เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

โลกในปี 2025 เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่าง “ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง” กับ “ความช้าในการปรับตัวของระบบ” เทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ กำลังกลืนอาชีพดั้งเดิม ขณะที่วิกฤติสภาพภูมิอากาศทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าชีวิตของพวกเขากำลังถูกขโมยจากอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ระบบนโยบายของประเทศส่วนใหญ่ รวมถึงไทย ยังไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเยาวชน คนหนุ่มสาวจำนวนมากรู้สึกว่าตนไม่มีที่อยู่ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมือง การศึกษา หรือเศรษฐกิจ ที่ยังมองพวกเขาในฐานะ “ผู้รับนโยบาย” มากกว่า “ผู้ร่วมสร้างนโยบาย”
คำถามที่ตามมาคือ เราจะสร้างนโยบายแบบไหนที่ทำให้เยาวชนไม่ใช่เพียงอนาคตของชาติ แต่เป็นปัจจุบันของสังคม ได้จริง? นี่คือโจทย์ที่สหประชาชาติพยายามตอบผ่านยุทธศาสตร์ที่ชื่อว่า Youth2030
Youth2030 ยุทธศาสตร์เยาวชนแห่งสหประชาชาติ
Youth2030 เปิดตัวเมื่อปี 2018 โดย เลขาธิการสหประชาชาติ António Guterres ในฐานะกรอบแม่บทระดับโลกที่กำหนดว่า ทุกประเทศควรมองเยาวชนอย่างไร และจะร่วมมือกันสร้างระบบที่ให้พวกเขามีอำนาจในการออกแบบอนาคตอย่างไร
สาระสำคัญของ Youth2030 ไม่ใช่เอกสารราชการที่พูดถึงเด็กอย่างห่างเหิน แต่มันคือการประกาศว่า เยาวชนคือพลังขับเคลื่อนของการพัฒนาโลก และการพัฒนาใด ๆ ที่ไม่รวมพวกเขา ย่อมเป็นเพียงการพัฒนา “ครึ่งเดียว”
ยุทธศาสตร์นี้วางอยู่บนเสาหลัก 5 ด้าน ได้แก่ การมีส่วนร่วมของเยาวชน สุขภาวะ เศรษฐกิจและงานที่มีคุณค่า สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ ในมุมของ UN ทั้งห้าด้านนี้ไม่แยกจากกัน เพราะสุขภาวะโดยไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจย่อมเปราะบาง ขณะที่สิทธิโดยไม่มีพื้นที่สันติ ก็ไม่อาจยั่งยืน
หลังจากผ่าน 7 ปีแห่งการดำเนินการ Youth2030 กำลังเข้าสู่ Phase 2 ระหว่าง ปี 2025–2030 ซึ่งสหประชาชาติเรียกว่า “From Policy to Practice” หรือ “จากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง” เป้าหมายคือการผลักให้ทุกประเทศนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้กับนโยบายระดับชาติ ตั้งแต่เรื่องแรงงาน การศึกษา สุขภาพ ไปจนถึง เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่ในเอกสาร แต่ในชีวิตจริงของเยาวชนแต่ละคน
ทำไม Youth2030 จึงสำคัญในศตวรรษนี้
วันนี้ โลกมีประชากรเยาวชนกว่า 1.8 พันล้านคน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นยุคที่คนรุ่นใหม่เผชิญความไม่แน่นอนสูงสุด จากข้อมูลของ GlobeScan ปี 2025 กว่า 64 เปอร์เซ็นต์ของคนรุ่น Gen Z ทั่วโลกเชื่อว่าคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำ และความไม่มั่นคงทางอาชีพ เป็นปัญหาที่ขัดขวางอนาคตของพวกเขา
คำตอบของ Youth2030 จึงไม่ใช่แค่การให้โอกาส แต่คือการ “คืนอำนาจ” ให้เยาวชน ให้พวกเขามีสิทธิในการออกเสียง ตัดสินใจ และร่วมออกแบบนโยบายในฐานะหุ้นส่วนของรัฐ ไม่ใช่เพียงผู้ถูกช่วยเหลือ
