1721955
เป็นข่าวใหญ่ประเด็นเดือดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2026 เมื่อทางการจีนส่งสัญญาณครั้งสำคัญถึงผู้ผลิตซีรีส์ทั้งหมด ย้ำว่าทั้งหมด ให้ปรับปรุง “ความงามทางสุนทรียศาสตร์” ให้ถูกต้องตามหลักการของรัฐบาล
เมื่อ สำนักงานบริหารวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติจีน (NRTA) จัดสัมนาใหญ่โดยเชิญยักษ์ใหญ่ในวงการมาพร้อมหน้าทุกแพลตฟอร์ม อาทิ iQIYI, Mango TV, Tencent Video, Youku และบริษัทผู้ผลิตละครชั้นนำ เช่น Daylight Entertainment, Huace ฯลฯ เพื่อปรับทัศนคติเรื่อง “สุนทรียศาสตร์ที่ดีในละครโทรทัศน์”
ทางการจีนชี้ว่าแม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีผลงานคุณภาพออกมามาก แต่ก็ยังมีแนวโน้มเชิงลบที่เรียกว่า “Appearance above all” หรือการให้ความสำคัญกับหน้าตาตัวละครเหนือสิ่งอื่นใด โดยปัญหาหลักคือ การแต่งหน้าจัดเกินไป หน้าใสไม่สมจริงแม้ในยามลำบากหรือยามสงคราม, คอสตูมไม่สมเหตุสมผล ดูหลุดจากบุคลิกของตัวละครหรือยุคสมัยของเรื่อง-ทันสมัยเกินไป แฟชั่นเกินไปแม้ในคอนเทนต์ย้อนยุค, สิ่งเหล่านี้หลุดจากความเป็นจริงไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของประชาชน
และเน้นย้ำว่าวงการบันเทิงต้องศึกษาและนำ “ปรัชญาแนวคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยวัฒนธรรม” มาใช้อย่างจริงจัง โดยมีทิศทางคือ คนเป็นศูนย์กลาง ต้องสร้างงานที่สะท้อนความงามของธรรมชาติ ความเรียบง่าย และมีเนื้อหาที่ให้ความรู้แก่ผู้คน, บทต้องมีรากฐานที่เปลี่ยนจากระบบยึดดาราเป็นที่ตั้งมาเป็นยึดบทละครเป็นที่ตั้ง, ตัวละครต้องมีเลือดมีเนื้อดูเป็นมนุษย์จริง ๆ มีความอบุอุ่นและจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่หุ่นโชว์ที่แต่งหน้าสวย ๆ
ข่าวนี้กลายเป็นกระแสหนักเพราะเชื่อมโยงกับดราม่าล่าสุดของซีรีส์ Pursuit of Jade (ล่าหยก) ที่แสดงโดย จางหลิงเฮ่อ ที่แม้แฟนคลับจะชมว่าเขาหล่อและแสดงดี แต่ชาวเน็ตบางส่วนกลับจวกว่ารูปลักษณ์ของเขาในบทแม่ทัพนั้นดูสำอางและหล่อราวเทพปั้นเกินมนุษมนา จนได้ฉายาแบบแดกดันว่า “แม่ทัพรองพื้น”
แต่กรณีที่เป็นต้นเหตุดราม่าหนักจนทางการจีนต้องระดมทุกแพลตฟอร์ม คือเมื่อวันที่ 27 มีนาคมผ่านบัญชี Jun Zhengping Studio ใน Weibo (คล้ายเฟซบุ๊กของจีน เนื่องจากจีนไม่ไว้ใจโซเชียลต่างชาติ) ทางการของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) ได้โพสต์บทความวิจารณ์ว่า “แม่ทัพในละครย้อนยุคที่แต่งหน้าจัด ไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบทางสังคมในการแสดงถึงพลังความแข็งแกร่งของชายชาตรีได้” ซึ่งถือเป็นการตักเตือนโดยตรงจากหน่วยงานระดับสูง
ทั้งหมดนี้ทางการสรุปว่าความต้องการของสาธารณชนไม่ใช่แค่ความหล่อสวยทางสายตา แต่คือเรื่องราวที่มีพลังและให้อาหารสมอง ดังนั้น ต่อแต่นี้อุตสาหกรรมต้อง…เลิกบูชาหน้าตา, เลิกเน้นกระแสออนไลน์หรือความดังของดารา, หันมาเน้นฝีมือการแสดงและคุณภาพของบทละครเป็นหลัก ซึ่งปฏิบัติการล่าสุดนี้เกิดจากกระแสความดังของซีรีส์ ล่าหยก
ซีรีส์ Pursuit of Jade (ล่าหยก) ปิดฉากลงอย่างสวยงาม ทำยอดวิวทะลุ 3,000 ล้านครั้ง และสร้างกระแสใน Weibo อย่างถล่มทลาย ส่งให้ จางหลิงเฮ่อ (Zhang Ling He) กลายเป็นดาราชายแถวหน้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของรุ่นใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าลุคหล่อทะลุจอของเขาในบท “แม่ทัพอู่อันโหว” นั้น “สำอางและดูบอบบาง” เกินกว่าจะเป็นแม่ทัพที่เจนสนามรบ
