
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้กับประเทศและเขตปกครองกว่า 180 แห่ง ซึ่งหลายแห่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงสมาชิกสหภาพยุโรป ถือเป็นการยกระดับสงครามการค้าครั้งใหญ่ และเรียกมาตรการครั้งประวัติศาสตร์นี้ว่าเป็น “การประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ”
เมื่อเวลา 16.00 น. ตามเวลากรุงวอชิงตัน สหรัฐฯซึ่งตรงกับเวลา 03.00 น. ของวันที่ 3 เมษายนตามเวลาไทยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้(reciprocal tariffs) ที่จะเรียกเก็บจากกว่า 180 ประเทศและเขตปกครอง รวมถึงสมาชิกสหภาพยุโรป จะเผชิญนโยบายการค้าใหม่ที่ครอบคลุมในวงกว้าง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกมาตรการครั้งประวัติศาสตร์นี้ว่าเป็น “การประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ” นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าการเดิมพันที่เสี่ยงของทรัมป์ในการแก้ไขปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมอาจส่งผลให้ราคาสินค้าของผู้บริโภคชาวอเมริกันสูงขึ้นและทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง
การดำเนินการล่าสุดของทรัมป์ถือเป็นการยกระดับภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ที่สำคัญที่สุดในรอบเกือบศตวรรษ นับตั้งแต่มีการใช้พระราชบัญญัติ Smoot-Hawley ในปี 1930 (Smoot-Hawley Act of 1930 เป็นกฎหมายกำแพงภาษีที่ทำให้สินค้าราว 20,000 รายการถูกเก็บภาษีขาเข้าสู่สหรัฐอเมริกา )
ด้วยการใช้อำนาจฉุกเฉินของประเทศ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ 10% ต่อสินค้าที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ และเรียกเก็บภาษีนำเข้าจาก 60 ประเทศหรือกลุ่มการค้าที่มีการเกินดุลการค้าสูงกับสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงจีนและสหภาพยุโรป ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มอีก 34% และ 20% ตามลำดับ
ประธานาธิบดีทรัมป์และทำเนียบขาวได้แชร์แผนภูมิบนโซเชียลมีเดียซึ่งให้รายละเอียดอัตราภาษีศุลกากรที่อ้างว่าประเทศอื่น ๆ เรียกเก็บจากสหรัฐฯ ซึ่งอัตราภาษีที่อ้างนั้นรวมถึง “การบิดเบือนค่าเงินพื่อหวังผลทางการค้า( currency manipulation )และการกีดกันทางการค้า(Trade Barriers)” ของแต่ละประเทศ
อัตราภาษีเหล่านี้ส่วนใหญ่คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าแต่ละประเทศ “เรียกเก็บ” จากสหรัฐฯ


อัตราภาษีแบบที่เรียกเก็บในอัตราที่เท่ากัน(reciprocal rate)ไม่จำเป็นต้องเป็นอัตราภาษีเดียวของสหรัฐฯที่ประเทศเหล่านี้จะต้องเผชิญ
เมื่อวันพุธ ทำเนียบขาวบอกกับอีมอน จาเวอร์สของ CNBC ว่าอัตราภาษีแบบ reciprocal rate สำหรับจีนจะเพิ่มเข้าไปในอัตราภาษีที่มีอยู่เดิมซึ่งรวมเป็น 20% หมายความว่าอัตราภาษีที่แท้จริงสำหรับจีนภายใต้วาระการดำรงตำแหน่งของทรัมป์คือ 54%
ทรัมป์กล่าวว่าแผนของเขาจะกำหนดอัตราภาษีพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้าทุกประเภท แต่จากแผนภูมิของเขา แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศจะต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงกว่านั้นอย่างมาก
ภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ทรัมป์จะไม่เท่ากับภาษีที่ต่างประเทศเรียกเก็บจากสหรัฐฯ เว้นแต่ว่าประเทศนั้นจะเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว 10% นอกจากนี้ ทรัมป์จะไม่เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากภาษีที่มีอยู่แล้วในแต่ละภาคส่วน
