ยุทธการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์ความสำเร็จของแผนปล่อยสัตว์สู่ป่าแบบกองโจร

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

บีเวอร์เป็นเสมือนวิศวกรในธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศอย่างยิ่ง เขื่อนที่บีเวอร์สร้างขึ้นทำให้เกิดแหล่งน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์หลายชนิด ป้องกันน้ำท่วม ลดการกัดเซาะ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และช่วยกักเก็บคาร์บอน ที่มาภาพ: https://ecohustler.com/nature/beaver-bombing

ยุทธการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์ (Beaver Bombing) เป็นชื่อที่อาจจะฟังดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้วกลับเป็นแผนการปล่อยบีเวอร์กลับเข้าป่าแบบผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ “การปล่อยสัตว์สู่ป่าแบบกองโจร (Guerrilla Rewilding)” นั่นเอง

การนำสัตว์ป่ากลับคืนสู่ธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นประเด็นถกเถียงและสร้างความแตกแยกอย่างมาก มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน บางคนมองว่าเป็นการกระทำที่เสี่ยงและไม่เป็นประโยชน์ต่องานอนุรักษ์และเป็นการสร้างแบบอย่างที่อันตราย แต่หลายคนคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้มานั้นถือว่าคุ้มค่า เพราะวิกฤติด้านความหลากหลายทางชีวภาพถือเป็นเรื่องเร่งด่วนและควรดำเนินการทันที

ยุทธการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นขบวนการภาคพลเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของยุโรปอย่างน่าจับตามอง

มุ่งฟื้นฟูระบบนิเวศ

โครงการนำสัตว์กลับคืนสู่ธรรมชาติเป็นกลยุทธ์การอนุรักษ์ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการนำสัตว์พื้นเมืองหรือสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปจากท้องถิ่นกลับมา โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่ถือว่าเป็น “สายพันธุ์กุญแจสำคัญ (Keystone Species)” ซึ่งมีอิทธิพลต่อโครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศอย่างมหาศาล เช่น บีเวอร์ ไบซัน หมาป่า ฯลฯ จากนั้นจึงปล่อยให้กระบวนการทางธรรมชาติลงมือสร้างถิ่นที่อยู่อาศัยที่หลากหลาย ยืดหยุ่นและยั่งยืนขึ้นมาใหม่

กลยุทธ์นี้ก้าวไปไกลกว่าการปกป้องสายพันธุ์สัตว์ เป็นการฟื้นฟูความเป็นธรรมชาติและหน้าที่ของระบบนิเวศอย่างแท้จริงเพื่อสร้างพื้นที่ธรรมชาติที่ยั่งยืนด้วยตัวของมันเอง เพราะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่มีบทบาททางนิเวศวิทยาที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นเสมือนวิศวกรภูมิทัศน์ที่ช่วยกำหนดโครงสร้างและองค์ประกอบของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ

การนำสัตว์ป่ากลับคืนสู่บริเวณที่พวกมันเคยอยู่อาศัยอาจดูเหมือนเป็นกระบวนการฟื้นฟูธรรมชาติยุคใหม่ แต่ในความเป็นจริงมีรากฐานอันยาวนานและน่าทึ่ง ในปี 1922 มีการย้ายถิ่นฐานของบีเวอร์ยูเรเซียจากนอร์เวย์ โดยขนส่งพวกมันด้วยรถเลื่อนเทียมม้า รถไฟ เรือ และแม้แต่เครื่องบินทะเล ไปยังป่าห่างไกลในสวีเดน

กระทิงยุโรปตัวสุดท้ายถูกยิงตายในปี 1927 แต่การผสมพันธุ์อย่างระมัดระวังและความร่วมมือระหว่างประเทศได้ช่วยให้สัตว์กีบ 12 ตัว ที่เหลืออยู่ในสวนสัตว์ แพร่ขยายเผ่าพันธุ์จากเดิมจนในปัจจุบันมีกระทิงยุโรปประมาณ 10,000 ตัว อาศัยอยู่ทั่วภูมิประเทศในยุโรป ทำหน้าที่ฟื้นฟูระบบนิเวศตามธรรมชาติ

