“ไดแอนน์ เฟนสไตน์”กระชากหน้ากากซีไอเอจากทัณฑ์ทรมาณนักโทษก่อการร้าย

รายงาน..อิสรนันท์

ไดแอนน์ เฟนสไตน์ ประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา ที่มาภาพ : http://noticias.bol.uol.com.br/ultimas-noticias/internacional/2014/12/09/cia-usava-tecnicas-de-tortura-brutais-e-ineficazes-aponta-senado-dos-eua.htm
ไดแอนน์ เฟนสไตน์ ประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา ที่มาภาพ : http://noticias.bol.uol.com.br/ultimas-noticias/internacional/2014/12/09/cia-usava-tecnicas-de-tortura-brutais-e-ineficazes-aponta-senado-dos-eua.htm

ไดแอนน์ เฟนสไตน์ เป็นหญิงเหล็กผู้พิฆาตซีไอเอ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาและในฐานะที่สังกัดพรรคเดโมแครตที่ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา จึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดทำรายงานฉบับคัดย่อและบทสรุปเอกสารลับสุดยอดซีไอเอซึ่งรู้จักกันในชื่อ “โครงการส่งตัว, คุมขัง และสอบสวน” (Rendition, Detention and Interogation Program) ที่หนาถึง 6.3 ล้านหน้า จนเหลือ 6,700 หน้า

แต่ที่ได้รับอนุญาตให้ลดลำดับชั้นจากเอกสารลับให้สามารถเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้แค่ 525 หน้า ซึ่งเปรียบแล้วก็เหมือนกับยอดภูเขาน้ำแข็งเล็กๆ จากภูเขาเอกสารกว่า 6 ล้านหน้า แต่ใน 525 หน้าล้วนแต่เป็นสาระสำคัญที่สามารถกระชากหน้ากากแท้จริงของซีไอเอสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลู บุช ว่าเป็นร่างแปลงตัวจริงของจอมมารร้ายแห่งยุค จากการคิดค้นทัณฑ์ทรมาณที่สุดแสนทารุณโหดร้ายจนนักโทษเหมือนกับตายทั้งเป็น เพื่อรีดเค้นปากคำผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายและอัลกออิดะห์ที่จับกุมได้หลังเหตุการณ์วินาศกรรมช็อกโลกถล่มอาคารเวิร์ดเทรด 11 กันยายน 2544

อีกทั้งยังเปิดโปงซีไอเอว่าได้ปกปิดการทรมานนักโทษต่อชาวอเมริกันและรัฐสภาเข้าใจผิดคิดว่าวิธีรีดข้อมูลหรือที่ใช้ภาษาสวยหรูว่า “เทคนิคการสอบสวนแบบเข้มข้น” (Enhanced interrogation techniques) นักโทษที่ถูกจับได้ในช่วงปี 2545-2549 นั้น “ประสบผลสำเร็จ” ทั้งๆที่ได้ไม่คุ้มเสีย”

อันที่จริง ซีไอเอมีเอกสารลับต่างๆมากมายนับไม่ถ้วนไม่ผิดไปจากเอกสารลับเพนตากอน โดยใน National Security archive ของมหาวิทยาลัยจอจ์จ วอชิงตัน ได้รวบรวมเอกสารลับซีไอเอที่ได้รับการลดลำดับชั้นให้สามารถเผยแพร่ได้เป็นบางส่วนตามกฎหมายว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทางอิเลกทรอนิกส์ (Freedom of Information Act Electronic Reading Room) อาทิ เอกสารลับหนา 355 หน้าว่าด้วยยูเอฟโอหรือจานผีหรือมนุษย์ต่างดาว เอกสารลับว่าด้วยโครงการเครื่องบินจารกรรมยู-2 ที่เคยตกในรัสเซียและเอสอาร์-71 โครงการสอดแนมทางอากาศระหว่างปี 2497-2517 โครงการของหน่วยเฉพาะกิจในคาบสมุทรบลข่าน เป็นต้น