“เราจะเรียกเก็บภาษีจากพวกเขาประมาณครึ่งหนึ่งของที่พวกเขาเรียกเก็บและเคยเรียกเก็บจากเรา ดังนั้นภาษีศุลกากรจะไม่ใช่ภาษีที่เก็บในอัตราที่เท่ากัน” ทรัมป์กล่าวและว่า “ผมคงทำแบบนั้นได้ แต่คงเป็นเรื่องยากสำหรับหลายประเทศ และเราไม่อยากทำเช่นนั้น”
แต่ตัวเลขที่ลดลงครึ่งหนึ่งนั้นรวมถึง “อัตราภาษีศุลกากรทั้งหมด การกีดกันที่ไม่ใช่ทางการเงิน และรูปแบบอื่นๆ ของการโกง” ทรัมป์กล่าว
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เท่ากับ 39% ของสหภาพยุโรป ภาษีศุลกากรใหม่ต่อสหภาพยุโรปจะอยู่ที่ 20% แทน ส่วนจีนซึ่งถูกเรียกเก็บภาษี 20% สำหรับการค้าเฟนทานิลอยู่แล้ว จะถูกเรียกเก็บเพิ่มอีก 34% แต่ก็เป็นครึ่งหนึ่งของภาษี 67% ที่เรียกเก็บจากสหรัฐฯ ทำให้ภาษีใหม่นี้เพิ่มขึ้นเป็น 54%
ประเทศต่างๆ ประมาณ 60 ประเทศจะถูกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกิน 10% โดยภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10% จะมีผลบังคับใช้ในวันเสาร์นี้ หลังเที่ยงคืน 1 นาที จากนั้นภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน
ภาษีนำเข้าใหม่จะไม่เพิ่มภาษีนำเข้าที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้สำหรับเหล็ก อลูมิเนียม และรถยนต์
ภาษีนำเข้า 25% สำหรับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าทรัมป์จะตัดสินว่าปัญหาเกี่ยวกับเฟนทานิลและการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายได้รับการแก้ไขแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น ภาษีสำหรับแคนาดาและเม็กซิโกก็จะเป็นไปตามแนวทางการค้าปัจจุบันของรัฐบาลสำหรับประเทศอื่นๆ
หลายประเทศได้ส่งสัญญาณว่าจะตอบโต้ต่อภาษีนำเข้าของทรัมป์ และหอการค้าระหว่างประเทศ(International Chamber of Commerce )กล่าวเมื่อวันพุธว่า “มีความเสี่ยงที่ชัดเจนต่อระบบการค้าโลก” หากความตึงเครียดทางการค้าถึงขีดสุด
จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า จะตอบโต้ต่อภาษีนำเข้าใหม่นี้อย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งสามประเทศจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงกว่า 20%
คลอเดีย เชนบาวม์ ประธานาธิบดีเม็กซิโก กล่าวว่า จะเปิดเผยแผนเศรษฐกิจในวงกว้างในวันพฤหัสบดีเพื่อตอบโต้ต่อภาษีนำเข้าของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงขั้นตอนในการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศด้วย
ผู้นำยุโรปหลายคนแสดงความคิดเห็นหลังจากการประกาศของทรัมป์ และยังให้คำมั่นว่าจะตอบสนองหลังจากที่ศึกษผลกระทบของภาษีนำเข้าใหม่ต่อประเทศ คาริน เคลเลอร์-ซัตเตอร์ ประธานาธฺบดีสวิส โพสต์บน X ว่าเจ้าหน้าที่ของประเทศ “จะตัดสินใจขั้นตอนต่อไปอย่างรวดเร็ว”
หลังจากการประกาศของทรัมป์ นายกรัฐมนตรีของแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ กล่าวว่าภาษีศุลกากรใหม่นี้จะ “เปลี่ยนแปลงระบบการค้าระหว่างประเทศโดยพื้นฐาน” และ “เราจะต่อสู้กับภาษีศุลกากรเหล่านี้ด้วยมาตรการตอบโต้”
ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวกับเคทแลน คอลลินส์ของ CNN ในการสัมภาษณ์กล่าวว่า “นั่งลง หายใจเข้าลึกๆ อย่าเพิ่งตอบโต้ทันที มาดูกันว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร เพราะหากคุณตอบโต้ นั่นคือวิธีที่เราจะทำให้เกิดความรุนแรง” และเตือนประเทศอื่นๆ ว่า “การทำอะไรที่หุนหันพลันแล่นเป็นสิ่งที่ไม่ฉลาด”