ศาลรธน.มีมติรับคำร้องส.ส.ถือหุ้นสื่อ32คน ไม่สั่งยุติปฎิบัติหน้าที่ ให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวภายใน 15 วัน และไม่รับคำร้อง 9 คน

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ รับคำร้องขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 32 คนกรณีถือหุ้นสื่อไว้พิจารณา และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง โดยไม่ต้องยุติการปฎิบัติหน้าที่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า “จะต้องปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง” แต่คดีนี้ผู้ร้องไม่ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงมีเพียงเอกสารประกอบคำร้องเท่านั้นไม่ปรากฏแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ และแบบนำส่งงบการเงินของบริษัทว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการใด จึงยังไม่ชัดเจนว่าผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจใด ซึ่งศาลจะต้องดำเนินการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงให้ยุติต่อไป ดังนั้นผู้ถูกร้องทั้ง 32 คนนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะหยุดปฏิบัติหน้าที่

ศาลรัฐธรรมนูญยังชี้แจงด้วยว่าในส่วนของคดีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องยุติการปฎิบัติหน้าที่นั้น เป็นเพราะเป็นคดีที่กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายธนาธร โดยมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกกต.มาก่อนที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเอกสารประกอบคำร้องไว้ชัดเจนว่ามีรายได้จากการขายนิตยสาร และรายได้จากการให้บริการโฆษณา กรณีนี้จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่านายธนาธรมีกรณีตามที่ถูกร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจึงได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ชั่วคราว

สำหรับ 9 ส.ส. ที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องนั้นประกอบด้วยนายศาสตรา ศรีปาน,นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์,นางสาวพริม พูลเจริญ,นางสาวปารีณา ไกรคุปต์,นายไชยวุฒิ ธนาคมสนุสรณ์,นายจักรพันธ์ พรนิมิต,นายกรณ์ จาติกวณิช ,นายประมวล พงศ์ถาวราเดช และ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ซึ่งได้ตรวจสอบจากเอกสารประกอบคำร้องของผู้ร้องปรากฏว่าหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของบุคคลเหล่านี้มีข้อความระบุรายละเอียดวัตถุประสงค์ไว้ในทำนองเดียวกัน อาทิ ประกอบกิจการการค้ากระดาษ เครื่องเขียน แบบเรียน แบบพิมพ์หนังสือ อุปกรณ์การเรียนการสอน เป็นวัตถุประสงค์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหนังสือพิมพ์หรือกิจการสื่อมวลชนใดๆที่จะเป็นลักษณะเข้าข่ายอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ 9 ส.ส. ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