ThaiPublica > เกาะกระแส > “ทูตสหรัฐประจำประเทศไทย” จัดเสวนาเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์เสรีภาพทางศาสนาร่วมกัน

“ทูตสหรัฐประจำประเทศไทย” จัดเสวนาเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์เสรีภาพทางศาสนาร่วมกัน

1 ตุลาคม 2020


ไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี ได้กล่าวในฐานะเจ้าภาพจัดงานสัมมนาการเฉลิมฉลองครบรอบ 142 ปีแห่งการประกาศพระบรมราชโองการว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2421 ว่า “ในฐานะอเมริกันชนคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ต่างแดนและสร้างครอบครัวในต่างประเทศ ผมมีโอกาสมองเห็นประเทศของผมได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและซาบซึ้งในเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญของเรา หนึ่งในเสรีภาพที่สำคัญที่สุดเหล่านั้นคือเสรีภาพในการนับถือศาสนา และเฉกเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยมีธรรมเนียมปฏิบัติมาช้านานในการเคารพเสรีภาพในการนับถือศาสนา ในปีนี้ ไทยเฉลิมฉลองครบรอบ 142 ปีแห่งการประกาศพระบรมราชโองการว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2421 ซึ่งระบุว่า “ผู้ใดเห็นว่าศาสนาใดจะถูกต้อง ก็ถือตามชอบใจของผู้นั้น ผิดถูกก็อยู่แก่ผู้ที่ถือศาสนานั้นเอง” แนวคิดที่ทรงพลังนี้ได้ปรากฏในรัฐธรรมนูญทุกฉบับของไทยนับแต่นั้นมา”

ด้วยตระหนักถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาตร์ที่สำคัญยิ่งนี้ ผมจะเป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาในวันนี้เพื่อเป็นเวทีให้ผู้นำประมาณ 15 คนจากสถาบันศาสนา หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาร่วมกันสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับความเคารพสิทธิในเสรีภาพทางศาสนาและความเชื่อที่ไทยมีมายาวนาน ตลอดจนศึกษาโอกาสและความท้าทายในการยกระดับความปรองดองระหว่างความเชื่อในปัจจุบัน

การประกาศพระบรมราชโองการว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนาเกิดขึ้นไม่นานหลังจากผู้เผยแผ่ศาสนาชาวอเมริกันกลุ่มแรกเดินทางมาถึงไทยในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เหล่าบุรุษและสตรีผู้มีศรัทธาทางศาสนาอย่างแรงกล้านี้ได้ทำงานร่วมกับพี่น้องชาวไทยเพื่อจัดตั้งสถาบันทางการแพทย์ขึ้นทั่วประเทศ เช่น โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ซึ่งเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจรักษาผู้ป่วยหลังทรงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด คนกลุ่มนี้ยังได้สร้างโรงเรียน เช่น โรงเรียนดาราวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนสตรีแห่งแรก ๆ ทางภาคเหนือของไทย รวมถึงมหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งได้ฝึกอบรมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ นักกฎหมาย และนักบวชชาวไทย บุรุษและสตรีเหล่านี้มีศรัทธาที่ต่างกัน หากแต่มารวมตัวกันด้วยความเคารพในเสรีภาพทางศาสนาและเจตนารมณ์อันเป็นหนึ่งเดียวในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน

บรรพบุรุษของคนกลุ่มนี้ยังช่วยทำให้ความมุ่งมั่นในการผดุงไว้ซึ่งเสรีภาพในการนับถือศาสนาของสหรัฐฯ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผู้บุกเบิกเดินเรือมาถึงแผ่นดินที่เป็นสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน เพื่อเสาะหาบ้านหลังใหม่ที่พวกเขาจะสามารถนับถือศาสนาหรือความเชื่อตามที่ตนศรัทธาได้ ศรัทธาความเชื่อในตอนต้นของผู้อพยพชาวอเมริกันกลุ่มแรกที่คนในปัจจุบันเรียกกันว่า “ผู้จาริกแสวงบุญ” (Pilgrims) เป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อของเราในเรื่องเสรีภาพทางศาสนา ความเชื่อนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและครอบคลุมไม่เฉพาะนิกายต่าง ๆ ของศาสนาคริสต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงศาสนาอิสลามและศาสนายิวตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ด้วย นอกจากนี้ นับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐของเรา ได้มีการบัญญัติให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาเป็นหนึ่งในหลักการเบื้องต้นที่สำคัญ ดังเช่นเดียวกับเสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และเสรีภาพในการร้องทุกข์ต่อรัฐบาลเพื่อจัดการเรื่องราวร้องทุกข์

จากการอพยพเข้ามาของคนหลากหลายกลุ่มทั่วโลก สหรัฐฯ ได้ให้การต้อนรับผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงชาวพุทธซึ่งเดินทางมาถึงสหรัฐฯ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1820 โดยมีการสร้างวัดพุทธแห่งแรกที่เมืองซานฟรานซิสโกเมื่อปี 2396

อเมริกันชนยังคงต้อนรับผู้คนจากทุกวัฒนธรรมความเชื่อและพยายามปกป้องทุกศรัทธา เราไม่เพียงแต่ยอมรับศรัทธาของผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังต่อต้านบุคคลที่มุ่งร้ายกับผู้อื่นหรือกดขี่ข่มเหงศาสนาด้วยเหตุแห่งความเชื่ออีกด้วย