Pursuit of Jade ดัดแปลงจากนิยายทางเว็บของ ถวนจื่อไหลสี เดิมในเว็บตั้งชื่อให้เตะตาทันสมัยว่า 侯夫人与杀猪刀 (ท่านหญิงโหวมือปังตอเชือดหมู) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น 逐玉 (ล่าหยก พล็อตไม่ได้เกี่ยวกับหยก แต่หมายถึงการไขว่คว้าเกียรติ/คุณธรรมอันสูงส่ง) ส่วนซีรีส์กำกับโดย เจิ้งซิงเจี๋ย จาก Blossom (บุปผาเหนือลิขิต-2024), Immortal Destiny (อุบัติรัก NPC-2024)
เรื่องราวเล่าถึง ฝางฉางอวี้ (เถียนซีเว่ย) ลูกสาวคนเชือดหมูผู้ต่ำต้อย เผอิญไปช่วยชีวิต เซี่ยเจิง (จางหลิงเฮ่อ) อดีตขุนนางสูงศักดิ์ ทั้งคู่ตกลงแต่งงานกันปลอม ๆ ก่อนที่สุดท้ายจะตกหลุมรักกันจริง ๆ ระหว่างนั้นบ้านเมืองเกิดศึกสงครามทำให้ เซี่ยเจิงต้องออกรบ ส่วนฝานฉางอวี้ ก็คว้าปังตอไปร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ผัวในสนามรบด้วยสกิลปังตอเชือดหมู
ผู้แสดงเป็นนางเอก เถียนซีเว่ย เคยมีผลงานมากมาย อาทิ Moonlit Reunion (ใต้แสงจันทร์วันหวนคืน-2025), Guardians of the Dafeng (ผู้พิทักษ์รัตติกาลแห่งต้าเฟิ่ง-2024), New Life Begins (ป่วนรักวิวาห์ว้าวุ่น-2022) ส่วนพระเอกสุดหล่อตัวต้นเรื่อง จางหลิงเฮ่อ เขาโด่งดังอย่างมากจาก Story of Kunning Palace (เล่ห์รักวังคุนหนิง-2023), My Journey to You (เหนือเมฆาชะตาลิขิต-2023), Love Between Fairy and Devil (ของรักของข้า-2022)
ซีรีส์นี้มีนักแสดงไทยร่วมด้วย คือ “นาย” กรชิต บุญสถิต์ภักดี จาก บทคิทใน เดือนเกี้ยวเดือน 2 (2019), The Shiny Group (จอมใจสราญรมย์-2023), The Rise of Ning (สองดวงใจเคียงรัก-2024), Insect Detective Season 2 (ทลายรังไหม 2-2024) ซึ่งใน ล่าหยก เขารับบทเป็น หม่านตี้ น้องชายสายบวก พลังล้น ปากดีขี้โอ่ แต่ก็ซื่อสัตย์ รักพวกพ้อง สดใสน่าเอ็นดู เขาคือลูกน้องในเครือข่ายนักเลง เคยทำงานในบ่อนพนัน ที่ต่อมากลายเป็นลูกน้องคนสำคัญของนางเอกฝานฉางอวี้ ซึ่งนับเป็นบทบาทที่สร้างสีสันและสะเทือนอารมณ์ในละครฟอร์มยักษ์ของจีนเรื่องนี้
วกกลับมาที่ “ล่าหยก” กลายเป็นประเด็นเดือดเพราะแฟนคลับของจางหลิงเฮ่อเข้าไปถล่มโพสต์ของสื่อกองทัพ และใช้ถ้อยคำรุนแรงอย่างมาก เช่น “คุณเป็นใครมาตัดสิน? ละครไอดอลเขาไม่ได้ทำมาให้คุณดู”, “เป็นเพจทหารแต่มายุ่งเรื่องวงการบันเทิง หิวแสงเหรอ?”, “ใช้มือถือรุ่นเก่าโพสต์นอกเวลาทำงาน กลัวโดนตามตัวล่ะสิ” โดยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่านี่คือบัญชีของพวกแอนตี้แฟน ภายหลังเมื่อเอฟซีคนอื่นเตือนว่านี่คือบัญชีทางการของกองทัพ เหล่าแฟนคลับถึงกับวงแตกรีบลบเม้นต์เปลี่ยนชื่อบัญชีหรือปิดหนีแทบไม่ทัน เพราะในจีนการมีปัญหากับหน่วยงานรัฐระดับนี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
ถ้าเป็นประเทศเสรี คุณอาจจะพอต่อล้อต่อเถียงได้ แต่กับประเทศคอมมิวนิสต์แบบจีน ทั้งสังคมต้องผงกหัวยอมรับ และก้มหน้าก้มตาเท่านั้น กรณีนี้ก็เช่นกัน บรรดานักเขียนบทต่างออกมาถล่มด่ากลุ่มแฟนคลับซีรีส์นี้ว่า “ไร้สติและทำตัวเป็นกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งจัดระเบียบ, ทั้งทีมงานต้นสังกัดของซีรีส์นี้และสตูดิโอของพระเอกจางหลิงเฮ่อ ต่างเงียบกริบ ไม่กล้าตอบโต้งัดข้อใดใด, งานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของซีรีส์ที่ตั้งใจจะจัดในวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมาถูกสั่งยกเลิกเงียบ ๆ
มาตรการชิงหล่าง
