“ความรู้เรื่องทางการเงิน” (financial literacy) (จบ): ตัวอย่างโครงการที่ “เวิร์ค”

ตัวอย่างโครงการและบริการที่ประสบความสำเร็จบอกเราว่า “โครงการให้ความรู้ทางการเงิน” แบบดั้งเดิมที่ชอบทำกันในไทย คือยึดตำรา ใช้ศัพท์แสงวิชาการ พูดซ้ำซากว่า “ต้องเป็นผู้บริโภคที่รับผิดชอบ” และทำให้คนฟังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่พึ่งเมื่อออกจากห้องเรียนไปแล้ว นอกจากจะใช้ไม่ได้แล้ว ยังไม่น่าจะช่วยแก้ปัญหาทางการเงินให้กับคนไทยได้อย่างตรงจุดอีกด้วย

“ความรู้เรื่องทางการเงิน” (financial literacy) (3): จากพฤติกรรมสู่วิธีให้ความรู้

เครื่องมือให้ความรู้ทางการเงินนั้นจะต้องมีการ ‘ฝัง’ คำแนะนำที่สร้างสรรค์ แสดงผล (ฟีดแบค) อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนใช้เครื่องมือจริงๆ เพราะอย่าลืมว่า สิ่งที่เราอยากเห็นคือ คนไทยมี “ความรู้เรื่องทางการเงิน” (financial literacy) ซึ่งต้องแสดงให้เห็นว่าผ่านการใช้ “ทักษะทางการเงิน” (financial capabilities) ไม่ใช่ว่า “ได้รับการศึกษา” (financial education) อย่างเดียว แต่ไม่นำความรู้ไปใช้เลย แบบนั้นก็แปลว่ายังไม่มีทักษะ ยังไม่มีความรู้เรื่องทางการเงินจริงๆ

“ความรู้เรื่องทางการเงิน” (financial literacy) (2): พฤติกรรมทางการเงินของคนไทย

คนไทยจำนวนมากทำบัญชีเป็น แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ทำต่อหลังจากทำไป 1-2 เดือน กลุ่มตัวอย่างราวหนึ่งในห้าบอกว่า พวกเขารู้สึก “เครียด” ที่เห็นรายจ่ายยาวเป็นหางว่าวมากกว่ารายได้ จำนวนน้อยกว่านั้นรู้สึกว่าตัวเองมี “รายได้ไม่แน่นอน” เลยไม่อยากบันทึก “มองไม่เห็นประโยชน์” ของการบันทึก หรือไม่ก็รู้สึก “ขี้เกียจ” ทำต่อ

“ความรู้เรื่องทางการเงิน” (financial literacy) (1): หลักสากลและวิธีวัด

ในยุคที่ประชาชนเป็นหนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่ค่อยรอด รายได้เพิ่มช้ากว่าหนี้สินและสวนทางกับอัตราการออม “ความรู้เรื่องทางการเงิน” (financial literacy) เริ่มเป็นที่พูดถึงหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิต และหลายคนก็เริ่มมองว่าภาครัฐต้องมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังความรู้เรื่องทางการเงินตั้งแต่เด็ก สำคัญไม่แพ้การสอนให้เด็กๆ อ่านออกเขียนได้