สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เรามักนึกถึงสัตว์ป่าหายากนานาชนิด ตลอดจนชิ้นส่วนร่างกายของสัตว์ใหญ่ อย่างเช่น งาช้าง นอแรด เขี้ยวเสือ เขากระทิง
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายได้ขยายตัวเข้าสู่พรมแดนใหม่ที่หลายคนไม่ทันสังเกต แมลงต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สุดชนิดหนึ่ง กลับกลายเป็นสินค้าใหม่ยอดนิยมในตลาดมืดระดับโลกอย่างเงียบๆ
ผีเสื้อใกล้สูญพันธ์ุบางชนิดมีมูลค่าตัวละพันเหรียญสหรัฐฯ แต่แมลงที่กำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งก็คือ “มด” ราชินีมดหายากเพียงหนึ่งตัวอาจขายได้ถึง 200-250 เหรียญสหรัฐฯ เชื่อกันว่าตลาดมืดค้ามดโดยรวมมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
การลักลอบค้าแมลงจึงเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาดการลักลอบค้าสัตว์ป่า ความนิยมของผู้คนที่มีต่อสัตว์เลี้ยงแปลกใหม่ และช่องโหว่ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากมีขนาดเล็กและสามารถลักลอบขนส่งได้สะดวกง่ายดาย แมลงผิดกฎหมายจึงตรวจจับได้ยากและสร้างผลกระทบรุนแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจท้องถิ่น และโครงสร้างสังคม โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นแหล่งต้นทาง
การลักลอบค้าแมลงแบบผิดกฎหมาย (insect trafficking) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ผีเสื้อหายาก แมลงปีกแข็ง ไปจนถึงมดราชินีและแมงมุม เป็นปรากฏการณ์ที่ถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการของนักสะสมสัตว์เลี้ยงแปลกใหม่ และเป็นส่วนย่อยที่กำลังเติบโตของตลาดค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายทั่วโลกที่มีมูลค่าประมาณ 7-23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมูลค่าที่แท้จริงของตลาดมืดค้าแมลงนั้นประเมินได้ยากเนื่องจากเป็นตลาดสีเทา ตรวจจับยาก และข้อมูลไม่ครบ แต่องค์การศุลกากรโลก (WCO) และรายงานจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระบุว่า ตลาดการค้าแมลงทั่วโลก (ทั้งถูกและผิดกฎหมาย) มีมูลค่าหมุนเวียนรวมกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี
เริ่มจากนักสะสม
การค้าแมลงมีประวัติยาวนานหลายร้อยปี โดยเฉพาะในยุโรปยุควิทยาศาสตร์รุ่งเรือง (Age of Enlightenment) ที่นักธรรมชาติวิทยานิยมเก็บตัวอย่างแมลงเพื่อศึกษาและจัดจำแนกชนิดพันธุ์
ต่อมานักสะสมชาวยุโรปเริ่มเดินทางไปยังอาณานิคมต่างๆ เพื่อรวบรวมแมลงหายากไว้เป็นชุดสะสมทางวิทยาศาสตร์ แต่ถึงปัจจุบัน การเลี้ยงแมลงในรูปแบบของงานอดิเรกได้พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการเลี้ยงมดและแมลงปีกแข็ง
ความต้องการที่พุ่งสูงนี้ได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดตลาดมืดแมลงทั่วโลก ในปี 2025 ปฏิบัติการ Operation Thunder ซึ่งเป็นปฏิบัติการปราบปรามการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายระยะเวลาหนึ่งเดือนที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สามารถยึดแมลงและสัตว์ขาปล้อง (arthropods) ได้เกือบ 10,500 ตัวทั่วโลก รวมถึงผีเสื้อ แมงมุม และแมลงหลายชนิดที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้สนธิสัญญาไซเตส
สหรัฐฯ เคยยึดผีเสื้อได้มากกว่า 17,000 ตัว จากผู้กระทำผิดเพียงรายเดียว ซึ่งมีมูลค่าในตลาดมืดเกิน 200,000 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ทางเอเชียตะวันออกมักจะมีการลักลอบซื้อขายแมลงปีกแข็งเนื่องจากวัฒนธรรมความนิยมที่มองแมลงปีกแข็งเป็นสัตว์เลี้ยงหรือใช้สำหรับการแข่งขัน
การลักลอบค้าแมลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สนธิสัญญาไซเตสให้ความคุ้มครองแมลงเพียง 20 ชนิดเท่านั้น ทำให้กว่า 99 % ของแมลงทั่วโลกถูกละเลยเพราะช่องว่างทางกฎหมาย