แต่ข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1990 คือการกลับมาของหมาป่าสีเทาในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างกรมประมงและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐฯ กรมอุทยานแห่งชาติ และหน่วยงานสัตว์ป่าของรัฐต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเชื่องช้าของขั้นตอนและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด รวมถึงความไม่ค่อยกระตือรือร้นของหน่วยงานที่รับผิดชอบการฟื้นฟูธรรมชาติ ทำให้กระบวนการคืนสัตว์สู่ป่าขยายตัวได้ไม่ง่ายนัก จนสร้างความคับข้องใจให้กับนักอนุรักษ์บางกลุ่ม จึงมีการลักลอบปล่อยสัตว์หลายชนิดกลับคืนสู่ธรรมชาติแบบผิดกฎหมายในหลายพื้นที่ด้วยกัน

หลากชนิดหลายวิธี

เป็นเวลานานหลายทศวรรษ ที่ตัวบุคคลและกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นทางการได้ริเริ่มนำสัตว์ป่ากลับคืนสู่ชนบทโดยไม่ได้รับการอนุมัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จนส่งผลกระทบทางนิเวศวิทยาอย่างเห็นได้ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น เหยี่ยวกอสฮอว์ก (Goshawk) ถูกนำกลับมาอย่างลับๆ โดยผู้เลี้ยงเหยี่ยวในศตวรรษที่ 20 ผีเสื้อสีทองแดงขนาดใหญ่ ซึ่งสูญพันธุ์ไปตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 เผยโฉมให้เห็นในสหราชอาณาจักร โดยไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการว่าใครเป็นผู้ปล่อย หมูป่าที่เพิ่มจำนวนและสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองทั้งหลังจากการหลุดมาโดยบังเอิญและการปล่อยโดยเจตนา

ตัวอย่างที่น่าตื่นตระหนกเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2025 นี้เอง เมื่อแมวป่าลิงซ์ยูเรเซีย 4 ตัว ถูกปล่อยเข้าไปในอุทยานแห่งชาติแคร์นกอร์มส์ของสกอตแลนด์อย่างผิดกฎหมาย ทั้ง 4 ตัวถูกจับกลับมาได้ แต่มีหนึ่งตัวตายไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับไปสู่การปล่อยสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ และสร้างความตกใจให้กับทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้านการคืนสู่ธรรมชาติ

แม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่ราบรื่นในบางครั้ง แต่อุดมการณ์ของนักคืนสัตว์สู่ป่าแบบกองโจรดูเหมือนจะไม่ถดถอย ปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างลับๆ ยังคงดำเนินสืบต่อมาเป็นเวลายาวนาน และล่าสุด ยุทธการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์ก็สร้างความแปลกใจ ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกของการอนุรักษ์ธรรมชาติทั่วยุโรป

ทุ่นระเบิดบีเวอร์

ยุทธการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์ (Beaver Bombing) ไม่ได้หมายถึงการทิ้งบีเวอร์จากเครื่องบินตามตัวอักษร แต่หมายถึงการกระทำของกลุ่มนักกิจกรรมและผู้รักษ์สิ่งแวดล้อมที่เลือกที่จะลงมือปฏิบัติการปล่อยบีเวอร์เข้าสู่ธรรมชาติอย่างลับๆ

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากความผิดหวังต่อความล่าช้าในการอนุมัติโครงการคืนบีเวอร์สู่ธรรมชาติ หลายคนมองว่าในยุคที่วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพกำลังทวีความรุนแรง การรอคอยกระบวนการที่ใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปีนั้นไม่สามารถยอมรับได้ พวกเขาเห็นว่าบีเวอร์เป็นสัตว์พื้นเมืองที่ควรมีสิทธิ์กลับคืนสู่ถิ่นที่อยู่เดิม และมองว่าการกระทำของตนเป็นการแก้ไขความอยุติธรรมทางนิเวศวิทยา

