‘ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ’ เชื่อมห่วงโซ่ ‘CPF’ ผนึกคู่ค้า 5,000 ราย ‘Sustain the Chain, Share the Gain’

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

‘From Shock to Shift (Thailand Sustainable Transition in a Fractured World) จากวิกฤติโลกสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน’ แนวคิดการจัดงาน “GCNT Expo 2026” ระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 กับเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนและรับมือ shock ของโลก ไม่ว่าจะเป็น วิกฤติสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาเศรษฐกิจ และผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ UN Global Compact Network Thailand (GCNT) ชวนทุกภาคส่วนมองอนาคตประเทศไทย แลกเปลี่ยนไอเดีย และค้นหาแนวทางขับเคลื่อน ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ผ่านมุมมองจากผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายแขนง

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ตอกย้ำวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วยการเข้าร่วมงาน GCNT Expo 2026 ภายใต้แนวคิดหลัก “Grow Together, Nourish the Future หรือ อนาคตที่ไม่มีใครหิว อาจเริ่มจากการทำให้ ‘คนตัวเล็ก’ ได้เติบโต”

เติบโตพร้อม คู่ค้า–ซัพพลายเออร์ 1 ล้านชีวิต  

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Sustain the Chain, Share the Gain: ต่อยอดทศวรรษแห่งการลงมือทำ เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ว่า โลกวันนี้เผชิญกับความผันผวนหลายด้านพร้อมกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนต่างๆ (Uncertainty) ที่เกิดขึ้นในระดับโลก ตั้งแต่ประเด็นสิ่งแวดล้อม การเมือง และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานและ Operation ของธุรกิจ ตลอดจนกรอบกติกาใหม่ที่ส่งผลต่อการค้าและการลงทุน นี่คือ Shock ที่จะอยู่กับทุกองค์กร

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือวิกฤติโควิด-19 แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 6 ปี แต่ผลกระทบยังคงส่งผลต่อภาคธุรกิจจนถึงวันนี้

Shock ที่เกิดขึ้น ทำให้ CPF กลับมาทบทวนองค์กรว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างไร

นายประสิทธิ์ เล่าว่า CPF เริ่มคิดเรื่องการทำธุรกิจแบบ “Share the Gain” ตั้งแต่ช่วงก่อนและระหว่างโควิด โดยศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) จากบริษัทที่ประสบความสำเร็จระดับโลกอย่าง Toyota ที่ทำงานแบบรวมพลังตลอดทั้ง Value Chain ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งซัพพลายเออร์ที่จำหน่ายวัตถุดิบ และเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกว่า 1 ล้านชีวิต

“ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความแข็งแกร่งขององค์กรเพียงลำพังไม่ใช่คำตอบของความยั่งยืนที่แท้จริง ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการมุ่งเน้นเพียงการปรับปรุงองค์กรภายใน มาเป็นการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ทั้งห่วงโซ่อุปทาน…หากคนตัวเล็กเหล่านี้อยู่ไม่ได้ ธุรกิจใหญ่ก็ไม่มีทางรอดอย่างยั่งยืน” นายประสิทธิ์ กล่าว

หัวใจของแนวคิดนี้คือ การปรับมุมมองด้านการจัดซื้อ จากเดิมที่มุ่งเน้นเรื่องต้นทุนเป็นหลัก สู่การมองว่าจะซื้อสินค้าอย่างไรให้คู่ค้าอยู่ร่วมกับ CPF ได้ในระยะยาว ปัจจุบัน CPF มีซัพพลายเออร์ในประเทศไทยกว่า 5,000 บริษัท จึงจำเป็นต้องร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งให้กับคู่ค้าไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม CPF ยังทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรในภาคการผลิตต้นน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ครอบคลุมเกษตรกรราว 60,000 ครัวเรือน หรือกว่า 300,000 คน

‘Share the Gain’ คนตัวเล็กเติบโต ธุรกิจใหญ่ไปรอด

“เรากลับมาดูโมเดลในเกษตรอุตสาหกรรมของเรา ใช้วิธีเรียนรู้ Cross Industry ถ้าเรียนรู้แค่ใน Industry ของตัวเอง จะจมอยู่กับตัวเอง มองไม่เห็นปัญหาและโอกาสชัดเจน แต่ถ้าเรียนรู้ข้ามอุตสาหกรรม จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นมาก Business Model ดูได้จาก Industry ไหนก็ได้”

บทเรียนสำคัญที่ CPF ได้เรียนรู้คือ ‘Share the Gain’ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติโควิด-19 จากที่ทีมผู้บริหารระดับสูงของ CPF เห็นว่า ต่อให้เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่รับมือกับวิกฤติได้ แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ในห่วงโซ่อุปทานอาจไม่สามารถประคองตัว จึงเกิดแนวคิดปรับเงื่อนไขการชำระเงินให้คู่ค้า จากเดิมที่จ่ายภายใน 30 วัน ลดเหลือ 15 วัน