อะไรทำให้เกิดปฏิกิริยา “ไม่กล้าหือกล้าอือ” ในสังคมจีนอาจต้องย้อนกลับไปที่รากของมันที่มีจุดเริ่มต้นในปี 2016 เมื่อสำนักงานบริหารไซเบอร์แห่งประเทศจีน (CAC) เปิดตัวแคมเปญกวาดล้างครั้งแรก ที่ต่อมากลายเป็นแคมเปญประจำปีนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา เรียกว่า ปฏิบัตการชิงหล่าง (Operation Qinglang ชิงหล่าง แปลว่า กวาดล้าง) โดยหลัก ๆ เป็นการปราบปรามการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ต้องสงสัยว่าละเมิดกฎหมายจีน ซึ่งเป้าหมายหลักของแคมเปญจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี
2016
แคมเปญแรกประกอบด้วย “การแก้ไขแอปที่เกี่ยวข้องกับเด็กและวัยรุ่นแบบรวมศูนย์” นำไปสู่ “แคมเปญพิเศษเพื่อต่อต้านการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดกฎหมายและผิดปกติผ่านการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์”, “การแก้ไขบัญชีสาธารณะ WeChat ที่ผิดกฎหมายเป็นพิเศษ” และ “การแก้ไขเว็บไซต์ท่องเที่ยว” ภายในปีนั้นปีเดียวมีบัญชีทั้งหมด 1.045 ล้านบัญชี และพื้นที่และกลุ่มสังคมออนไลน์ 1.29 ล้านกลุ่มที่เผยแพร่ข้อมูลลามกอนาจาร ภาพโป๊ ความรุนแรง เลือดสาดถูกปิดลง รวมถึงมีผู้ต้องสงสัยทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้ถูกจับกุมมากกว่า 17,000 คน
2020
หนึ่งในชนวนที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องกวดล้างโลกไซเบอร์อย่างจริงจังเกิดจากไวรัลกรณี จงเหม่ยเหม่ย ทำให้ทางการจีนหันมาจัดการเนื้อหาจากเยาวชนอย่างเข้มงวด
จงเหม่ยเหม่ย หรือเด็กชายจงอวี่เชวียนในขณะนั้นเขาอายุ 13 ปี โด่งดังจากการอัปโหลดคลิปวิดีโอสั้นลงบนแพลตฟอร์มจีน Kuaishou โดยมีคอนเทนต์หลักคือการคัฟเวอร์เป็นคุณครู เขาล้อเลียนบุคลิกและน้ำเสียงแบบคุณครู แซะระบบการศึกษา เรียกเสียงฮาจนผู้คนแชร์กันสนั่น แต่ความดังของเขาตามมาด้วยดราม่าในสังคม หลังจากโด่งดังไม่นานคลิปของเขาหลายตัวถูกลบออก และเขาเลิกอัปคลิปเลียนแบบครู เกิดข่าวลือว่าเขาถูกทางการหิ้วไปปรับทัศนคติ ชาวเนตฝั่งหนึ่งมองว่าคลิปของเขาสะท้อนความจริงอันขมขื่นของระบบการศึกษาจีน แต่อีกฝ่ายมองว่าลดทอนความเคารพที่พึงมีต่อครู
ต่อมาหน่วยงานท้องถิ่นออกมาโต้ว่าไม่ได้สั่งแบนคลิปของเขา แต่ยอมรับว่าเรียกเขามา “พูดคุย” เพื่อแนะนำให้สร้างเนื้อหาเชิงบวกมากกว่านี้ แต่กรณีนี้กลายเป็นเหตุผลให้ CAC ออกกฎห้ามเยาวชนต่ำกว่า 16 ปีไลฟ์สด, เป็นอินฟลูหรือเน็ตไอดอล และห้ามสร้างคอนเทนต์ผิดจรรยาบรรณ
ต่อมาในวันที่ 22 พฤษภาคม ปีเดียวกันนั้น สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน เปิดตัวปฏิบัติการชิงหล่างอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าภายในช่วงแปดเดือนนับจากนี้จะมุ่งเน้นการแก้ไขเนื้อหาออนไลน์ เช่น ความหยาบคาย, ภาพลากมกอนาจาร, การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์, การตลาดที่หลอกลวงผู้บริโภค และการละเมิดความเป็นส่วนตัวของพลเมือง และเสนอให้มีการแก้ปัญหา 7 ด้านที่เกี่ยวกับการเติบโตของผู้เยาว์ ได้แก่ การเรียนรู้ทางออไลน์, การ์ตูนที่ไม่เหมาะสม, การไลฟ์สดและการเผยแพร่ข้อมูลผ่านคลิปสั้น, การแชทกลุ่ม, ป๊อปอัพอันตราย, การบูชาไอดอลอย่างไร้ขอบเขต การทะเลาะวิวาทในหมู่แฟนคลับ และการเติมเงินเกม รวมถึงเนื้อหาอันตรายทางโซเชียล เช่น Blue Whale Challenge , “Death Suffocation” และDoki Doki Literature Club! ก่อนที่จะมีการปิดเว็บไซต์เพิ่มอีก 13,942 เว็บ และบัญชีผิดปกติอีก 5.78 ล้านบัญชีในโซเชียล
2021 ปีแห่งอำนาจมืด-พลังปีศาจ-มือที่มองไม่เห็น
ทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ ฟังดูดีแต่กรณีการกวาดล้างนี้หลัง ๆ เริ่มจะบานปลายตามสไตล์จีน โดยเฉพาะเมื่อใดก็ตามที่รัฐจีนให้อำนาจ ก็มักจะลามกลายเป็นอำนาจบาดใหญ่ และประเด็นใหญ่ที่ทั้งสังคมจีนขนหัวลุกเกิดขึ้นในปี 2021 หลังโควิดหมาด ๆ
มกราคม 2021 นางเอกเบอร์ต้น ๆ ของจีน เจิ้งส่วง สมัยเด็ก ๆ เธอโด่งดังอย่างหนักจากซีรีส์แจ้งเกิด Meteor Shower (2009-2010 หรือรักใสใสหัวใจ 4 ดวง ฉบับจีน ที่ดัดแปลงจาก F4 ต้นฉบับของไต้หวัน) และกลายเป็นนักแสดงหญิงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในงาน China TV Golden Eagle Award จนกลายเป็นหนึ่งใน 4 ดาวรุ่งแห่งยุค 2010 เธอมีผลงานหนัง 4 เรื่อง และซีรีส์มากถึง 26 เรื่อง อาทิ Swords of Legends (2015), Love O2O (2016)
แต่แล้วนับตั้งแต่ปี 2021 ชื่อของเธอก็หายไปจากวงการราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อมีข่าวเผยว่าเธอและอดีตคนรักจ้างวานอุ้มบุญผิดกฎหมายในสหรัฐ แต่เมื่อความสัมพันธ์ร้าวฉานทำให้เธอต้องการจะทำแท้งและทอดทิ้งเด็ก โดยหลัง ๆ อดีตแฟนเริ่มแฉหลักฐานภาพและไฟล์เสียง กลายเป็นประเด็นเม้าท์เมี้ยนสนั่นไซเบอร์จีนในประเด็นศีลธรรมของดาราไอดอลที่ควรเป็นแบบอย่างแก่สังคมอันดีงามและอุดมปัญญาเฉกเช่นจีน หลังจากถูกแบล็คลิสต์ ทางการจีนสั่งห้ามเธอปรากฎตัวในสื่อทุกชนิด และตรวจสอบการเลี่ยงภาษีย้อนหลัง โดนค่าปรับอาน กลายเป็นการประหารชีวิตทางวงการบันเทิงคดีแรกของชิงหล่าง
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2021 รายการเกมเอาตัวรอดของเด็กฝึกไอดอลหล่อใส 119 คน “Youth With You ซีซั่น3” แถมยังมีเมนเทอร์ด้านการเต้นระดับโลกอย่าง ลิซ่า แบล็คพิงค์ รายการนี้จึงมีฐานแฟนคับคั่ง แฟนคลับจำนวนมหาศาลแห่กันซื้อนมกล่องยี่ห้อที่เป็นสปอนเซอร์รายการเพื่อเอารหัสQR ใต้ฝาไปโหวตให้ผู้เข้าแข่งขัน แต่เนื่องจากดื่มไม่ทัน แฟนคลับจึงจ้างคนมาเปิดฝาแล้วเทนมทิ้งลงท่อระบายน้ำ คลิปเทนมกลายเป็นไวรัลและถูกวิจารณ์เละเทะไปทั่วถึงความสิ้นเปลืองอาหารและสันดานของบรรดาแฟนคลับ แล้วเชื่อไหมว่าภายในสัปดาห์เดียวหลังจากนั้น ดราม่านี้ก็กริบกลายเป็นเป่าสาก เพราะรายการรอบชิงชนะเลิศถูกระงับออกอากาศ นับจากนั้นชิงหล่างก็สั่งประหารรายการแนวโหวตไอดอลไม่ให้มีวันผุดวันเกิดอีกต่อไป
สงครามแฟนคลับ จ้าวลี่อิ่ง เธอคือดาราดาวรุ่งที่มีผลงานหนัง 17 เรื่อง ซีรีส์อีก 33 เรื่อง ภาพยนตร์ที่โดดเด่นของเธอ ได้แก่ Duckweed (2017), The Monkey King 3 (2018) และ Article 20 (2024) เธอเคยได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงาน Flying Apsaras Awards และ Golden Eagle Awards จากการแสดงในซีรีส์ Wild Bloom (2022)
แต่กว่าจะได้รางวัลนี้ ซีรีส์นี้เป็นก็กลายเป็นชนวนดราม่าสำคัญกระแสควันขโมงขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม มีข่าวลือสะพัดใน Weibo ว่าจ้าวลี่อิ่งจะได้รับบทนำในซีรีส์ Wild Bloom (เติบโตอย่างหญิงแกร่ง) ประกบดาราชื่อดังทั่วเอเชีย หวังอี้ป๋อ พระเอกจาก ปรมาจารย์ลัทธิมาร (The Untamed-2019) ซึ่งทั้งคู่เคยเคยร่วมงานกันใน Legend of Fei (นางโจร-2020) ด้านแฟนคลับของฝ่ายหญิงมองว่าเคมีในซีรีส์ก่อนหน้านั้นไม่เวิร์คเลยเริ่มออกมาโจมตีฝ่ายชาย ด่ายับไปถึงต้นสังกัดว่าเห็นแก่เงินเลือกงานไม่เป็น และประกาศจะบอยคอตผลงานนางเอกคนนี้ตลอดกาล