กรอบนี้ยังเน้นมิติใหม่ของ “สุขภาวะ” ที่ก้าวข้ามการรักษาโรค สู่การสร้าง well-being ในทุกมิติของชีวิต ร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อม ในโลกที่เต็มไปด้วย burnout และ loneliness ของคนรุ่นใหม่ การมีนโยบายที่เข้าใจความเปราะบางทางจิตใจของพวกเขา จึงไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่คือความจำเป็นเชิงโครงสร้าง
สถานะของประเทศไทยในภาพนี้
ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างที่ดูเหมือนพร้อม เรามีกรมที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน มีสภาเด็กและเยาวชน มีหน่วยงานรัฐและเอกชนที่ทำงานกับเยาวชนจำนวนมาก แต่สิ่งที่ยังขาดคือยุทธศาสตร์รวมศูนย์ ที่มองเยาวชนแบบองค์รวม
นโยบายด้านเยาวชนในไทยมักแยกส่วน กระทรวงศึกษาดูเรื่องเรียน กระทรวงแรงงานดูเรื่องอาชีพ กระทรวงสาธารณสุขดูสุขภาพ แต่ไม่มีใครดู “คุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ทั้งระบบ” อย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน เยาวชนในไทยยังรู้สึกว่าพวกเขา “ไม่มีอำนาจในระบบนโยบาย” ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียงทางการเมือง หรือการออกแบบโครงการในระดับท้องถิ่น คนหนุ่มสาวมักถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการฝึกฝน ไม่ใช่กลุ่มที่ควรได้กำหนดทิศทาง
หากมองจากหลัก Youth2030 จะเห็นว่าประเทศไทยยังอยู่ในระยะ “policy for youth” มากกว่า “policy with youth” นั่นคือรัฐยังเป็นคนคิดแทนเยาวชน ไม่ใช่คิดร่วมกัน
ช่องว่างที่เราต้องกล้ายอมรับ
ช่องว่างแรกคือ เรื่อง “อำนาจ” เยาวชนไทยจำนวนมากต้องการมีส่วนร่วมในระบบ แต่ไม่มีช่องทางที่เป็นทางการและมีผลผูกพัน การมีสภาเยาวชนในหลายจังหวัด เป็นเพียงเครื่องหมายของการมีอยู่ แต่ไม่ได้หมายถึงการมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจริง
ช่องว่างที่สองคือ “คุณภาพของงาน” ถึงแม้ไทยจะมีอัตราการว่างงานของเยาวชนไม่สูงเท่าบางประเทศ แต่คนจำนวนมากอยู่ในงานที่ไม่ตรงศักยภาพ ไม่มีสวัสดิการ หรือไม่มีความมั่นคง การทำงานในระบบ gig หรือ freelance ยังไม่ถูกนับเป็นแรงงานที่ควรได้รับการคุ้มครอง ทั้งที่นี่คือชีวิตจริงของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก
ช่องว่างที่สามคือ “สุขภาวะทางจิต” ซึ่งกลายเป็นปัญหาระดับชาติ แต่ยังไม่มีระบบนโยบายรองรับอย่างจริงจัง การเข้าถึงบริการจิตเวชหรือที่ปรึกษายังจำกัด และยังมีตราบาปทางสังคม ทำให้เยาวชนจำนวนมากต้องรับมือกับความโดดเดี่ยวและความเครียดโดยลำพัง และงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง ยังลงทุนกับการจัดกิจกรรมเพื่อค้นหาความสุข มากกว่าการลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบ
ช่องว่างสุดท้ายคือ “การเชื่อมโยงเยาวชนกับอนาคตของประเทศ” แม้ไทยจะพูดเรื่องเยาวชนอยู่บ่อย แต่ในความเป็นจริง เรายังไม่ได้สร้าง ecosystem ที่ให้คนรุ่นใหม่เป็นผู้สร้างพลังนั้น พวกเขายังเป็นเพียง “ตัวแทนในเวที” ไม่ใช่ “เจ้าของระบบ”
ทางออก: จาก Youth2030 สู่ Youth Thailand 2570
ถ้า Youth2030 คือคำตอบของโลก เราควรมี Youth Thailand 2570 เป็นคำตอบของไทย ไม่ใช่ในฐานะเอกสารราชการ แต่เป็นกรอบความคิดที่เชื่อมรัฐ ภาคประชาชน และเยาวชนเข้าด้วยกัน