อย่างไรก็ตาม ชื่อยุทธการนี้มีที่มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในรัฐไอดาโฮของสหรัฐฯ โดยในปี 1948 เจ้าหน้าที่สัตว์ป่าทดลองใช้ร่มชูชีพในการทิ้งบีเวอร์ลงไปในพื้นที่ห่างไกลแทนการขนส่งด้วยม้าลากรถซึ่งทำให้บีเวอร์จำนวนมากเสียชีวิตเพราะความร้อนและความเครียด

บีเวอร์ชื่อเจอโรนิโมถูกทิ้งจากความสูงระดับ 500-800 ฟุต เพื่อทดสอบกล่องที่จะแตกออกเมื่อสัมผัสพื้นดิน เจอโรนิโมรอดชีวิตมาได้และกลายเป็นพระเอกของโครงการทดลองนี้

แต่การลักลอบทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์ยุคใหม่เริ่มขึ้นอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปี 1998 เมื่อชายชาวเบลเยียมวัย 29 ปี ชื่อโอลิวิเยร์ รับเบอร์ส (Olivier Rubbers) ขับรถข้ามพรมแดนจากเยอรมนีกลับสู่บ้านเกิดโดยมีผู้โดยสารพิเศษติดมาด้วย นั่นคือบีเวอร์หลายตัวที่เขาซื้อมาจากบาวาเรียทั้งที่ไม่มีเอกสารอนุญาต

เขามุ่งมั่นที่จะนำบีเวอร์กลับคืนสู่แม่น้ำในท้องถิ่น เพราะเคยอ่านบทความในนิตยสารว่าบีเวอร์เป็นสัตว์พื้นเมืองของเบลเยียมและกำลังใกล้สูญพันธุ์ เขาจึงคิดแผนการนำบีเวอร์กลับมาแล้วปล่อยลงในแหล่งน้ำเพื่อให้บีเวอร์ทำสิ่งที่พวกมันเก่งกาจที่สุด นั่นคือ การตัดต้นไม้และสร้างเขื่อน

เขาเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำคือการแก้ไขความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ ตลอดระยะเวลาสองปี เขาสามารถลักลอบนำบีเวอร์เข้ามาปล่อยในแม่น้ำลำธารของเบลเยียมได้ทั้งหมด 97 ตัว

สถิติตัวเลขเผยให้เห็นว่าการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์ส่งผลต่อจำนวนประชากรบีเวอร์ในยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลล่าสุด ในยุโรปมีโครงการคืนบีเวอร์สู่ธรรมชาติอย่างเป็นทางการมากกว่า 200 โครงการใน 26 ประเทศ ขณะที่มีการปล่อยบีเวอร์แบบลับๆ ในหลายประเทศ รวมถึงเบลเยียม สเปน อิตาลี โปรตุเกส และสวิตเซอร์แลนด์

ในระดับทวีปยุโรป ประชากรบีเวอร์ฟื้นตัวอย่างน่าทึ่ง ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทั่วยุโรปมีบีเวอร์เหลืออยู่เพียง 1,200 ตัว เนื่องจากถูกล่าเพื่อเอาขนและต่อมกลิ่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอม แต่ปัจจุบัน ประชากรบีเวอร์ในยุโรปมีประมาณ 1.5 ล้านตัว และนักอนุรักษ์ต่างยอมรับว่ายุทธการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์มีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูนี้

วิศวกรระบบนิเวศ

ความสำคัญของบีเวอร์ต่อระบบนิเวศไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอย่างชัดเจน บีเวอร์ได้รับการยกย่องว่าเป็น “วิศวกรระบบนิเวศ (ecosystem engineers)” เนื่องจากความสามารถในการสร้างเขื่อนและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ลำธาร