ต่อมา23 สิงหาคมฝั่งแฟนคลับฝ่ายชายออกมาโต้ ทำให้แฟนคลับฝ่ายหญิงออกมาขุดคุ้ยดราม่าส่วนตัวในอดีตของฝ่ายพระเอกจนติดเทรนด์ฮิตใน Weibo ถึงขนาดใช้แอ็คเคาน์ทางการของกลุ่มแฟนคลับที่มีผู้ติดตามหลักหลายล้านเป็นแกนนำสร้างกระแส อันเป็นการละเมิดกฎแพลตฟอร์มอย่างร้ายแรง วันรุ่งขึ้น 24 สิงหาคม รัฐบาลลงมือกวาดล้างแฟนด้อมท็อกซิก สั่งระงับบัญชี Weibo ของจ้าวลี่อิ่งเป็นเวลา 15 วัน ด้วยเหตุผลว่าควบคุมแฟนคลับของตัวเองไม่ได้ ลามไปถึงแบนบัญชีกลุ่มแฟนคลับต่าง ๆ อีกหลายบัญชีปิดถาวรลืมโลกไปเลย รวมถึงบัญชีของฝั่งแฟนฝ่ายชายด้วย
25 สิงหาคมได้โพสต์ข้อความขอโทษสังคมและเตือนสติแฟนคลับถึงการให้เกียรติผู้อื่น เคสนี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่า การนิ่งเฉยต่อสงครามแฟนคลับ คือความเสี่ยงที่อาจทำให้ตัวศิลปินถุกแบนหรือสตูดิโอหวิดปิดตัวได้เลย สุดท้ายจ้าวลี่อิ่งรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้แถมคว้ารางวัลสวย ๆ ส่วนพระเอกต้องเปลี่ยนตัวเป็นคนอื่น แต่ซีรีส์ก็กวาดคำชมไปอย่างล้นหลาม
ภาพถ่ายเพียงภาพเดียวทำให้หายวับลับวงการ
ดราม่านี้เป็นข่าวสะเทือนโลก หลายคนไม่เข้าใจก็ได้แต่อิหยังวะ เกาหัวแกรกว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และไม่น่าเชื่อว่าดราม่านี้เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2021 อีกเช่นกัน 12 สิงหาคมมีการขุดภาพเก่าภาพหนึ่งของดาราคนหนึ่ง ขณะไปร่วมงานแต่งเพื่อนที่ญี่ปุ่น ทีนี้มีชาวเนตตาผีพบว่าภาพนี้ถ่ายในบริเวณศาลเจ้ายาสุคุนิ อันเป็นศาลต้องห้าม ศาลดราม่าที่ทำให้จีนเขม่นญี่ปุ่นมาหลายสิบปีจนทุกวันนี้ (แต่ญี่ปุ่นก็ใช้ศาลนี้ในการโต้กลับสร้างหนามยอกใจต่อจีนอยู่เนือง ๆ เช่นกัน) ในมุมของญี่ปุ่น ยุสุคุนิเป็นศาลเจ้าบูชาวิญญาณทหารญี่ปุ่นที่ตายในสงคราม แต่สำหรับจีนคนเหล่านี้คืออาชญากรสงคราม เพราะความจริงทหารญี่ปุ่นไม่ได้หล่อเท่แบบโกโบริ แต่เคยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวจีนขนานใหญ่ที่นานกิง 1937 บาดแผลนี้ทำให้จีนเคือง และความระคายเคืองนี้ก็ส่งผลอย่างหนักต่อดาราคนนี้ จางเจ๋อฮั่น
จางเจ๋อฮั่นเป็นนักร้องนักแสดงหนุ่มมาแรง เขาแจ้งเกิดจากซีรีส์ Legend of Ban Shu (2015), Legend of Yunxi (2018), The Blooms at Ruyi Pavilion (2020) และประสบความสำเร็จอย่างมากจากเรื่อง Word of Honor (2021) แต่หลังจากดราม่าผ่านไปเพียง 3 วัน วันที่ 15 ชื่อของเขาก็หายวับไปจากวงการ มาตรการชิงหล่าง แบนเขาอย่างรวดเร็วในจีน แม้จะไม่มีคำสั่งทางกฎหมายชัดเจนจากรัฐ หน่วยงานอุตสาหกรรมอย่าง CAPA ออกมาเรียกร้องให้บอยคอต ทั้งที่ไม่มีภาพของเขาเข้าไปในศาลเจ้า มีเพียงศาลเจ้าเป็นฉากหลัง และที่เขาถ่ายภาพนี้เพราะอยากจะถ่ายต้นซากุระ ไม่ได้จงใจจะโฟกัสศาลที่ว่านี้เลย
แต่ความฉิบหายหนักมากนี้ส่งผลให้แพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ลบผลงานของเขา แบรนด์สินค้าต่าง ๆ ยกเลิกสัญญา เพลงทั้งหมดบนแพล็ตฟอร์มจีนถูกถอดออกเหี้ยน และบัญชีโซเชียลในจีนถูกปิดเกือบทั้งหมด เขากลายเป็น “ศิลปินที่ถูกลบตัวตน” ในระบบสื่อจีน
หลังจากนั้นเขาค่อย ๆ กลับมาผ่าน “ช่องทางนอกจีน” มากกว่าในประเทศ เริ่มจากโซเชียลอินเตอร์ เช่น Instagram (ซึ่งไอจีเป็นสิ่งที่ห้ามใช้ในประเทศจีน) และเว็บไซต์ส่วนตัว ก่อนจะปล่อยเพลงเองและทำอัลบั้ม ซึ่งติดชาร์ต iTunes ระดับโลก รวมถึงจัดคอนเสิร์ตและทำกิจกรรมในต่างประเทศ เช่น กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ กล่าวโดยรวมคือ ในจีนแผ่นดินใหญ่เขายังแทบไม่มีพื้นที่ในกระแสหลัก แต่ในตลาดต่างประเทศ (โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้/แฟนอินเตอร์) เขายังมีงานและฐานแฟนที่สนับสนุนอยู่ต่อเนื่อง
