ทำไมหมอถึงเดือดร้อนกับคำพิพากษาในคดีวัณโรคเด็ก?

ผลกระทบของคำพิพากษาคดีทางการแพทย์หลายคดีต่อแนวทางปฏิบัติของแพทย์ แม้จะมีคำปลอบใจว่า “คำพิพากษาไม่ได้เป็นบรรทัดฐานในคดีอื่นทุกคดี” แต่ในทางปฏิบัติ หากจำคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งซึ่งกล่าวไว้ว่า “หลายๆ สถานการณ์ ความเชื่อสำคัญกว่าความจริง” คำพิพากษาในอดีตที่ผ่านมาตอกย้ำคำพูดดังกล่าวนี้ โดยดูได้จากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่เปลี่ยนไปตามคำพิพากษา โดยละทิ้งเหตุผลในตำราการแพทย์ทั้งหมดไป

ข้อสังเกตในเรื่องระบบไต่สวน ระบบกล่าวหากับภาระการพิสูจน์และอำนาจศาลในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีน้องหมิว

วงการนักกฎหมายก็กำลังถกเถียงกันในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง บางท่านก็มีความเห็นว่า ศาลน่าจะใช้อำนาจของศาลในระบบไต่สวนซึ่งมีอยู่ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ตามที่คดีความรับผิดทางละเมิดของแพทย์เป็นคดีผู้บริโภค เรียกพยานหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้การเพิ่มเติม หากเห็นว่าพยานที่โจทก์นำมาสืบยังไม่เพียงพอในเรื่องนี้ ถ้าจะตอบไปทันทีว่าใช่หรือไม่ใช่คงไม่ได้ เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายและเงื่อนไขหลายเรื่อง ผมจึงขอถือโอกาสนี้ให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวโดยสรุป

บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาคดีทางการแพทย์น้องหมิว โดยอดีตตุลาการและปรมาจารย์กฎหมายมหาชน

การวิพากษ์คำพิพากษาศาลฎีกานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ และควรทำ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเกิดการพัฒนาปรับปรุงและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว การวิจารณ์คำพิพากษานั้นเป็นสิ่งที่ทำกันเป็นประจำและสืบหาด้วยว่าใครเป็นผู้พิพากษาคดีนั้นๆ สืบประวัติผู้พิพากษาคนนั้นอย่างละเอียดลออกันทีเดียว เพราะคำพิพากษานั้นสะท้อนทัศนะ ความคิด โลกทัศน์ของตุลาการผู้เขียนคำพิพากษาคดีนั้นๆ เป็นเรื่องดีที่สังคมจะได้เรียนรู้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาด้วยหลักวิชาการอย่างตรงไปตรงมาด้วยความสุจริตใจ ไม่ใช่เรื่องการหมิ่นศาลแต่อย่างใด แต่ทำให้ศาลได้เรียนรู้และได้พัฒนามากขึ้นด้วย