สำหรับเอกสารลับซีไอเอฉบับคัดย่อฉบับล่าสุดที่ได้รับอนุญาตให้สามารถเผยแพร่ได้นั้นใช้เวลาจัดทำนานถึง 5 ปี สิ้นงบประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,280 ล้านบาท) ครอบคลุมไปถึงเอกสารจำนวน 6 หน้าที่ไดแอนน์ เฟนสไตน์ ส่งต่อไปถึงคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา เอกสารจำนวน 19 หน้าพูดถึงการพบและข้อสรุปที่เจาะจง 20 ข้อ และอีก 499 หน้าเป็นข้อสรุปของฝ่ายบริหารที่ให้รายละเอียดถึงความคืบหน้าของโครงการทรมาณนักโทษ แต่บทที่ยาวที่สุดของรายงานสรุปชิ้นนี้ เริ่มจากหน้า 172-400 เป็นการชำแหละซีไอเอที่หลอกลวงว่าการรีดข้อมูลนั้นได้ประโยชน์จนสามารถป้องกันเหตุร้ายได้จำนวนมาก แต่หลักฐานที่ปรากฎก็คือไม่มีการนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในภาคผนวก 3 ซึ่งเริ่มจากหน้า 462 ก็เผยให้เห็นว่าไมเคิล เฮย์เดน ผู้อำนวยการซีไอเอให้การเท็จต่อรัฐสภามากกว่า 30 ครั้ง ส่วนฟุตโน้ต 2,725 ฟุตโน้ตได้ตอกย้ำว่าซีไอเอได้กระทำการซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการให้ข้อมูลเท็จกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อปกปิดกระบวนการหลีกเลี่ยงกฎหมาย นอกเหนือจากให้ข้อมูลผิดๆในรายงานสรุปประจำวันต่อประธานาธิบดี และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้นำไปอ้างอิงในหนึ่งในคำปราศรัยครั้งสำคัญ

ในเอกสารลับ 525 หน้า ยังช่วยให้สามารถจับผิด 20 โกหกคำโตของซีไอเอ อาทิ รายงานเท็จว่าไม่มีการทรมานระหว่างสอบปากคำ แต่จริงๆแล้วมีการทรมาณนักโทษทั้งทางร่างกายและจิตใจ หรือบอกว่าควบคุมตัวนักโทษก่อการร้ายไม่ถึง 100 คนแต่จริงๆ แล้วมีถึง 119 คน ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 26 คนถูกจับผิดตัว หรือโกหกว่าไม่เคยอัดวิดีโอการสอบสวน แต่ตามความเป็นจริงก็คือมีการบันทึกการทรมานทุกขั้นตอน แต่ซีไอเอได้ทำลายหลักฐานเหล่านี้ในภายหลัง ที่สำคัญก็คือการโกหกว่ามีเฉพาะผู้เชี่ยวชาญมือหนึ่งเท่านั้นที่เป็นคนสอบสวน โดยแต่ละคนจะต้องผ่านการฝึกอบรมพิเศษอย่างน้อย 250 ชั่วโมงก่อนจะได้รับอนุญาต แต่ความจริงก็คือคนสอบสวนหลายคนมีประวัติว่านิยมใช้ความรุนแรงและไม่ผ่านเกณฑ์การอบรม

หรือเรื่องของการจ้างคู่สัญญาที่เป็นแพทย์ให้มาช่วยออกแบบวิธีทรมาณด้วยค่าจ้างวันละ 1,800 ดอลลาร์ ถ้ารวมทั้งโครงการคิดเป็นเงิน 81 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,500 ล้านบาท) ทั้งๆที่คู่สัญญาไม่รู้วิธีการปากคำอีกทั้งยังไม่รู้ภาษาอาหรับ ท้ายสุดก็คือการโกหกว่าข้อมูลที่รีดเค้นมาได้นั้น สามารถช่วยชีวิตชาวอเมริกันได้จำนวนมาก เป็นต้น