ล่าสุดเมื่อปี 2024 จางเจ๋อฮั่นได้ปล่อยสารคดีท่องเที่ยวทางช่องยูทูบของเขาเองชื่อว่า August อันหมายถึงเดือนที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ทำให้สองปีหลังจากเหตุการณ์เขาปั่นจักรยานจากแชงกรีลาไปลาซาเพื่อเยียวยาจิตใจเกี่ยวกับเดือนสิงหาคมที่กลายเป็นแผลใจของเขามาอย่างยาวนานจนทุกวันนี้ ล่าสุดมียอดวิว 23 ล้านครั้ง
ข่าวฉาว-เชือดสะท้านวง(กาม)การ
คลิปที่คุณเห็นด้านบนนี้ไม่ได้มาจากแพล็ตฟอร์มหลักของศิลปิน เพราะมันถูกกวาดล้างไปเหี้ยนแล้วจากโซเชียลหลัก ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง และลือกันหนักขนาดว่าเขาฆ่าตัวตายไปแล้วในคุก!
คริส วู หรือ อู๋อี้ฝาน หนุ่มหล่ออดีตสมาชิกวงบอยแบนด์เกาหลี EXO ที่เดบิวต์เมื่อปี 2012 ก่อนจะออกจากวงในปี 2014 แล้วไปสร้างอาชีพเดี่ยวในจีน ทั้งด้านเพลงและการแสดง กลายเป็นหนึ่งในดาราระดับท็อปของจีนช่วงปลายยุค 2010 มีผลงานหนังทำเงินหลายเรื่อง และยังไปทำงานระดับนานาชาติ เช่น หนังฮอลลีวูด XXX: Return of Xander Cage และร่วมงานกับศิลปินระดับโลก
ช่วงปี 2017–2020 ถือเป็นจุดพีคของเขา ทั้งเพลงติดชาร์ต (ถึงขั้นขึ้นอันดับ 1 iTunes US) งานโฆษณา แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก และติดอันดับ Forbes China Celebrity 100 หลายปีติดกัน เรียกได้ว่าเป็น “ซูเปอร์สตาร์” ของวงการบันเทิงจีนทั้งสายเพลงและภาพยนตร์
แต่ปี 2021 เกิดจุดพลิกครั้งใหญ่ เมื่อมีผู้หญิงออกมากล่าวหาว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศหลายราย รวมถึงผู้เยาว์บางคน คดีถูกสอบสวนโดยตำรวจจีน และเขาถูกจับกุมในเดือนกรกฎาคม 2021 ต่อมาในปี 2022 ศาลจีนตัดสินว่าเขามีความผิดฐานข่มขืนผู้หญิง 3 คน และความผิดอื่น รวมโทษจำคุก 13 ปี พร้อมค่าปรับมหาศาลจากคดีเลี่ยงภาษี และในปี 2023 ศาลอุทธรณ์ยืนตามคำตัดสินเดิม
หลังคดี เขาถูกลบออกจากวงการทันที แบรนด์ตัดสัญญา ผลงานถูกถอดออกจากทุกแพลตฟอร์ม และสถานะจาก “ไอดอลระดับประเทศ” กลายเป็น “นักโทษ” อย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันเขาถูกคุมขังในจีน และตามคำพิพากษา เมื่อพ้นโทษจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ เรียกว่าไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดของจริง ข่าวดีนิดนึงคือ เขายังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ฆ่าตัวตายอย่างที่ลือกันในโซเชียล
หลังจากปี 2021 มาตรการชิงหล่าง ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องดาราหรือแฟนคลับ แต่ได้ขยายตัวกลายเป็น “การจัดระเบียบสังคมดิจิทัล” ขนานใหญ่ โดยครอบคลุมไปถึงอัลกอริทึม, ธุรกิจสื่อ (MCN), และพฤติกรรมของผู้ใช้เน็ตทั่วไป
มาตรการชิงหล่างในช่วง 2022-2025
กวาดล้าง “เศรษฐีออนไลน์”: ในปี 2024 มีการสั่งแบนอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง หวังหงข่วนซิ่ง ที่ชอบโชว์ไลฟ์สไตล์หรูหรา เครื่องเพชร และคฤหาสน์ รัฐบาลมองว่าเป็นการสร้างค่านิยม “บูชาเงิน” ที่ผิดเพี้ยนและสร้างความริษยาในสังคม
ควบคุม AI และ Deepfake: เริ่มจัดการเนื้อหาที่สร้างจาก AI โดยบังคับให้ต้องมี “ลายน้ำ” หรือ “สัญลักษณ์” ระบุชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น เพื่อป้องกันข่าวปลอมและการหลอกลวง
ปราบปราม “มือปั่นกระแสไซเบอร์”: การจ้างปั่นกระแส (Traffic Fraud) และการใช้บัญชีปลอมเพื่อโจมตีทางธุรกิจ เพื่อเรียกรับเงินจากบริษัทเอกชน