พฤติกรรมตามสัญชาตญาณของบีเวอร์คือการสร้างเขื่อนจากกิ่งไม้ โคลน และหิน เพื่อสร้างสระน้ำ (beaver ponds) ที่ลึกพอจะป้องกันพวกมันจากนักล่าอย่างหมาป่าหรือหมี แต่ผลพลอยได้จากการสร้างเขื่อนเหล่านี้คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่าผลกระทบแบบทวีคูณทางนิเวศวิทยา

เขื่อนของบีเวอร์ทำให้เกิดแอ่งน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยชะลอการไหลของน้ำ ลดการพังทลายของดิน และสร้างแหล่งอาศัยให้สัตว์น้ำชนิดต่างๆ หนองน้ำที่เกิดขึ้นยังช่วยเก็บกักน้ำ ทำให้พื้นที่โดยรอบมีความชุ่มชื้นมากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อพืชและสัตว์หลายชนิด

มหาวิทยาลัยเอกซีเตอร์และกองทุนสัตว์ป่าเดวอนศึกษาประชากรบีเวอร์ป่าที่ริเวอร์ออตเตอร์ (River Otter) เป็นเวลาสิบปี และพบว่าพื้นที่ชุ่มน้ำที่สร้างโดยบีเวอร์สามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่า 24 ล้านลิตร ซึ่งช่วยลดปัญหาน้ำท่วม ชะลอกระแสน้ำ และช่วยให้ลำธารมีน้ำไหลแม้ในช่วงภัยแล้ง

การศึกษาในแคลิฟอร์เนีย ปี 2016 พบว่าลำธารที่มีกิจกรรมของบีเวอร์ยังคงมีน้ำไหลตลอดฤดูร้อนแล้ง ขณะที่น้ำในลำธารที่คล้ายกันแต่ไม่มีบีเวอร์กลับเหือดแห้งไปหมด

สระน้ำของบีเวอร์ยังทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรองน้ำธรรมชาติ ตะกอนและสารพิษ เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสจากการเกษตรจะตกสู่ก้นสระ ทำให้น้ำที่ไหลออกจากบริเวณที่มีบีเวอร์อาศัยอยู่สะอาดกว่าน้ำที่ไหลเข้ามา

ด้านการกักเก็บคาร์บอน งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าพื้นที่ชุ่มน้ำที่สร้างโดยบีเวอร์อาจกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 470,000 ตันต่อปี ในด้านการป้องกันไฟไหม้ป่า การศึกษาในฤดูไฟป่าปี 2020 ทางตะวันตกของสหรัฐฯ พบว่าไฟหยุดหรือชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อถึงพื้นที่ที่มีบีเวอร์ ภาพถ่ายดาวเทียมในรัฐโอเรกอนแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพื้นที่ชุ่มน้ำของบีเวอร์ยังคงอยู่ครบถ้วนในขณะที่ป่ารอบๆ ถูกไฟไหม้จนหมด

ความขัดแย้ง

แม้จะมีประโยชน์ทางนิเวศวิทยามากมาย แต่ยุทธการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ทุกคนเห็นพ้อง ความขัดแย้งหลักมีสามด้าน คือ ด้านกฎหมาย ด้านจริยธรรมในการอนุรักษ์ และด้านผลกระทบต่อมนุษย์

ในแง่กฎหมาย การปล่อยสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นอาชญากรรม อาจสร้างแบบอย่างที่อันตราย ทำลายกระบวนการที่ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อความปลอดภัย หากขาดการประเมินผลกระทบทางนิเวศอย่างเป็นระบบอาจนำไปสู่ปัญหาที่ไม่คาดคิด เช่น การแพร่โรค ความไม่สมดุลในระบบนิเวศ  การปล่อยสัตว์ผิดสายพันธุ์ในสถานที่ผิด หรือการเกิดความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า