นอกจากนี้ เอกสารลับชิ้นนี้ยังได้เปิดเผย 8 ทัณฑ์ทรมานนักโทษอย่างไร้มนุษยธรรมที่สุดที่ซีไอเอคิดค้นขึ้นมาเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงยุติธรรม อาทิ การทำร้ายร่างกายและข่มขู่ว่าจะทำร้ายหรือสังหารหรือข่มขืนคนในครอบครัว การสร้างสภาพตึงเครียดจนจิตใจแทบพังทลาย การบังคับให้อดหลับอดนอนติดต่อกันถึง 180 ชั่วโมง การบังคับให้นักโทษยืนในท่าหรือในอิริยาบถที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้สะดวก และต้องวางมือทั้งสองข้างเอาไว้บนศีรษะตลอดเวลา การบังคับให้เปลือยกายและอดอาหารจนนักโทษเหมือนกับตายทั้งเป็น

นักโทษอย่างน้อย 5 คนถูกบังคับให้อาหารทางทวารหนัก การขังในโลงศพเล็กๆ เป็นเวลานาน การจับเปลือยกายแล้วล่ามโซ่ขังไว้ในห้องที่เย็นจัดและเป็นพื้นคอนกรีต จนนักโทษคนหนึ่งเสียชีวิต การบังคับให้เล่น “รัสเซียน รูเล็ตต์” การขู่จะใช้สว่านไฟฟ้าเจาะหรือการทรมานด้วยวิธีที่รู้จักกันดีในชื่อ “วอเตอร์บอร์ดิง’’ ซึ่งก็คือการใช้ผ้าขนหนูโปะบนหน้าของนักโทษที่ถูกมัดบนแผ่นกระดานในท่าเอียงเอาหัวลง จากนั้นก็รินน้ำเย็นลงไปช้าๆ จนนักโทษเกิดความรู้สึกคล้ายสำลักหรือกำลังจมน้ำ โดยซีไอเอได้ใช้ทัณฑ์ทรมาณนี้กับอาบู ซูเบย์ดาร์ ชาวซาอุดิอาระเบียอดีตสมาชิกระดับนำของอัลกออิดะห์ และหนึ่งในคนวงในของโอซามา บิน ลาเดน รวมทั้งสิ้น 83 ครั้งนอกเหนือจากถูกทรมาณในรูปแบบอื่นจนสูญเสียตาข้างซ้าย

ส่วนกาหลิด ชีค โมฮัมเหม็ด ชาวคูเวต-ปากีสถาน คือผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนก่อวินาศกรรม 9/11 โดยทัณฑ์ทรมาณแบบวอเตอร์บอร์ดิงรวม 183 ครั้ง แต่ซีไอเอไม่เคยได้สิ่งที่เป็นประโยชน์ หนำซ้ำ ยังได้ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ซีไอเอคนหนึ่งที่ไม่ได้รับการฝึกฝนด้านการสอบปากคำมาบีบรัดหลอดเลือดแดงที่ลำคอนักโทษจนหมดสติ ก่อนจะเขย่าตัวให้ตื่นขึ้นมารับการทรมานต่อไป

เอกสารชิ้นนี้ยังเปิดเผยด้วยว่าเจ้าหน้าที่ซีไอเอในคุกลับหลายคนเคยประท้วงไม่เห็นด้วยกับโครงการทรมาณนักโทษ โดยซีไอเอคนหนึ่งเรียกโครงการนี้ว่าโครงการฝึกทำโทษ พร้อมกับทำบันทึกว่าต้องการจะกำจัดการฝึกนี้ก่อนที่จะมีการทรมาณ
จริง แต่บรรดาเจ้าหน้าที่อาวุโสของซีไอเอกลับเห็นด้วยกับโครงการทรมาณนักโทษ และเมื่อเรื่องเริ่มแดงโร่ คนกลุ่มนี้ก็สั่งการให้ทำลายหลักฐานต่างๆโดยเฉพะวิดิโอที่อัดไว้ระหว่างการทรมาณจนเกือบหมดสิ้น

ท้ายสุด รายงานฉบับนี้ยังระบุว่าการทรมาณนักโทษมีขึ้นในคุกลับที่กระจายอยู่ในประเทศต่างๆราว 54 ประเทศ แม้ว่ารายงานชิ้นนี้จะไม่ระบุชื่อว่าเป็นประเทศ แต่มีหลักฐานชวนเชื่อว่ารวมไปถึงไทย อัฟกานิสถาน โปแลนด์ โรมาเนีย ฯลฯ ซึ่งต่างปฏิเสธพัลวันว่าไม่รู้เห็นกับการทรมานนักโทษของซีไอเอ