จัดระเบียบ “ภาษาเน็ต”: ในปี 2024-2025 มีการขยายผลไปถึงการห้ามใช้คำแสลงที่บิดเบือนความหมาย หรือคำด่าเลี่ยงบาลี เพื่อรักษาความสะอาดของภาษาจีนในโลกออนไลน์
ควบคุม “อารมณ์เชิงลบ”: ในปี 2025 เน้นหนักเรื่องการแบนเนื้อหาที่จงใจสร้างความวิตกกังวล ความสิ้นหวัง หรือการยุยงให้คนเกลียดชังกัน เช่น ความขัดแย้งระหว่างเพศ หรือภูมิภาค
ในมุมมองของ “คนจีนทั่วไป”
ฝ่ายสนับสนุน: มองว่าอินเทอร์เน็ตสะอาดขึ้นจริง ๆ ลดปัญหาการถูกคุกคามทางออนไลน์ (Cyberbullying) และลดการหลอกลวงได้มาก โดยเฉพาะกลุ่มพ่อแม่ที่สนับสนุนการจำกัดเวลาเล่นเกมและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน
ฝ่ายอึดอัด: เริ่มรู้สึกว่า “พูดอะไรไม่ได้เลย” ความกังวลเรื่องการเซ็นเซอร์ที่เข้มงวดเกินไปทำให้การแสดงความคิดเห็นหรือการวิจารณ์ปัญหาสังคม เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ หรือการหางาน ความยากจน ทำได้ยากขึ้น เพราะอาจถูกตีความว่าเป็น “การแพร่กระจายพลังงานลบ”
ในมุมมองของ “วงการบันเทิงและสื่อ”
ต่างอยู่ในสภาวะเดินบนน้ำแข็ง ศิลปินและค่ายสื่อ ต้องระมัดระวังตัวสูงสุด ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่รวมถึงการใช้ชีวิตส่วนตัวด้วย เพราะหากถูกมองว่ามีพฤติกรรมผิดจริยธรรม เช่น นอกใจ หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จะถูกแบนถาวรทันทีโดยไม่มีโอกาสแก้ตัว
เน้นเนื้อหาสีขาว ค่ายต่าง ๆ หันมาผลิตเนื้อหาที่ส่งเสริมวัฒนธรรมจีน ความรักชาติ และพลังบวก เพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกิจ
ในมุมมองของ “ชาวโลก/ตะวันตก”
สื่อต่างชาติมองว่า “ชิงหล่าง” คือเครื่องมือชั้นดีของรัฐบาลจีนในการกำจัดความคิดเห็นที่แตกต่าง และเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้หน้ากากของ “ศีลธรรม”
นักลงทุนต่างชาติมองว่าการที่รัฐเข้ามาแทรกแซงอัลกอริทึมและบริษัทเทคโนโลยีบ่อยครั้ง ทำให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนลดลง เพราะกฎเกณฑ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการทางการเมือง
“ด้วยรากฐานอันมั่นคงของอารยธรรมอันเก่าแก่กว่า 5,000 ปีของเรา เส้นทางเดียวสำหรับการบุกเบิกและพัฒนาสังคมนิยมจีนคือการบูรณาการหลักการพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ์เข้ากับความเป็นจริงเฉพาะของจีนและสิ่งที่ดีที่สุดจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน ข้อสรุปที่เป็นระบบนี้ได้มาจากการสำรวจสังคมนิยมจีนอย่างกว้างขวางของเรา แนวทางของสังคมนิยมจีนนั้นเป็นไปในเชิงสังคมนิยมอย่างแท้จริง โดยมีรากฐานมาจากลัทธิมาร์กซ์ องค์ประกอบสังคมนิยมที่สำคัญในวัฒนธรรมจีนเป็นรากฐานทางปัญญาสำหรับการยอมรับลัทธิมาร์กซ์ในประเทศจีน เส้นทางของสังคมนิยมจีนกำลังขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นของเราที่จะคงอยู่บนเส้นทางนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง” -สีจิ้นผิง
ส่วนหนึ่งของแนวนโยบายสีจิ้นผิงที่กล่าวในเดือนมิถุนายน 2023 และกลายมาเป็นการประชุมระดับชาติว่าด้วยการประชาสัมพันธ์ อุดมการณ์ และงานด้านวัฒนธรรม ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น อันทั้งหมดทั้งมวลต่อไปนี้คือปรัชญาแนวคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยวัฒนธรรม
แนวคิดนี้ถูกให้ความสำคัญสูงสุดในฐานะ “เข็มมุ่ง” ของชาติ โดยมีหลักการสำคัญที่ส่งผลต่อมาตรการชิงหล่างดังนี้