ปัจจุบันเกิดการโจมตีศาสนาขึ้นทั่วโลก ทั้งการรื้อถอนโบสถ์และมัสยิด รวมถึงการกักขังและบังคับให้ผู้มีศรัทธาสละอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ธรรมเนียมปฏิบัติทางวัฒนธรรม และศรัทธาทางศาสนา ประชากรมากกว่า 8 ใน 10 คนทั่วโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่บางคนไม่สามารถปฏิบัติตามศรัทธาความเชื่อที่ตนต้องการได้ เราจะต้องไม่ยอมจำนนต่อผู้ที่จะมาควบคุมการนับถือศาสนาของเรา

ในวันนี้ สหรัฐฯ พร้อมเดินหน้านำความร่วมมือเพื่อพิทักษ์เสรีภาพในการนับถือศาสนาทั่วโลก เราเชื่อว่า หากประเทศหนึ่งยอมรับว่าเสรีภาพในการนับถือศาสนาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็ย่อมมีความมั่นคงสถาพรและเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ด้วยการส่งเสริมให้ผู้คนปฏิบัติตามศรัทธาของตน ประเทศอย่างสหรัฐฯ และไทยก็ได้สร้างรากฐานแห่งการยอมรับความแตกต่างและความไว้เนื้อเชื่อใจที่ยังคุณประโยชน์ให้แก่สังคม ที่ซึ่งความร่วมมือระหว่างกลุ่มศรัทธาจะเจริญงอกงามและศาสนากลุ่มต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยส่งเสริมสวัสดิการทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเป็นเสมือนเข็มทิศแห่งคุณธรรมของประเทศชาติ เราจึงต้องร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องสิทธิของประชาชนทุกแห่งหนในการนับถือศาสนาของพวกเขาได้อย่างเสรีต่อไป

ผมภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนค่านิยมซึ่งเป็นที่ยึดถือของทั้งชาวอเมริกันและผู้มีศรัทธาจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงแผ่นดินไทยนี้ ที่ซึ่งท่านทั้งหลายได้เปิดประตูและหัวใจต้อนรับผู้คนจากทุกความเชื่อ

Celebrating a Shared History of Religious Freedom
By U.S. Ambassador to Thailand Michael George DeSombre

As an American who has lived overseas and raised my family abroad, I have been able to see my country more clearly and appreciate the freedoms enshrined in our Constitution. One of the most important of these freedoms is freedom of religion. Like the United States, Thailand has a long-standing tradition of respecting religious freedom. This year, Thailand celebrates the 142nd anniversary of the Edict of Religious Tolerance. First announced by King Chulalongkorn in 1878, the Edict says that whoever wishes to embrace any religion, after seeing that it is true and proper, can do so without any restriction, and that the responsibility rests on the individual. This powerful idea has been included in every subsequent constitution of Thailand.

In recognition of this important historical event, I will be hosting a roundtable today to provide a forum in which approximately 15 leaders from religious institutions, government ministries, civil society organizations and universities will reflect on Thailand’s long-standing respect for the right to freedom of religion and belief, and explore opportunities for and challenges to expanding inter-religious harmony in the present day.

The Edict came not long after the arrival of the first American missionaries to Thailand in the mid-1800s. These men and women of strong religious faith worked with their Thai brethren to establish medical institutions throughout the country such as McCormick Hospital – where the father of King Rama IX Prince Mahidol treated patients after returning from Harvard Medical School. They also built schools like Dara Academy – one of the first to educate girls in northern Thailand – as well as Payap University, which have trained a generation of Thai healthcare workers, lawyers, and clergy. These were men and women of different faiths, drawn together by a respect for religious freedom and the common call to improve people’s lives.

The forebearers of these men and women helped to shape the United States’ commitment to freedom of religion. In the seventeenth century, those who came to the shores of what is now the United States sought a new home where they could be free to worship as their consciences dictated. The early faith of these first immigrants – whom today we call Pilgrims – was the genesis for our belief in the freedom of religion, a belief that quickly grew to cover not only the many forms of Christianity but also Islam and Judaism as early as the mid-1600s. At the very foundation of our Republic, freedom of religion was established as a first principal, in the same breath as freedom of speech, the freedom to peacefully assemble, and the freedom to petition our government for a redress of grievances.

Waves of subsequent immigrants from around the world saw the United States welcoming many other religions, including Buddhists, who began arriving in the 1820s, with the first Buddhist temple built in San Francisco in 1853.

Americans continue to welcome people of all faith traditions, and we work to protect all faiths. As Americans, not only do we accept the faith of others, but we also oppose those who target others for their faith or who oppress religion for ideological reasons.

Today religion is under attack across the globe. Churches and mosques are torn down and people of faith are detained and forced to renounce their ethnic identities, cultural practices and religious faiths. More than eight out of ten people in the world today live in countries where not all are free to follow the faith of their own choosing. We must not yield to those who would control how we practice our religion.

Today the United States is taking the lead to protect religious freedom throughout the world. We believe that by embracing freedom of religion as a fundamental right, a country will grow stronger and flourish. By empowering people to pursue their own faith, countries like the United States and Thailand build foundations of tolerance and trust that benefit their societies. In such societies, interfaith cooperation flourishes and religious communities contribute significantly to social welfare and serve as a moral compass for their nations. Together, the United States and Thailand must continue to defend the right of people everywhere to freely practice their religion.

I am proud to champion a value held not only by Americans, but by people of faith across the globe, including here in Thailand, where you have opened your doors and hearts to those of diverse faiths.