ขณะที่ผู้อำนวยการซีไอเอทั้งอดีตและปัจจุบันต่างดาหน้าปกป้องโครงการนี้ว่าช่วยทำให้ได้ข้อมูลดีๆ จนสามารถจับกุมผู้ก่อการร้ายคนสำคัญๆ นอกเหนือจากจับตาย โอซามา บิน ลาเดน ตลอดจนสามารถสกัดแผนโจมตีครั้งใหญ่ๆได้ ทำให้ชาวอเมริกันปลอดภัยขึ้น

หลังจากมีการเผยแพร่เอกสารลับซีไอเอชิ้นนี้แล้ว หนังสือพิมพ์นิวยอร์กเกอร์ได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์เพิ่มติมของอะตุล กาวันเด ศัลยแพทย์และนักเขียนที่ชี้ว่าการทรมานสุดโหดด้วยเทคนิคทางการแพทย์ที่ไม่ให้มีบาดแผลมาฟ้องโลกนี้มีแพทย์ร่วมมือด้วยราว 10 คน แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าขัดกับหลักจริยธรรมทางการแพทย์อย่างร้ายแรงที่สุดและทุกคนล้วนแต่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเค้นปากคำผู้ต้องหา รวมทั้งไม่เคยรู้เรื่องอัล-ไกดามาก่อน

และในหลายๆ กรณี แพทย์เป็นคนลงมือทรมานนักโทษด้วยตัวเอง นอกเหนือจากการรักษานักโทษไม่ให้ตายคาเครื่องทรมาน ตลอดจนให้คำปรึกษาว่าจะเริ่มกระบวนการทรมานใหม่ได้เมื่อไรหลังเยียวยานักโทษแล้ว หลักฐานที่เห็นได้ชัดก็คือมีนักโทษอย่างน้อย 5 คน ถูกบังคับป้อนอาหารทางทวารหนัก ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ใช้ทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าต้องใช้ความชำนาญทางการแพทย์เท่านั้นจึงจะได้ผล

จากเอกสารลับระบุว่ามีแพทย์ 2 คนใช้นามแฝงว่า ดร.เกรย์สัน สวีเกิร์ท และดร.แฮมมอนด์ ดันบาร์ แต่นิวยอร์กไทมส์รายงานว่าแท้ที่จริงก็คือนพ.เจมส์ มิตเชลล์ และนพ.บรูซ เจสเซน ได้ทำสัญญากับซีไอเอระหว่างปี 2545-2552 ด้วยเงินค่าจ้าง 180 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,580 ล้านบาท) โดยทั้ง 2 คนก็ได้รับเงินกว่า 81 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,511 ล้านบาท) เพื่อช่วยพัฒนาเครื่องมือทรมานหรือที่ใช้ชื่อสวยหรูบังหน้าว่า “เทคนิกการกระตุ้นการสอบปากคำ” โดยอาศัยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ที่ดัดแปลงมาจากโรงเรียนสอนวิธีการเอาตัวรอด การขัดขืนและการหลบหนีของกองทัพอากาศสหรัฐที่แพทย์ทั้ง 2 คนเคยประจำการมาก่อนเพื่อสร้างแรงกดดันสุดขีด อาทิ วอเตอร์บอร์ดิง การจับยัดในโลงศพขนาดพอตัว การบังคับให้อดนอน การให้อาหารทางทวารหนัก เป็นต้น

ท้ายสุดไดแอน ไฟน์สไตน์ กล่าวสรุปว่า การกระทำของซีไอเอเป็นมลทินในประวัติศาสตร์สหรัฐ และแม้ว่าการเปิดเผยรายงานสรุปกว่า 500 หน้านี้จะไม่สามารถล้างมลทินใดๆได้ แต่เชื่อว่าจะช่วยให้ชาวอเมริกันและประชาคมโลกตระหนักว่าอเมริกากล้าพอที่จะยอมรับความผิดและมั่นใจพอว่าจะเรียนรู้ความผิดพลาดต่างๆ นี้