ความมั่นใจในวัฒนธรรม: รัฐเน้นย้ำว่าคนจีนต้องภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเอง ไม่เดินตามก้นวัฒนธรรมตะวันตก เช่น การแบนค่านิยมความสวยงามแบบหนุ่มหน้าหวาน ซึ่งจีนมองว่าได้รับอิทธิพลจากไอดอลต่างชาติมากเกินไป
วัฒนธรรมคือจิตวิญญาณของชาติ: สื่อบันเทิงต้องมีหน้าที่ “นำทางสังคม” ไม่ใช่แค่การสร้างความบันเทิงเพื่อกำไร ดังนั้นชิงหล่างจึงเข้าไปตัดวงจรการปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า
สุนทรียศาสตร์แห่งความสะอาดและพลังบวก ภายใต้มาตรการชิงหล่าง “ความงาม” ถูกนิยามใหม่ผ่านพื้นที่ออนไลน์
ความงามที่จับต้องได้และมีจริยธรรม: รัฐบาลส่งเสริมสุนทรียศาสตร์ที่สะท้อนถึงชีวิตจริงของประชาชน แรงงาน และความก้าวหน้าของชาติ มากกว่าความงามแบบฟุ้งเฟ้อ ไม่พอเพียง
กำจัด “รสนิยมที่ต่ำตม”: มาตรการปี 2024-2026 เน้นจัดการกับคอนเทนต์ที่ใช้ความแปลก ความหยาบคาย หรือการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในไลฟ์สด เพราะถือว่าเป็นการทำลายสุนทรียภาพที่ดีของสังคม
การประยุกต์ใช้ในยุคดิจิทัล
ภาพลักษณ์ศิลปิน แบนศิลปินที่มีมลทินมัวหมองทางจริยธรรม เพื่อสร้างต้นแบบ “บุคคลในอุดมคติ” ของชาติ
การผลิตสื่อ เน้นเนื้อหาประวัติศาสตร์และรากเหง้า ปลูกฝังความรักชาติและความมั่นใจและภาคภูมิใจในวัฒนธรรม
เทคโนโลยี AI ควบคุม Deepfake และภาพจำลอง เพื่อรักษา “ความจริงและความถูกต้อง”
ปรัชญาของสีจิ้นผิงเปรียบเสมือน “สถาปนิก” ที่ออกแบบพิมพ์เขียวว่าสังคมจีนควรจะมีภาพลักษณ์ดูเป็นอย่างไร ส่วนมาตรการชิงหล่างทำหน้าที่เป็น “พนักงานทำความสะอาดและยาม” ที่คอยกำจัดขยะหรือสิ่งที่ไม่เข้าพวกออกไปจากพิมพ์เขียวนั้น ซึ่งหากสังเกตจริง ๆ สิ่งที่ท่านสีดำรินั้นค่อนข้างกว้าง หลวม และนามธรรม ขณะที่ CAC หน่วยงานที่รับมาตรการนี้มาปฎิบัติจริงก็ตีความขยายขอบเขตไปเรื่อย ๆ เพื่อเอาใจท่านสี อย่างกรณีล่าสุดที่หน้าหล่อเกินจริงก็กลายเป็นประเด็นถึงกับอัญเชิญทุกแพล็ตฟอร์มมารับรู้ ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่ารัฐจะจัดการอย่างไร และบริษัทต่าง ๆ จะแก้ไขตามนั้นหรือไม่
ในสายตาของรัฐ “ความงามที่แท้จริง” คือความงามที่ขนานไปกับความมั่นคงของชาติและศีลธรรมอันดี ดังนั้น งานบันเทิงและสื่อดิจิทัลในจีนนับจากนี้จึงไม่ใช่พื้นที่ของ “ศิลปะเพื่อศิลปะ” อีกต่อไป แต่เป็น “ศิลปะเพื่อมวลชนและอุดมการณ์รัฐ” อย่างเต็มรูปแบบ
รวมถึงในด้านหนึ่งจีนเองก็พยายามจะสลายไอดอล เพื่อไม่ให้ปวงชนไปบูชาตัวบุคคลบางบุคคลมากจนเกินไป โดยเฉพาะบูชาที่ความหล่อ ความรวย แต่ในอีกด้านหนึ่งไอดอลที่จีนสถาปนาขึ้นมาเองและต้องการให้ปวงชนบูชาอย่างยิ่งก็คือตัวท่านสีเอง ไปไปมามาไอเดียนี้ก็ดูจะเข้าตัวอยู่เหมือนกัน
ถ้าปี 2021 คือการ “ผ่าตัดใหญ่” วงการดารา ปีอื่น ๆ หลังจากนั้น คือการ “ล้างสมอง ปรับทัศนคติ-พฤติกรรม” ของคนในชาติให้เป็นไปในทิศทางที่รัฐต้องการ โดยเปลี่ยนจากความวุ่นวายของแฟนคลับ ไปสู่การควบคุมโครงสร้างพื้นฐานอย่าง AI และอัลกอริทึม ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนจีนทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ กรณีตัวอย่างที่ผ่านมาเหล่านี้ คือเหตุผลที่ทำให้เกิดปฏิกิริยากริบของปวงชนชาวจีน ต่อข้อเสนอล่าสุดในเรื่อง “ความงามทางสุนทรียศาสตร์” และ “ปรัชญาแนวคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยวัฒนธรรม”
จากนี้ก็รอดูได้เลยว่าค่ายบันเทิงต่าง ๆ จะ “รับลูก” นโยบายล่าสุดที่เป็นเหมือนเอ่ยเปรย ๆ เหมือนโยนหินถามทางระลอกแรก “ตู้ม” ใส่สังคมจีนแบบนี้…อย่างไร