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ซัพพลายเออร์รายหนึ่งที่ส่งมะนาวให้ CPF ในสัดส่วนราว 30% ของธุรกิจทั้งหมด เมื่อ CPF ร่นระยะเวลาชำระเงินลงครึ่งหนึ่ง เกษตรกรรายนี้ก็ได้รับกระแสเงินสดเข้ามาเร็วขึ้น และการปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินให้เร็วขึ้น ช่วยให้ธุรกิจนี้ผ่านพ้นวิกฤติโควิดมาได้

จากนั้น CPF ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ โดยพัฒนาให้ซัพพลายเออร์สามารถนำ Invoice ไปขอสินเชื่อจากธนาคารได้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ด้านหนึ่งผู้ประกอบการก็เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารก็มั่นใจในความสามารถการชำระเงินของลูกค้าได้

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า บริษัทเดินหน้าพัฒนาศักยภาพคู่ค้าอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ Partner to Grow เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน และโครงการ SME Excellent ซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้คู่ค้า SMEs ไทย ครอบคลุม 5 เสาหลัก ได้แก่ (1) คุณภาพ (2) ประสิทธิภาพด้านต้นทุน (3) การบริการและความเชื่อมั่น (4) นวัตกรรม และ (5) ความยั่งยืน

สิ่งที่คู่ค้าต้องการมากที่สุดคือองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี CPF จึงจัดอบรมหลักสูตร Lean and Six Sigma ทั้งระดับ Green Belt และ Black Belt สำหรับคู่ค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดย CPF จะส่งทีมวิศวกรเข้าไปทำงานร่วมกับบริษัทคู่ค้าประมาณ 6 เดือน เพื่อพัฒนาโครงการตามความต้องการเฉพาะราย

นายประสิทธิ์ ขยายความว่า เงื่อนไขสำคัญของโครงการคือ เมื่อคู่ค้าปรับปรุงประสิทธิภาพและเกิดผลประหยัดจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว CPF จะให้นำผลการประหยัดทรัพยากรไปต่อยอดและปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อมของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเชื่อมโยงกับการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ตลอดห่วงโซ่

ที่สำคัญ คู่ค้าที่เข้าร่วมโครงการอย่างครบถ้วนจะได้คะแนนพิเศษในการพิจารณาสั่งซื้อ ซึ่งจะช่วยให้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่าง CPF กับคู่ค้ายืนยาวขึ้น

ตัวอย่างความร่วมมืออย่าง ‘ใบกะเพรา’ โดยก่อนหน้านี้ CPF รับซื้อเฉพาะใบคุณภาพสูง แต่เมื่อทีม R&D ของ CPF ทำงานร่วมกับเกษตรกรและกลุ่มซัพพลายเออร์ พบว่าสามารถสกัดกลิ่นหอมจากก้านและต้นกะเพราได้เช่นกัน ทำให้เกษตรกรที่แต่เดิมขายได้เฉพาะใบสวย สามารถขายผลผลิตได้ทั้งต้น สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ CPF เองก็ได้ประโยชน์ด้านการบริหารต้นทุนไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ยังมีกรณีมะนาวที่ CPF ร่วมกับเกษตรกรในการพัฒนาวิธีเก็บรักษาความหอมของมะนาวให้อยู่ได้นานขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพน้ำจิ้มซีฟู้ดของ CPF ให้คงความสดของมะนาวได้ยาวนานกว่าเดิม

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า โครงการ SME Excellent ยังได้รับความร่วมมือจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยให้นักศึกษาเข้ามาฝึกปฏิบัติงานจริงร่วมกับทีมวิศวกรของ CPF ในหน้างานของคู่ค้า SMEs เป็นการต่อยอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกับการพัฒนาคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน

“หัวใจของ Sustain the Chain, Share the Gain คือการเติบโตแบบ Inclusive ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เมื่อเราแชร์ความรู้ แชร์เทคโนโลยี และแชร์โอกาส เราจะสามารถสร้าง Ecosystem ที่มั่นคงและพร้อมรับทุกแรงกระแทกจากวิกฤติโลก เพื่อสร้างอนาคตที่ไม่มีใครต้องหิวโหยอย่างแท้จริง” นายประสิทธิ์ กล่าว

‘Sustain the Chain’ ตอบโจทย์ SDGs ยุติความหิวโหย

นายประสิทธิ์ กล่าวถึงกลยุทธ์การรับมือความผันผวนของโลกต่อองค์กร โดย CPF วางกลยุทธ์ธุรกิจ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. การบูรณาการระบบตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Integration System)
  2. เครือข่ายระดับโลก (Global Network)
  3. การพัฒนาด้านโภชนาการอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ (Food Nutrition and Biotechnology)

ด้าน Integration System เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการควบคุมต้นทุนตลอดห่วงโซ่ ควบคู่กับความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ นอกจากนี้ CPF ยังมีบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศต่างๆ ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ปัจจุบัน CPF มีการลงทุนโดยตรงทั้งฟาร์มและโรงงานใน 17 ประเทศ และส่งออกสินค้าไปยังอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