ตลาดค้ามดเติบโต
การประดิษฐ์รังมดจำลอง (Formicarium) โดยชาร์ลส์ ฌาเนต์ นักกีฏวิทยาชาวฝรั่งเศส ในปี 1874 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนสามารถสังเกตพฤติกรรมของมดได้อย่างใกล้ชิด ถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ความแพร่หลายของฟาร์มมดของเล่น (Ant Farm) ก็ทำให้เด็กๆ คุ้นเคยกับการเลี้ยงมดมากขึ้นอีก
แต่ความนิยมที่แท้จริงระเบิดขึ้นในช่วงต้นยุค 2000 เมื่อความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียทำให้ชุมชนคนรักมดผุดขึ้นทั่วโลก การระบาดของโควิด-19 ยิ่งเร่งให้กิจกรรมนี้เติบโตขึ้นอีก เพราะผู้คนถูกกักตัว จึงมองหางานอดิเรกที่ทำได้ในบ้าน ความต้องการมดสายพันธุ์แปลกๆ ที่รูปลักษณ์โดดเด่น หรือมีพฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อน จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ในบางภูมิภาค เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวนนักสะสมมดพุ่งสูงขึ้นกว่า 300% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาซื้อขายมดท้องถิ่นที่หายากในตลาดมืดสูงขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัว
ชุมชนออนไลน์เกี่ยวกับมดบนโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น ดิสคอร์ด เรดดิท และยูทูบ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว วิดีโอเกี่ยวกับมดกลายเป็นที่นิยม ผู้ค้ามดออนไลน์รายหนึ่งเปิดเผยว่า ตลาดนี้กำลังเฟื่องฟู มีการจัดงานแสดงมดที่นักสะสมมาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนสายพันธุ์มดและอุปกรณ์ โดยยอดขายเติบโตขึ้นเกือบทุกปีและมีผู้ค้ารายใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
สายพันธุ์ในฝัน
ในปัจจุบัน มดที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากจนมีการลักลอบซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือมดเก็บเกี่ยวแอฟริกันยักษ์ (Giant African Harvester Ants) ถือเป็นสายพันธุ์ที่มีมูลค่าสูงที่สุด ราชินีมดที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้วหนึ่งตัวสามารถขายได้สูงถึง 220 เหรียญสหรัฐฯ
มดชนิดนี้เป็นมดเก็บเกี่ยวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีสีสันและรูปร่างที่น่าประทับใจ มีพฤติกรรมการสร้างอาณาจักรที่ซับซ้อนและน่าสนใจสำหรับการเฝ้าดู พบเฉพาะในเอธิโอเปีย ซูดาน และเคนยาเท่านั้น ทำให้มีความหายากตามธรรมชาติ ราชินีตัวเดียวสามารถสร้างอาณาจักรได้ทั้งอาณาจักรและมีชีวิตยืนยาวนานหลายทศวรรษ
ร้านค้าออนไลน์ Ants R Us ในสหราชอาณาจักร บรรยายถึงมดเก็บเกี่ยวแอฟริกันยักษ์ว่าเป็น “สายพันธุ์ในฝันของหลายๆ คน”
ในประเทศเคนยาที่เป็นแหล่งกำเนิดของมดเก็บเกี่ยวแอฟริกันยักษ์ เมื่อถึงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มดราชินีบินออกจากรัง ชาวบ้านในพื้นที่อย่างกิลกิลและไนวาซาจะจับมดเพื่อขายให้นายหน้า ซึ่งจะส่งต่อผ่านเครือข่ายออนไลน์ไปยังยุโรป เอเชีย และอเมริกา
เมื่อเดือนเมษายน 2025 เจ้าหน้าที่เคนยาตรวจพบมดราชินีกว่า 5,000 ตัว บรรจุอยู่ในหลอดทดลองและกระบอกฉีดยาขนาดเล็กพร้อมสำลีชื้น ผู้ต้องหาเป็นวัยรุ่นชาวเบลเยี่ยมสองคน มดแต่ละตัวมีมูลค่าตลาดมืดสูงถึง 220 เหรียญสหรัฐฯ สินค้าทั้งหมดจึงมีมูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากขายได้ แต่มูลค่าในประเทศคือ 9,300 เหรียญสหรัฐฯ
ขณะที่มดสายพันธุ์เฉพาะถิ่นจากออสเตรเลียนั้น ราคาของมดราชินีพร้อมกลุ่มมดงานอาจพุ่งสูงถึง 500 ถึง 1,500 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้มีกำไรมหาศาล จึงเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ตลาดเติบโต
ตัวเล็กแต่ส่งผลกระทบร้ายแรง
ในมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการค้ามดในตลาดมืดไม่ใช่แค่การสูญเสียสายพันธุ์จากป่า แต่คือความเสี่ยงของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive Species) มดเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการปรับตัวสูงและมีโครงสร้างทางสังคมที่แข็งแกร่ง หากมดต่างถิ่นหลุดรอดออกไปสู่สภาพแวดล้อมใหม่ พวกมันอาจทำลายระบบนิเวศท้องถิ่นจนย่อยยับ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ มดไฟแดง (Red Imported Fire Ants – RIFA) ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ทั้งในด้านเกษตรกรรมและระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมกันแล้วเป็นเงินกว่า 1.22 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1960
การลักลอบนำเข้ามดราชินีสายพันธุ์ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวจึงเปรียบเสมือนการนำระเบิดเวลาทางชีวภาพเข้ามาในประเทศ
นอกจากนี้ การลักลอบขุดมดจากรังธรรมชาติยังทำลายโครงสร้างของดินและรบกวนห่วงโซ่อาหารในพื้นที่นั้นๆ มดหลายชนิดทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายและผู้กระจายเมล็ดพันธุ์ การนำมดราชินีออกจากระบบนิเวศในปริมาณมากจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของป่าในระยะยาว
การจับแมลงราชินีหรือแมลงหายากนั้นเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงมาก เพราะแมลงหลายชนิดเป็น “วิศวกรระบบนิเวศ” เช่น มดเก็บเกี่ยวแอฟริกันยักษ์ที่ช่วยกระจายเมล็ดพืชหลายกิโลกรัมต่อรังต่อปี หากรังล่มสลาย ระบบนิเวศทุ่งหญ้าจะได้รับผลกระทบตั้งแต่ระดับจุลินทรีย์ไปจนถึงสัตว์ขนาดใหญ่
ทางออกที่ยั่งยืน
การค้ามดในตลาดมืดไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป แต่มันคือกระจกสะท้อนความเปราะบางของระบบนิเวศที่เผชิญแรงกดดันจากความต้องการของมนุษย์ การแก้ปัญหานี้ต้องการความร่วมมือในหลายระดับ ตั้งแต่การปรับปรุงกฎหมายระหว่างประเทศให้ครอบคลุมถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์ ไปจนถึงการสร้างจิตสำนึกให้นักสะสมเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการครอบครองมดเพียงหนึ่งตัว
ตลาดมืดค้าแมลงสร้างรายได้มหาศาลให้อาชญากรข้ามชาติ แต่สร้างความเสียหายระยะยาวให้ประเทศต้นทาง เช่น เคนยาที่สูญเสียโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว หากมีการออกใบอนุญาตเพาะเลี้ยงอย่างถูกกฎหมาย อาจสร้างตำแหน่งงานจำนวนมากให้แก่ชุมชน
สังคมและวัฒนธรรมก็ได้รับผลกระทบ งานอดิเรกเลี้ยงแมลงที่เป็นกิจกรรมให้การศึกษาและน่าหลงใหล กลับชักจูงเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม เช่น คดีวัยรุ่นชาวเบลเยี่ยมที่วางแผนลักลอบนำมดออกจากเคนยา
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางออกที่ยั่งยืนคือการผลักดันกฎระเบียบระหว่างประเทศที่ครอบคลุมแมลงมากขึ้น การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงในประเทศปลายทางด้วยสายพันธุ์พื้นเมือง และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกซื้อจากแหล่งถูกกฎหมาย
ขณะเดียวกัน สถาบันวิทยาศาสตร์หลายแห่งก็พยายามรณรงค์ให้สะสมแบบดิจิตัล (Digital Collection) โดยการเก็บข้อมูลภาพถ่ายแทนการสะสมตัวจริง เพื่อลดแรงกดดันต่อประชากรแมลงในธรรมชาติ
หากไม่เร่งแก้ไข ปล่อยให้การค้าแมลงดำเนินไปอย่างไร้การควบคุม การค้าแมลงผิดกฎหมายอาจกลายเป็นแนวรุกใหม่ของการค้าสัตว์ป่าที่คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด อีกทั้งยังอาจกลายเป็นทางออกของอาชญากรบางกลุ่มที่หันมาค้าพืช สัตว์และแมลง แทนที่จะลักลอบค้ายาเสพติดและอาวุธเหมือนในอดีต
ข้อมูลอ้างอิง:
https://www.bbc.com/news/articles/cg4g44zv37qo
https://www.mdpi.com/2075-471X/14/5/74



