต้นโดยไม่ต้องออกแรงเก็บ ในทางเศรษฐศาสตร์จึงหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ภายนอกที่ไม่ปกติ
แนวคิดของภาษีนี้คือ เมื่อวิกฤติทำให้ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้น กำไรส่วนเกินจากวิกฤตินั้นก็ควรถูกนำกลับมาแบ่งเบาภาระของสังคม
อย่างไรก็ตาม มีข้อโต้แย้งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาว่า “ในช่วงที่โรงกลั่นขาดทุน รัฐก็ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ ดังนั้น เมื่อมีกำไร ก็ไม่ควรถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม”
ข้อโต้แย้งนี้ฟังดูสมเหตุสมผลในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ครบถ้วน เพราะสิ่งที่เรียกว่า “กำไรส่วนเกิน” นั้นไม่ได้เกิดจากความเสี่ยงหรือความสามารถของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “วิกฤติของสังคม” เช่น สงคราม หรือความปั่นป่วนของตลาดโลก
ในทางกลับกันเมื่อเกิดวิกฤติราคาพลังงาน รัฐกลับต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อพยุงราคาพลังงานผ่านกองทุนน้ำมัน หรือมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน เพียง 16 วันเท่านั้น กองทุนน้ำมันได้จ่ายเงินพยุงราคาไปแล้วกว่า 13,000 ล้านบาท
รัฐ ไม่จำเป็นต้องชดเชยให้โรงกลั่นตอนขาดทุน เพราะนั่นคือความเสี่ยงปกติของธุรกิจ แต่รัฐอาจต้องเก็บตอนกำไรที่มากเป็นพิเศษ เพราะนั่นไม่ใช่กำไรปกติ มันเกิดจากวิกฤติของสังคม
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือในช่วงที่เอกชนได้ “กำไรพิเศษ”รัฐกำลังแบกรับ “ภาระพิเศษ” เพื่อดูแลสังคม
ดังนั้น ภาษีกำไรส่วนเกินจึงไม่ใช่การลงโทษธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแต่เป็นกลไกในการแบ่งปันภาระและผลประโยชน์ระหว่างภาคเอกชนกับสังคมในยามวิกฤติ
มาตรการลักษณะนี้ถูกใช้มาแล้วในหลายประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศในยุโรป วิกฤติราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เพียงปัญหาราคา แต่เป็นสัญญาณของความเปราะบางของระบบพลังงานที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รายละเอียดของเวลาและประเทศที่เกิดวิกฤติ ดูได้จากสไลด์ที่ 6
สรุป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึงเท่าใด แต่คือเมื่อกำไรเกิดขึ้นจากวิกฤติของประชาชน รัฐควรปล่อยให้กำไรส่วนเกินเป็นของเอกชนทั้งหมดจริงหรือ? ในช่วง 24 ปีที่ผ่านมาโลกเกิดวิกฤติพลังงาน 6 ครั้ง โจทย์ที่เราต้องเตรียม คืออีก 20-30 ปีข้างหน้าจะเกิดวิกฤติถี่และรุนแรงกว่าเดิมไหม? และคำถามสุดท้ายในระยะยาวประเทศไทยจะยังคงพึ่งพาระบบพลังงานฟอสซิลที่ผันผวนและกระจุกตัวเช่นนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน หรือจะเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่กระจายตัว เป็นธรรม ราคาถูกและยั่งยืนมากกว่า



