บลจ.กรุงศรี ชี้เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังยังโต หนุนด้วยธีม AI แนะกระจายพอร์ตในหุ้นเชิงรับเพิ่ม

นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด

บลจ.กรุงศรี เผยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก และมุมมองการลงทุนครึ่งหลังปี 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย การลงทุนในตราสารหนี้ การลงทุนหุ้นต่างประเทศพร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ต

นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) เปิดเผยว่า “ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 6.91 แสนล้านบาท โดยกองทุนรวมยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 69) และในช่วงครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับบริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Invesco เปิดตัว 3 กองทุนใหม่ ได้แก่ KF-GEI ที่มีขนาดกองทุน 1,398 ล้านบาท กองทุน KF-SP500M และ กองทุน KF-SP500MFX ซึ่งมีขนาดกองทุนรวม 1,352 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกองทุนสกุลเงินตราต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 1.39 พันล้านบาท”

“สำหรับแผนธุรกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ เพื่อนำเสนอกองทุนใหม่ที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์สภาวะการลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางการให้บริการและระบบดิจิทัล ทั้งการเพิ่มช่องทางติดตามพอร์ตการลงทุนผ่าน LINE Connect และการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่บน @ccess Mobile รวมถึงปรับโฉม @ccess Online เพื่อยกระดับประสบการณ์การลงทุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง”

“นอกจากนี้ ในปี 2569 บลจ.กรุงศรี ยังได้รับรางวัลจากสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 13 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลจากสถาบันในประเทศ 6 รางวัล รวมถึงรางวัลจากสถาบันต่างประเทศอีก 7 รางวัล ครอบคลุมทั้งรางวัลบริษัทจัดการกองทุนรวมดีเด่น รางวัลการบริหารกองทุนตราสารหนี้ และรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมประเภทต่างๆ สะท้อนถึงศักยภาพ ความเป็นมืออาชีพ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของบริษัท”

นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.กรุงศรี

ด้านมุมมองเศรษฐกิจโลกปี 2569 นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า “เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ ภายใต้สมมติฐานว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลามยืดเยื้อ โดยเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนทางด้าน AI และการบริโภคที่ยังสามารถเติบโตได้ตามสภาวะตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนกลับเข้าสู่ทิศทางชะลอลงในปี 2570 โดยความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงานและจากต้นทุนชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น อาจกดดันให้ Fed มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ ขณะที่ปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน อาจเข้ามาสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้เป็นระยะๆ

“แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง   ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน เนื่องจากยังเผชิญกับภาระหนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อและค่าครองชีพ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป”

“บลจ.กรุงศรี ยังคงมุมมองการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระดับ “Neutral” โดยมองว่าโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีจำกัด ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันยังน่าสนใจ ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และตลาดประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 2569 สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินเฟ้อโลก นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ราคาน้ำมัน และความเคลื่อนไหวบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1 และยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย”

“สำหรับหุ้นไทย บลจ.กรุงศรี มีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นไทย โดยประเมินว่าตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แนวโน้มเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย นอกจากนี้ การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาสแรกของปี 2569 ยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่ประเมินไว้ และประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปีร้อยละ 1.3 มาอยู่ที่ 96.87 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของการเติบโตเชิงโครงสร้าง และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ราคาอาหาร และอัตราเงินเฟ้อ”

“ด้านการลงทุนในกองทุนต่างประเทศแม้จะมีความกังวลที่ Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและภาวะสงครามในตะวันออกกลาง แต่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดี จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งนำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี”

“ธีมการลงทุนเด่นในปี 2569 บลจ.กรุงศรี ยังคงมองว่า AI เป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุด เนื่องจากพื้นฐานหุ้นกลุ่มนี้ยังคงแข็งแกร่งมาก การลงทุนทางด้าน AI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการการใช้งานที่สูงขึ้นอย่างมาก แนะนำให้ลงทุนกองทุนกลุ่ม Global Tech และ Asia Tech ในช่วงที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor กำลังปรับฐาน พร้อมแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น หุ้นกลุ่ม Global Dividend และ Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน”

“สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง แนะนำให้กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ โดยจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นร้อยละ 50 และตราสารหนี้ร้อยละ 50 ครอบคลุมการลงทุนทั้งในหุ้นโลก หุ้นเทคโนโลยี หุ้นจีน หุ้นปันผล และกลุ่มเฮลท์แคร์ ควบคู่กับการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมลงทุนในกองทุน RMF และ Thai ESG เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี” นายศิระ กล่าว

นักลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือ เว็บไซต์ www.krungsriasset.com หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

  • ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  • รางวัลและการจัดอันดับดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนแต่อย่างใด
  • KF-SP500MFX กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน จึงมีความเสี่ยงสูงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • KF-GEI และ KF-SP500M กองทุนป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้