สิ่งแรกที่ไทยควรทำคือ สถาปนายุทธศาสตร์เยาวชนแห่งชาติที่มีทิศทางร่วม บูรณาการหน่วยงานทั้งหมด ให้มีเป้าหมายเดียวกัน คือ การสร้างคนรุ่นใหม่ที่ มีศักยภาพ สุขภาวะ และมีอำนาจร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่การฝึกให้ “เชื่อฟัง” แต่ฝึกให้ “ร่วมรับผิดชอบ” ต่อสังคม
สิ่งที่สองคือ การสร้างระบบการมีส่วนร่วมที่มีอำนาจจริง เช่น สภาเยาวชนระดับชาติที่มีสิทธิเข้าร่วมในกระบวนการจัดทำนโยบายหรือแผนงบประมาณ โดยไม่ต้องผ่านระบบราชการที่กรองเสียงไว้จนหมดพลัง การมีส่วนร่วมต้องไม่ใช่การประชุมเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องมีผลลัพธ์ทางนโยบายที่ตรวจสอบได้
สิ่งที่สามคือ การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับเยาวชน โดยเฉพาะการสร้าง quality jobs ใน green economy และ creative economy รัฐควรทำให้การทำงานอิสระหรือการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้รับสิทธิ และสวัสดิการ เช่นเดียวกับแรงงานในระบบ เพราะนี่คือโครงสร้างเศรษฐกิจของอนาคต
สิ่งที่สี่คือ การคุ้มครองสิทธิในโลกดิจิทัล ซึ่งเยาวชนไทยใช้ชีวิตอยู่มากกว่าครึ่งของวัน ต้องมีกรอบกฎหมายและนโยบายที่ปกป้องข้อมูลส่วนตัว ลดอคติของอัลกอริทึม และเสริมทักษะ digital literacy ตั้งแต่ระดับโรงเรียน รวมถึงสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโลกออนไลน์ที่ให้เยาวชนได้แสดงออกโดยไม่ถูกคุกคาม
สุดท้าย ไทยควรเชื่อมโยงนโยบายเยาวชนกับนโยบายหลักของประเทศ เยาวชนไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “ผู้บริโภค” แต่ควรเป็น “ผู้สร้างความหมายใหม่ให้กับประเทศ” ไม่ว่าจะผ่านดนตรี ภาพยนตร์ สื่อ หรือศิลปะ การให้เยาวชนได้เข้ามาออกแบบนโยบายร่วมกัยจึงเป็นการเปิดประตูให้การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมไทยเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกับพวกเขา
บทเรียนที่ต้องไม่ลืม
Youth2030 ชี้ให้เห็นว่า นโยบายเยาวชนที่ดี ไม่ใช่การจัดโครงการให้เด็กมาร่วม แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้พวกเขา “มีอำนาจร่วมตัดสินใจ” การลงทุนในคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่การใช้เงินกับกิจกรรม แต่คือการสร้าง infrastructure ของชีวิต — ตั้งแต่สุขภาพจิต การเรียนรู้ ไปจนถึงพื้นที่ทางสังคม ที่พวกเขารู้สึกว่ามีคุณค่า
สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ขาดไม่ใช่ทรัพยากร แต่คือ ความตั้งใจทางการเมืองที่จะเห็นคนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของประเทศจริง ๆ เรามีเยาวชนที่ฉลาด สร้างสรรค์ และต้องการมีส่วนร่วม แต่กลับต้องต่อสู้กับระบบที่ไม่ยอมปล่อยพื้นที่ให้พวกเขาเติบโต
ถ้าเรายังปล่อยให้คนรุ่นใหม่หมดศรัทธา ประเทศนี้จะไม่เพียงสูญเสียอนาคต แต่จะสูญเสียพลังที่สามารถเปลี่ยนปัจจุบันได้ทันที และถ้าเรากล้าสร้าง Youth Thailand 2570 ขึ้นมาอย่างจริงจัง โดยอ้างอิงจาก Youth2030 ของโลก ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ดีที่สุด แต่จะเป็นประเทศที่ “ฟังเยาวชนมากที่สุด” และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
การพัฒนาเยาวชนไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นต่อไป แต่คือการทำให้คนรุ่นนี้ ได้มีชีวิตที่พวกเขาร่วมออกแบบ ในเวลาที่ยังมีแรงจะฝันอยู่