นักอนุรักษ์มืออาชีพหลายคนแสดงความกังวลว่า การปล่อยบีเวอร์โดยไม่มีการวิเคราะห์พื้นที่ เช่น ความเหมาะสมของนิเวศ ภูมิอากาศ พืชอาหาร และประชากรสัตว์ชนิดอื่น อาจสร้างความเสียหายต่อพันธุ์พืชและสัตว์อื่นๆ ที่มีอยู่ก่อน อีกทั้งยังอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินและนักอนุรักษ์แย่ลงไปอีก ซึ่งในหลายกรณีมีสภาวะตึงเครียดอยู่แล้ว

ขณะที่เกษตรกรมีความกังวลว่าเขื่อนบีเวอร์อาจทำให้เกิดน้ำท่วมอันไม่พึงประสงค์ในพื้นที่การเกษตรที่มีค่า ทำลายพืชผล และเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศในทางที่ไม่เอื้อต่อการทำการเกษตร จนเคยเกิดปัญหาชาวนาในสกอตแลนด์ยิงบีเวอร์ทิ้งเพราะทำให้น้ำท่วมพืชที่ปลูกไว้

อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนยุทธการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์โต้แย้งว่า อาชญากรรมที่แท้จริงคือการไม่คืนสายพันธุ์หลักกลับสู่ธรรมชาติในยุคที่เกิดวิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพ พวกเขามองว่าระบบของรัฐช้าเกินไป ซับซ้อนเกินไป และมีทรัพยากรไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น ในอังกฤษ มีการอนุญาตให้ปล่อยบีเวอร์เฉพาะในพื้นที่ล้อมรั้ว ซึ่งหลายคนมองว่าไม่ใช่การคืนสู่ธรรมชาติที่แท้จริง เพราะสัตว์ยังคงตกอยู่ในสภาพเป็นเชลย

สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

ถึงปัจจุบัน สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงจากเดิม เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2025 นี่เอง อังกฤษยอมให้มีการปล่อยบีเวอร์สู่ธรรมชาติอย่างถูกกฎหมายครั้งแรกในรอบสี่ศตวรรษ เมื่อกองทุน National Trust และ Natural England ร่วมมือกันปล่อยบีเวอร์ 4 ตัว สู่พื้นที่ชุ่มน้ำลิตเติลซี (Little Sea) นี่เป็นการปล่อยบีเวอร์อย่างเป็นทางการครั้งแรกที่บีเวอร์ได้รับอนุญาตให้อาศัยในธรรมชาติ ไม่ใช่ในพื้นที่ล้อมรั้ว

ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานอนุรักษ์กำลังปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อกระแสที่เกิดขึ้น ยุทธการทิ้งทุ่นระเบิดบีเวอร์จึงกลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการอารยะขัดขืนในแวดวงอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะขณะที่มันสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของระบบ มันก็ชูธงความสำเร็จของภาคประชาชนที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลธรรมดาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาที่สำคัญได้เช่นกัน

ถึงตอนนี้ การเปลี่ยนทัศนคติของคนในพื้นที่จากการมองว่าบีเวอร์คือ “ศัตรู” ให้กลายเป็น “พันธมิตรทางนิเวศวิทยา” จึงเป็นส่วนที่อาจจะยากที่สุดแต่ก็สำคัญที่สุดในการทำให้การปล่อยบีเวอร์กลับสู่ป่าแบบกองโจรกลายเป็นกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับและเล็งเห็นความสำคัญ

ข้อมูลอ้างอิง :

https://www.cambridge.org/core/journals/oryx/article/can-we-learn-from-the-uks-guerrilla-rewilding-movement/53480DDFF36C49AE9E60E0CF0C5FF2AB

https://www.theguardian.com/environment/2025/dec/19/the-rise-of-beaver-bombing-across-europe?

https://www.oryxthejournal.org/blog/bringing-the-hidden-movement-of-guerilla-rewilding-into-the-light/

https://www.exeter.ac.uk/news/research/title_1083799_en.html

https://www.nature.com/articles/s41598-020-80246-9