นายประสิทธิ์ ยกตัวอย่างช่วงโควิด-19 จากที่ประเทศมาเลเซียระงับการส่งออกไก่และไข่ไปยังสิงคโปร์เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารในประเทศ CPF จึงได้รับการติดต่อให้ช่วยส่งไก่เพิ่มเติมให้สิงคโปร์อีกราว 900 ตัน เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้าน Food Security ในช่วงเวลาวิกฤติ

ด้าน Global Network สินค้าเกษตรของไทยผ่าน CPF เดินทางไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลกผ่านจุดกระจายสินค้ากว่า 200,000 จุด ไม่ว่าจะเป็นไก่ที่ส่งให้ KFC ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก (ยกเว้นสหรัฐอเมริกา) ผลิตภัณฑ์ไก่ที่ Wingstop ในยุโรปและอังกฤษใช้ 100% รวมถึงสินค้าที่วางจำหน่ายใน 7-Eleven, Walmart และ Tesco ทั่วโลก

ด้าน Food Nutrition and Biotechnology สะท้อนผ่านโครงการส่งไก่ไทยไปอวกาศ ผ่านการผลิตไก่มาตรฐานสูงส่งให้นักบินอวกาศ ได้รับการตรวจสอบจาก NASA ตั้งแต่กระบวนการโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม โรงชำแหละ และโรงงานแปรรูป รวมใช้เวลากว่า 2 ปี

สุดท้าย นายประสิทธิ์ กล่าวถึงมิติความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมว่า CPF เป็นบริษัทไทยรายแรกของโลกในกลุ่มธุรกิจอาหารที่ได้รับการรับรองเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกจาก SBTi ครบทั้ง 4 ด้าน ครอบคลุมทั้งแผนระยะสั้นถึงปี 2030 และแผนระยะยาวถึงปี 2050 โดยเฉพาะภาคฟาร์มปศุสัตว์ซึ่งเป็นส่วนที่หลายบริษัททั่วโลกยังไม่ได้รับการรับรอง ทำให้ปัจจุบันฟาร์มของ CPF ถูกใช้เป็นต้นแบบ (Benchmark) ของมาตรฐาน SBTi ด้านการเลี้ยงสัตว์และปศุสัตว์

ทั้งนี้ CPF ใช้พลังงานหมุนเวียนแล้วกว่า 35% ของการดำเนินงานทั้งหมดในประเทศไทย เพิ่มขึ้นจาก 32% จากปีก่อน ทั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงานและฟาร์มแทบทุกแห่ง และก๊าซชีวภาพที่ผลิตจากมูลสุกรและมูลไก่

สิ่งเหล่านี้ตอบโจทย์ประเทศไทยและโลกในด้าน ‘ความมั่นคงทางด้านอาหาร’ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 2 เรื่องการยุติความหิวโหย (Zero Hunger)

‘ผนึกคู่ค้าตลอดห่วงโซ่’ กุญแจรับมือ Shock

นายประสิทธิ์ ย้ำว่า ไม่ว่าองค์กรจะมีขนาดใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้เพียงลำพัง การผนึกกำลังกับคู่ค้าและเกษตรกรตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจไทยยืนหยัดได้ท่ามกลางความผันผวนของโลก ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี

แนวคิด “Grow Together, Nourish the Future” ที่ CPF นำมาถ่ายทอดในงาน GCNT Expo 2026 จึงไม่ใช่เพียงสโลแกน แต่เป็นภาพสะท้อนของการดำเนินธุรกิจจริงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การปรับเงื่อนไขการชำระเงินเพื่อประคองคู่ค้าในยามวิกฤติ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีให้ SMEs ฟรี ไปจนถึงการตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายในระดับสากล

ทั้งนี้ CPF ยังร่วมจัดแสดงนิทรรศการในโซน SDGs Journey ภายใต้แนวคิด “Grow Together, Nourish the Future: อนาคตที่ไม่มีใครหิว อาจเริ่มจากการทำให้ ‘คนตัวเล็ก’ ได้เติบโต” โดยนำเสนอ 2 เส้นทางสำคัญ ได้แก่

  • From Farm to Fork: การส่งต่อโอกาสให้เกษตรกรและคู่ค้ากว่า 60,000 รายทั่วประเทศ ผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การจัดหาวัตถุดิบยั่งยืนอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า 100% ร่วมกับเกษตรกรกว่า 50,000 ราย รวมถึงผลสำเร็จจากโครงการ SMEx ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 485,210 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • From Food to Future: การถ่ายทอดความสำเร็จของ ‘โครงการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน’ ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทมากว่า 30 ปี ปัจจุบันสนับสนุนโรงเรียนแล้ว 988 แห่ง ส่งต่อไข่ไก่คุณภาพกว่า 27 ล้านฟองต่อปี ให้แก่นักเรียนกว่า 223,000 คน และครูบุคลากรกว่า 16,500 คน

การร่วมงาน GCNT Expo 2026 ของซีพีเอฟในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า แต่ยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเปลี่ยนความผันผวนของโลกให้เป็นพลังในการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง